มอง เ ชี่ ย ว ห ล า น ผ่านกล้องฟิล์ม : ไม่มี 3G ซะบ้าง...คนข้างๆเลยสำคัญ |

ประกาศความเป็นส่วนตัว (Privacy Notice)

มอง เ ชี่ ย ว ห ล า น ผ่านกล้องฟิล์ม : ไม่มี 3G ซะบ้าง...คนข้างๆเลยสำคัญ

มอง เ ชี่ ย ว ห ล า น ผ่านกล้องฟิล์ม : ไม่มี 3G ซะบ้าง...คนข้างๆเลยสำคัญ

        "เขื่อนเชี่ยวหลาน" หรือ "กุ้ยหลินแห่งเมืองไทย" คือที่เที่ยวยอดฮิตของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ณ ตอนนี้เลยก็ว่าได้ค่ะ แล้วมันจะดีมั้ย...ถ้าเราค่อยๆใช้ชีวิตกับเพื่อนที่นี่โดยมือถือ NO SERVICE! แถมไฟก็ไม่มีไปอี้กกก       

         เมื่ออาทิตย์ก่อนพวกเราได้ไปเที่ยวที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีกันมาค่ะ ทริปนี้เราไปกัน 3 วัน 2 คืน นั่งเครื่องออกช่วงบ่ายของวันศุกร์ โดยกำหนดการของทริปนี้คือ
- ออกจากกรุงเทพ
- ขับรถเที่ยวในตัวเมืองสุราษฎร์
- คืนแรกพักในตัวเมืองสุราษฎร์ (ซึ่งเป็นบ้านเกิดของกันต์กวี Chill reporter เพื่อนร่วมทริปของเรา)
- ตื่นเช้ามาออกเดินทางไปนั่งเรือ >> มุ่งหน้าสู่แพในเขื่อนเชี่ยวหลาน
- พักที่ "แพรนางไพร" ในเขื่อนเชี่ยวหลาน
- เดินทางกลับเข้าตัวเมือง
- เที่ยวในตลาดตัวเมืองอีกนิดหน่อย
- กลับกรุงเทพฯโดยเครื่องบินค่ะ

 


 

 เปิดทริปด้วยรูปเมฆจากบนเครื่อง จับตัวกันเป็นก้อนแบบนี้ ชอบมากกก ><

 

         ต้องบอกก่อนว่าการมาเที่ยวเขื่อนเชี่ยวหลานนี่เป็นอะไรที่แพลนมาไว้นานมากๆแล้วค่ะว่ายังไงในชีวิตนี้ฉันต้องได้ไป! เสียงเลื่องลือของที่นี่มันน่าไปโดนซะเหลือเกิน เราตัดสินใจกันไม่นานก็ตกลงไปกันค่ะ กดจองตั๋วเครื่องบินช่วงโปรโมชั่นได้ในราคาไป-กลับ 1,200บาท โดยอาวุธคู่ใจในการไปทริปครั้งนี้ก็คือ "กล้องฟิล์ม" (ทริปนี้เราใช้กล้อง Nikon FE2 ใช้ฟิล์ม Kodak Gold 200 ค่ะ ไม่ผ่านฟิลเตอร์แต่งสีภาพใดๆ)

 

         วันแรกไม่ค่อยมีอะไรมาก เป็นการเที่ยวเมืองเบาๆมากกว่า

แวะทานติ่มซำร้าน "เจ็กบั๊ก แต่เตี๋ยม"ค่ะ

 

มีชาให้จิบด้วย คลาสสิกไปอีก :)

 

ช่วงเย็นเราก็แวะทานอาหารทะเลกันค่ะ แต่ปัญหาก็คือฝนดันตก!!! นี่คือปัญหาหนักที่พวกเรากังวลใจกันก่อนมาทริปเลย ฮืออออ ยังไงก็ตาม ฝนจ๋าอย่าตกในวันที่พวกเราอยู่กันที่แพเลยน้า T_T

 

เราเช่ารถนั่งกันไป 6 คนค่ะ (ค่าเช่ารถวันละ 1,200 บาท พวกเราเช่า 2 วัน) ขับรถเที่ยวรอบเมือง ไหว้ศาลหลักเมือง และไปฝากรถไว้ที่ท่าเรือ
ของอุทยาน ซึ่งเป็นที่จอดรถของนักท่องเที่ยว เสียค่าฝากรถ 80 บาท อ้อ! ก่อนเข้าอุทยาน เสียค่าเข้า 40บาทด้วยค่ะ

 

ได้ขึ้นเรือแล้ว วิวสวย แดดดีใช้ได้ อิอิ

 

มุมยอดฮิตเลย! หัวเรือและวิวภูเขาสีเขียว >_<

 

พี่คนขับเรือของพวกเราค่ะ เท่ได้ใจ

 

ปลดปล่อยใจตอนนี้ พักเรื่องงานไว้ก่อนแพรบ

 

ถึงแล้วค่ะ "แพนางไพร" ที่พักของเราวันนี้ บอกเลยว่าใครไปพักที่แพอื่นเค้าก็จะพามาเที่ยวที่แพแห่งนี้ค่ะ เพราะเป็นเหมือนจุดท่องเที่ยว เป็นที่พักของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชค่ะ วิวมันอลังการ 180องศาจริงๆ ด้วยผืนน้ำสีเขียวมรกตและทิวเขาสีเขียวด้านหลังค่ะ >< แถมแพที่เราได้พักเป็นแพเดียวกับที่ณเดชน์เคยมาพักตอนถ่ายละครด้วยค่ะ อิอิ

จากนั้นพวกเราก็จัดการเก็บของ หย่อนกระเป๋า...
แล้วก็เพิ่งพบว่า...มือถือ NO SERVICE!!!!!
โอ้มายก้อด ไม่ใช่แค่ไม่มี 3G ค่ะ แต่มันคือแม้แต่โทรหากันยังไม่ได้เลย ยังไม่ทันได้เตรียมใจใดๆ :-( และยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ตอนนี้ไม่มีไฟให้ชาร์ตแบตใดๆด้วยค่ะ ไฟฟ้าที่นี่จะเกิดจากเครื่องปั่นไฟ ไฟจะตัดตอนกลางวัน จะมีไฟแค่เพียงตอนช่วงเวลา 18.00น.-24.00น. เท่านั้น!

ที่ชอบมากๆก็คือ เราสามารถหย่อนเท้าแช่น้ำให้ปลาตอดหน้าบ้านพักเราได้เลย แล้วคือน้ำใสมากกกก

 

ถึงเวลาเล่นน้ำค่ะ!!!!!

พวกเราเล่นน้ำกันพักนึง แล้วก็อยากพายเรือกันค่ะ เลยไปเช่าไม้พาย ราคาค่าเช่า 100 บาทต่อ 1 อันค่ะ เค้าจะมีเรืออยู่หน้าแพเลย ใครอยากเล่นก็แค่
ไปเช่าไม้พายมาเล่นค่ะ พายได้ไม่จำกัดเวลา แต่จะพายได้ถึงแค่ 18.30น. เท่านั้นนะคะ

อ่อ กติกาอีกอย่างก็คือ ใครที่เล่นน้ำที่นี่ **ต้องสวมเสื้อชูชีพทุกคน**นะคะ เพื่อความปลอดภัยค่ะมือถือมีไว้ใช้แค่นี้เลยค่ะ ถ่ายรูป-ถ่ายวีดีโอ

 

เราใช้เวลาช่วงกลางคืนไปกับการชื่นชมรูปที่เราถ่ายกันในมือถือ (เช็ครูปจากกล้องฟิล์มไม่ได้ ฮือ TT), เล่นไพ่ , เล่นอีแก่กินน้ำ และที่เด็ดก็คือ เล่นเกมทายคำค่ะ

 

 


ตื่นเช้ามาอีกวัน รอพระอาทิตย์ขึ้นพร้อมกาแฟที่เค้ามีบริการไว้ให้ยามเช้าค่ะ ฟิน ><

 

ใครอยากพายเรือตอนเช้า อากาศเย็นๆก็ดีไปอีกแบบค่ะ

 

 

ถึงเวลาต้องกลับซะแล้ว :(

 

 

ขากลับเราแวะวัดเขาพัง มีสวนทุเรียนร้อยปีด้วยค่ะ บรรยากาศชาวสวนก็มา

บอกเลยว่าที่นี่เป็นอีกที่ที่ต้องมาก่อนตาย เป็น Unseen Thailand ที่ไม่ควรพลาดเลยค่ะ มีเวลาแค่ 2 วัน เสาร์-อาทิตย์ก็มาได้นะ
แล้วคุณจะได้ใช้เวลากับเพื่อนมากขึ้น... อิอิ

:)

 


 

• ข้อมูลเพิ่มเติม
- ราคาที่พักแพนางไพร : 800บาทต่อหัวค่ะ รวมค่าอาหาร 3 มื้อ
- เบอร์ติดต่อที่พักแพรนางไพร : 081-365 7423 จองที่พัก www.dnp.go.th
- อย่าลืมพาวเวอร์แบงค์นะสำคัญมาก
- ใครชอบโดนยุงกัดอย่าลืมพกยากันยุงไปด้วยน้า

- สำหรับคนขี้ร้อน เอาพัดลมใส่ถ่านมาก็ดีค่ะ เพราะที่พักที่นี่ไม่มีพัดลมค่ะ มีแค่แพ ที่นอนและเครื่องนอน

- เช็คสภาพอากาศก่อนก็ดีค่ะ จริงๆช่วงที่น่าเป็นห่วงคือช่วงเดือนมิถุนาถึงตุลา เพราะมีสิทธิ์เจอฝน แต่มองอีกแง่ถ้าฝนตกก็จะได้เจอหมอกค่ะ ที่นี่สามารถมาเที่ยวได้ทั้งปีเพราะเป็นเขื่อนน้ำจืดจึงไม่มีมรสุมค่ะ ช่วงที่นิยมเที่ยวคือช่วงหน้าหนาว ตั้งแต่เดือนพฤศจิกาถึงกุมภาค่ะ อากาศจะเย็นๆ เพราะงั้นหมดห่วงเรื่องการนอนแบบไม่มีแอร์หรือพัดลมค่ะ
- ถ้าเอาห่วงยางรูปสารพัดสัตว์มาสูบลมลอยน้ำที่นี่ก็เก๋ไปอีกแบบ