Coro Field สวนผึ้ง |

ประกาศความเป็นส่วนตัว (Privacy Notice)

Coro Field สวนผึ้ง

Coro Field สวนผึ้ง

          วันนี้กันต์กวี Chill reporter ขอพาไปบุกฟาร์มเมล่อนสไตล์ญี่ปุ่นแห่งแรกของเมืองไทยนั่นก็คือ CORO Field ที่นี่เป็นไลฟ์สไตล์ฟาร์มแห่งใหม่อยู่ที่ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ในบรรยากาศแบบญี่ปุ๊นญี่ปุ้นเลยครับ ที่นี่เน้นการตกแต่งแบบ Minimalist น่ารักสบายตากลมกลืนไปกับธรรมชาติ มาถึงที่นี่เนี่ยรับรองว่าคุณจะเต็มอิ่มกับการสัมผัสความสุขในแบบเรียบง่าย ได้เรียนรู้การเกษตรแบบน่าสนใจที่คนรุ่นใหม่จะต้องติดใจแน่นนอนครับ

          จุดเริ่มต้นของ CORO Field เกิดจาก Coro Brothers สองพี่น้อง เจ้าของฟาร์มสุดน่ารัก ที่เบื่อชีวิตในเมืองกรุง อยากจะทำสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ในพื้นที่ที่มีอยู่แล้วให้เป็นทั้งที่เที่ยว ที่กิน และที่สร้างแรงบันดาลใจให้กลับคนที่มาเยื่อน จึงเกิดเป็น CORO Field สถานสร้างประสบการณ์ทางการเกษตรรูปแบบใหม่ ในแบบ Lifestyle Farming ได้ทั้งกิน ทั้งเล่นและได้สัมผัสกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิดครับ

          เอ๊ะ ! นี่ตัวอะไร หลายคนคงสงสัย
นี่ไง“โคโรโระคุง”เอง มาสคอตสุดน่ารักประจำฟาร์ม CORO Field ที่โผล่อยู่ในหลายที่ของฟาร์มแห่งนี้ ใครเห็นก็อดใจไม่ไหวก็ต้องเข้าไปกอด เข้าไปถ้ายรูปด้วยซักหน่อย บางตัวก็นอนอยู่ บางตัวก็กำลังรดน้ำต้นไม้ บางตัวก็ซ่อนตัวอยู่ไต้ดิน พูดได้คำเดียวเลยครับว่า ตั้ลล้ากมากกก!

          บนพื้นที่สีเขียวสบายตากว่า 104 ไร่ติดถนนใหญ่แห่งนี้ มีกิจกรรมสนุกๆมากมายรอทุกคนอยู่ แบ่งออกเป็น 5 โซนแสนสนุก เริ่มกันที่โซนแรก เพราะเรื่องกินเรื่องใหญ่ พุ่งตัวเข้าไปเลยที่ Coro Cafe’ & Coro Market ครับ

          เราจะได้อิ่มอร่อยๆจากเมนูสุดน่าทานที่ใช้วัตถุดิบหลักจากในฟาร์ม ปรุงสดๆโดยเชฟมืออาชีพ มื้อนี้เราจัดเต็มกันมากๆ สั่งมาหลากหลายเมนู ทั้งอาหารเรียกน้ำย่อย ของคาวของหวานที่นี่มีครบ แต่ที่ห้ามพลาดเลยก็คือเครื่องดื่ม เมลอนครีมชีส ที่เป็นซิกเนเจอร์ของที่นี้เลยครับ ด้วยรสชาติที่หวานหอมของเมลอนบวกกับรสเค็มนิดๆของชีสรับรองเลยว่าถ้าได้ดื่มแก้วนี้ไปแล้ว แก้วเดียวไม่พอครับ!

          ข้างๆ Coro Cafe จะเป็น Coro Market แหล่งรวบรวมผลิตผลจากในฟาร์มทั้งหมด มีขายทั้งเมล่อนโทมิสดๆที่ใครมาก็ต้องซื้อติดไม้ติดมือกลับไป แต่ถ้าใครอยากจะทานที่นี่ พร้อมเอามาถ่ายรูปแบบฟรุ้งฟริ้งเค้าก็มีขายชิ้นละ 50 บาทจ้า รสชาติเนี่ยหอม หวาน กรอบ กัดเข้าไปเต็มคำ ขอบอกว่าชื่นนนนใจมากๆเลยคร้าบ

          มาที่นางเอกของที่นี่นั้นก็คือเจ้ามะเขือเทศหวานกรอบ มีให้เลือกทั้งทั้งสีเหลืองและสีแดง นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่นๆอย่างแยมเมล่อน ที่รับรองว่าหลายคนต้องไม่เคยทานที่ไหนแน่ๆ รวมถึงน้ำสลัดแบบต่างๆ ก็มีให้เราได้เลือกช็อปกันแบบเต็มที่ แต่ที่สำคัญที่นี่เค้ารับผลผลิตของชาวบ้านละแวกนี้มาจำหน่ายด้วย เพื่อช่วยเหลือชุมชนใกล้เคียงให้มีรายได้เพิ่มขึ้นอีกด้วยครับ

           อิ่มท้องกันแล้วเราก็มาลุยกันต่อที่ CORO HOUSE ตรงนี้เป็นโรงเรือนขนาดใหญ่ที่ทันสมัยที่สุดในประเทศภายใต้เทคโนโลยีที่นำเข้าจากอิสราเอล เราจะได้เข้าไปดูการปลูกเมลอนปลอดสารพิษด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย แต่ก่อนจะเข้าไปก็ต่องเปลี่ยนชุดกันซักหน่อยเพื่อป้องกันการติดเชื้อของต้นพืช ดูไปดูมาก็เท่ไม่เบาเลยนะครับเนี่ยชุดนี้

          เมื่อเข้าไปภายในเราจะได้เห็นเจ้าเมล่อนตั้งแต่เป็นต้นกล้าเล็กๆ จนไปถึงขั้นตอนของการผสมเกษร ซึ่งเราจะได้ทดลองผสมเกษรด้วยนะครับ เคล็ดลับของความอร่อยของเมลอนเนี่ย อยู่ที่การเอาใจใส่ดูแลอย่างใกล้ชิดและรดน้ำด้วนน้ำแร่ที่ขุดพบที่ใต้ดินซึ่งเป็นน้ำที่มีปริมาณแร่ธาตุที่ดีเยี่ยม ทำให้ผักและผลไม้หวานกรอบแตกต่างจากที่อื่น  แถมที่นี่เนี่ยเค้ายังเปิดเพลงให้ต้นไม้ฟังด้วยนะ สรุปว่าที่เราเดินฟังเพลงเพลินๆอยู่ในสวนเนี่ยถือว่าเราเป็นผลพลอยได้นะจ๊ะ เค้าไม่ได้เปิดให้เราฟังจ้า 555

        

           มากันต่อที่โซนต่อไป นั้นก็คือโซน Coro Garden ไฮไลท์อยู่ที่กิจกรรม Grow&Harvest ที่เราจะได้ปลูกผักและเก็บมะเขือเทศ ถามว่าทำไมเราต้องปลูกก่อนเก็บ เหตุผลมาจากเจ้าของฟาร์มเค้าต้งใจอยากให้ทุกคนได้ลองปลูกต้นไม้ อยากให้รู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องยาก ใครๆก็ทำได้ กลับไปบ้านก็ทำได้ และผักเหล่านี้ก็จะถูกนำไปประกอบอาหารให้คนอื่นๆได้ทานต่อไป

         เริ่มต้นการเป็นผู้ให้ด้วยการปลูกผัก ซึ่งทุกคนจะได้อุปกรณ์คนละ 1 ชุด สวมผ้ากับเปื้อนและถุงมือ หยิบช้อนปลูกและต้นพันธ์ในกระเป๋าออกมาแล้วมาลงมือกันเลย ความพิเศษอีกอย่างก็คือเค้าจะให้เราตั้งชื่อผักต้นที่เราปลูกด้วยนะ เขียนบนป้ายไม้เสียบไว้เผื่อจะมีโอกาสกลับมาดูความเจริญเติบโตของต้นผักต้นน้อยของเรา

           หลังจากเป็นผู้ให้ในการปลูกผักแล้วก็มาเป็นผู้รับกันต่อ โดยการเก็บมะเขือเทศ เค้าจะให้ชะลอมใบน้อยๆมาคนละ1อัน เลือกเดินเก็บได้อย่างสบายใจ เคล็ดลับในการเก็บมะเขือเทศให้สดและอยู่ได้นานนั้นก็คือ ต้องเด็ดให้ติดขั้วมาด้วยและถ้าจะเอาไปฝากคนที่บ้านก็ต้องเก็บลูกที่ยังเขียวหน่อยๆ พอไปถึงบ้านก็จะสุกพอดีครับ

          ได้มะเขือเทศเต็มตะกร้าแล้ว เราก็มาเดินชมเเปลงผักกันต่อ โพสท่าถ่ายรูปกันเพลินๆชมดอกทานตะวันและต้นถั่วแระญี่ปุ่น และต้นมันญี่ปุ่นดอกสีม่วงสุดน่ารัก

          โซนสุดท้ายที่เป็นโซนที่ กันต์กวีชอบที่สุดเลยนั้นก็คือ CORO ME ตรงนี้จะเป็นโซนที่เราจะได้โชว์ฝีมือในการตกแต่งต้นไม้ โดยเริ่มจากการไปเลือกต้นไม้ที่เราถูกใจ แล้วก็ไปเลือกของตกแต่งต่างๆมานั่งจัดวาง หยิบนู้นใส่นี่ ตามสไตล์ของเราเอง และก่อนที่จะเอาต้นไม้ต้นที่เราตกแต่งเสร็จกลับไปเนี่ย จะต้องตั้งชื่อให้เจ้าต้นไม้ พร้อมกับเซ็นใบอุปถัมภ์และประทับตราเพื่อที่จะเป็นการสัญญาว่าเราจะดูแลรักษาต้นไม้ต้นนี้อย่างดีที่สุดครับ

          นอกจากกิจกรรมการตกแต่งต้นไม้ในห้องกระจกอันเย็นฉ่ำแล้ว โซนนี้ก็ยังมีของฝากเก๋ๆ ให้ได้เลือกซื้ออีกด้วยครับทั้งต้นไม้ในขวดโหลหรือของเล่นน่ารักๆก็มีให้ได้เลือกกันครับ

          ด้านบนของอาคาร CORO ME ยังมีพื้นที่่ให้เราได้ไปชมวิวสวยๆอีกด้วยนะครับ ยิ่งถ้ามาในตอนเย็นก็จะได้เห็นดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า เป็นบรรยากาศที่ชิลสุดๆเลยครับ

          วันหยุดครั้งหน้า หรือวันเสาร์อาทิตย์ว่างๆ อยากชวนชาวชิลให้มาพักผ่อน ทำกิจกรรมแบบใกล้ชิดธรรมชาติกันที่ Coro Field สวนผึ้งครับ ที่นี่นอกจากจะได้มาเที่ยวแล้ว ยังได้ผ่อนคลายความเครียดจากการทำงานอีกด้วยครับ

พิกัด 17 ถนนราชบุรี - ผาปก ตำบลป่าหวาย อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี
โทร 092 569 479
 เวลาเปิด-ปิด  วันจันทร์ – พฤหัสบดี เวลา 09.00 – 18.00 น.วันศุกร์ – อาทิตย์ เวลา 08.30 – 21.00 น.

http://www.corofield.com/th/home

http://www.corofield.com/th


กันต์กวี Chill Reporter รายงาน