SO WATCH BY GOSSIPGUN |

SO WATCH BY GOSSIPGUN


Toy Story 4 แอนิเมชั่นที่เติบโตจากเด็กอนุบาลสู่ผู้ใหญ่เต็มวัย

HIGHLIGHTS

 

  • Toy Story คือจุดเริ่มต้นของหนังแอนิเมชันยุคใหม่อย่างแท้จริง ไม่เพียงแต่มันเป็นหนังเรื่องแรกของค่ายพิกซาร์ แต่ยังถือว่าเป็นหนังแอนิเมชันเรื่องแรก ที่ใช้งานสร้างโดยคอมพิวเตอร์กราฟฟิกตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งผลลัพภ์นอกจากจะกวาดรายได้สูงสุดในปีที่ออกฉาย แต่ยังกวาดคำชมอย่างถล่มทลาย จนกระทั่งเวลาผ่านไป 24 ปี Toy Story ก็ยังมีภาคใหม่เข้าฉาย

 

  • ความประทับใจที่มีต่อ Toy Story 3 ที่ดูเหมือนจะจบแบบสมบูรณ์แบบแล้ว ทำให้การมีของภาค 4 สร้างคำถามแก่แฟนๆพอสมควร ว่าหนังที่จบบริบูรณ์แล้ว ควรจะมีภาคต่อตามมาอีกหรือไม่ แต่ระยะห่างจากภาคที่แล้วถึง 9 ปี ก็ทำให้คอหนังค่อนข้างมั่นใจว่า พิกซาร์ จะต้องมีไอเดียที่เด็ดจริง มิฉะนั้นคงไม่กล้าสร้างภาคใหม่ออกมา

 

  • Toy Story 4 จะเป็นหนังภาคที่แตกต่างจากภาคก่อนๆมากที่สุด นอกจากจะมีความอบอุ่นประทับใจ ซึ่งเป็นลายเซ็นต์สำคัญของหนังค่ายนี้ ทางผู้สร้างยังพยายามใส่ความเป็นหนังโรแมนติกเข้ามาอีกด้วย พร้อมกับฉากแอ็กชันที่มากกว่าภาคก่อนๆ รวมถึงมุกตลกต่างๆ ที่เรียกเสียงฮาได้อย่างมาก จากบรรดาตัวละครใหม่



Toy Story หลักไมล์ของหนังแอนิเมชัน

 

          คงจะไม่เว่อร์เกินไปนัก ถ้าจะกล่าวว่า Toy Story คือภาพยนตร์เรื่องที่สำคัญที่สุด ของหนังแอนิเมชันในยุคใหม่ เพราะมันคือจุดเริ่มต้นของอะไรหลายๆอย่าง ไม่ว่าจะเป็นค่ายหนังคุณภาพอย่าง พิกซาร์ ในเครือดิสนีย์ ที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ ถือว่าเป็นผลงานหนังขนาดยาวเรื่องแรกของทางค่าย อีกทั้ง Toy Story ยังขึ้นแท่นเป็นหนังแอนิเมชันเรื่องแรก ที่มาในรูปแบบงานสร้างแบบ 3D สร้างโดยคอมพิวเตอร์ มีความลึกของงานภาพ ต่างจากแอนิเมชันในยุคนั้นอย่าง Beauty and the Beast, Aladdin, The Lion King ที่เป็นลายเส้นแบบดั้งเดิม ไม่ได้นูนหนา หรือเป็นมิติออกมา แบบที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน

 

          ย้อนกลับไปเมื่อ 24 ปีที่แล้ว ที่ภาพยนตร์เรื่อง Toy Story ออกฉาย มันเหมือนเป็นจุดเริ่มต้นของหนังแอนิเมชันยุคใหม่ เป็นหลักไมล์แรกของวงการ ในขณะที่แอนิเมชั่นลายเส้นแบบเดิมๆ ค่อยๆจางหายไปจากวงการภาพยนตร์ เหลือเพียงแต่ภาพยนตร์แอนิเมชั่นจากฝั่งญี่ปุ่นเท่านั้น ที่ยังคงยึดงานสร้างแบบเก่า ส่วนฝั่งของฮอลลีวู้ด ก็เริ่มเลิกราการผลิตแบบเดิมๆไป ด้วยความนิยมของผู้ชมที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย จากพิกซาร์ เริ่มขยายสู่ค่ายคู่แข่งอื่นๆ อาทิ ดรีมเวิร์ค แอนิเมชัน (ผู้สร้าง Shrek, Kung Fu Panda), ค่ายบลูสกาย (ผู้สร้าง Ice Age, Rio) และค่ายล่าสุดที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ค่ายอิลูมิเนชั่น (ผู้สร้าง Minions, The Secret Life of Pets) อาจกล่าวได้ว่า ถ้าไม่มี Toy Story ในวันนั้น ก็ไม่มีวงการหนังแอนิเมชันในวันนี้

 

          ในยุคนั้น บุคคลที่อยู่เบื้องหลังงานสร้างของ Toy Story อาจจะไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แต่สำหรับวันนี้ พวกเขาคือแถวหน้าของวงการ หนังภาคแรกกำกับโดย จอห์น ลาสเซนเตอร์ ผู้ที่ต่อมา ขยับขึ้นมาเป็นหัวหน้าใหญ่สุดที่ดูแลแอนิเมชันทั้งหมดของดิสนีย์ ไม่ว่าจะสร้างโดยสตูดิโอใหญ่ หรือจากทางพิกซาร์ก็ตาม ส่วนทีมผู้เขียนบทหนังนั้น ประกอบด้วย จอส วีดอน ผู้ที่ต่อมา กลายเป็นผู้กำกับ The Avengers นั่นเอง, แอนดรูว์ สแตนตัน ผู้กำกับที่ต่อมามีหนังฮิตมากอย่าง Finding Nemo และ Wall-E ส่วนไอเดียของหนังนั้น มาจากมันสมองของ จอห์น ลาสเซนเตอร์ ผู้กำกับ และพีท ด็อกเตอร์ ผู้ที่ต่อมาได้กำกับ Up และ Inside Out สองผลงานเรื่องเยี่ยมของค่ายพิกซาร์ ส่วนบุคคลที่อยู่เบื้องหลัง และทำหน้าที่อำนวยการสร้างนั้น ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เขาคือ สตีฟ จ็อบส์ นั่นเอง (ใช่แล้วครับ คนเดียวกับที่สร้างไอโฟนนั่นแหละ)

 

          จากทุนสร้างเพียง 30 ล้านเหรียญฯ Toy Story สามารถกวาดรายได้ทั่วโลกไปมากถึง 373 ล้านเหรียญฯ กลายเป็นภาพยนตร์ที่ทำเงินมากที่สุดในโลก ในปี 1995 เอาชนะภาพยนตร์แฟรนไชส์ดังๆมากมาย ทั้ง Die Hard with a Vengeance, Goldeneye, Batman Forever เอาชนะภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อย่าง Apollo 13 ซึ่งนำแสดงโดย ทอม แฮงค์ เช่นเดียวกับ Toy Story รวมถึงเอาชนะ Pocahontas หนังแอนิเมชั่นประจำปีนั้นของดิสนีย์ ที่ดูเหมือนว่าทางค่ายจะคาดหวังไว้อย่างสูงกว่า หลังความสำเร็จของแอนิเมชันในปีก่อนหน้านั้นอย่าง The Lion King ส่วนภาคต่อของ Toy Story นั้น ภาคสอง สามารถทำเงินทั่วโลกไปมากถึง 497 ล้านเหรียญฯ และภาคสาม ทำเงินดับเบิ้ลขึ้นไปอีกเป็น 1,067 ล้านเหรียญฯ ทำสถิติเป็นหนังแอนิเมชั่นเรื่องแรกในประวัติศาสตร์ที่สามารถกวาดรายได้ระดับพันล้านเหรียญฯได้สำเร็จ

 

          ไม่เพียงแต่ Toy Story จะได้รับความนิยมอย่างถล่มทลายจากทั่วโลก หนังยังเป็นขวัญใจนักวิจารณ์อีกด้วย การันตีได้จากเว็บไซด์ Rotten Tomatoes ซึ่งรวมคะแนนจากนักวิจารณ์ชั้นนำไว้ทั้งหมด แล้วกรองออกมาว่าได้คะแนนแง่บวกมากน้อยขนาดไหน ซึ่งปรากฏว่า Toy Story และ Toy Story 2 ได้คะแนนนักวิจารณ์ในแง่บวก 100% หมายความว่า นักวิจารณ์ต่างเทคะแนนให้ ชื่นชมหนังอย่างเป็นเอกฉันท์ ในขณะที่ Toy Story 3 และ Toy Story 4 ก็กวาดคะแนนไปในระดับ 98% ซึ่งแม้จะไม่เต็มร้อยเท่าสองภาคแรก แต่ก็ถือว่าสูงมากเช่นกัน

 

          นอกจากนี้ Toy Story ยังไปวาดลวดลายบนเวทีออสการ์ และสร้างสถิติที่น่าสนใจไว้เช่นกัน เริ่มจากหนังภาคแรกที่เข้าชิงออสการ์ทั้งหมด 3 สาขา ประกอบด้วย บทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม, ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม และเพลงประกอบยอดเยี่ยม ทำสถิติเป็นหนังแอนิเมชั่นเรื่องแรกที่เข้าชิงออสการ์ในสาขาบทได้สำเร็จ ในขณะที่หนัง Toy Story 3 เข้าชิงออสการ์มากถึง 5 สาขา รวมทั้งสาขาใหญ่สุดอย่างภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ขึ้นแท่นเป็นหนังแอนิเมชั่นเรื่องที่ 3 ในประวัติศาสตร์ ที่เข้าชิงรางวัลใหญ่สุดได้สำเร็จ ถัดจาก Beauty and the Beast และ Up และถือว่าเป็นหนังแอนิเมชั่นภาคต่อเรื่องแรก ที่เข้าชิงรางวัลออสการ์ในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

 

ย้อนรอย Toy Story

 

          แรกเริ่มเดิมที ไอเดียของหนัง Toy Story นั้น มาจากหนังแอนิเมชันขนาดสั้นที่ชื่อว่า Tin Toy ที่ออกฉายเมื่อปี 1988 หนังสั้นความยาว 5 นาทีเรื่องนี้ ถือว่าเป็นผลงานยุคแรกๆจากค่ายพิกซาร์ ซึ่งตอนนั้น หนังกำกับโดย จอห์น ลาสเซนเตอร์ (ที่ต่อมากำกับ Toy Story) รวมถึงอำนวยการสร้างโดย สตีฟ จ็อบส์ ซึ่ง Tin Toy ประสบความสำเร็จสูงสุด ด้วยการชนะรางวัลออสการ์ในสาขาภาพยนตร์แอนิเมชันขนาดสั้นยอดเยี่ยม ถือว่าเป็นความสำเร็จยุคแรกๆของทางค่ายเลยทีเดียว ซึ่งหนังสั้นเรื่องนี้ก็ไปเข้าตาดิสนีย์ จนกระทั่งองค์ประกอบหลายๆอย่าง ถูกนำมาต่อยอด จนกลายเป็นหนังขนาดยาวเรื่อง Toy Story ที่ออกฉาย 7 ปีหลังจากนั้นนั่นเอง

 

          Toy Story มาพร้อมกับไอเดียที่ว่า ถ้าของเล่นมีชีวิตขึ้นมาจะเป็นอย่างไร พวกมันจะไม่ขยับตัวเวลาที่เจ้าของกำลังเล่นพวกมัน แต่ทันทีที่มนุษย์ไม่อยู่ ณ ที่แห่งนั้น เหล่าบรรดาของเล่นก็จะมีชีวิตขึ้นมา แต่ละตัวมีคาแร็คเตอร์ มีนิสัยใจคอที่ต่างกันไป ประเด็นหลักคือ ของเล่นเหล่านี้ อยากให้เจ้าของรักมัน เล่นกับมัน นำมาซึ่งความหวัง ความกลัว และการกระทำต่างๆ

 

          หนังมีตัวละครหลักคือ วู้ดดี้ (ให้เสียงพากย์โดย ทอม แฮงค์) หุ่นคาวบอย ที่เป็นของเล่นตัวโปรดของแอนดี้ เด็กผู้ชายวัย 6 ขวบ นอกจากนี้ วู้ดดี้ยังเป็นหัวหน้าแก๊งของเล่น ซึ่งพวกมันกำลังหวาดกลัว กับวันเกิดของแอนดี้ที่กำลังจะมาถึง เพราะแอนดี้จะได้ของเล่นใหม่มา และพวกมันจะกลายเป็นของเก่าไปในทันที  ซึ่งนำมาสู่การมาถึงของ บัซ ไลท์เยียร์ (พากย์เสียงโดย ทิม อัลเลน) หุ่นมนุษย์อวกาศสุดล้ำ ที่กลายเป็นของเล่นชิ้นโปรดตัวใหม่ของแอนดี้ ถึงแม้ว่าทั้งคู่เริ่มต้นด้วยการเป็นคู่อริกัน แต่ท้ายที่สุดทั้งคู่ก็ต้องร่วมมือกัน เพื่อให้ได้เป็นของเล่นของแอนดี้ต่อไป เมื่อเจ้าของมันกำลังจะย้ายบ้าน ทั้งคู่ต้องมองข้ามความแตกต่าง ความแปลกแยกไปให้ได้ เพื่อให้กลับไปอยู่กับแอนดี้

 

          ในขณะที่หนังภาค 2 มาพร้อมกับการผจญภัยครั้งใหม่ของวู้ดดี้ เมื่อแอนดี้ไปเข้าค่ายฤดูร้อน ในช่วงเวลาดังกล่าว วู้ดดี้ถูกนักสะสมของเล่นจอมละโมบจับตัวไป เพื่อถูกนำในสะสมให้ครบเซ็ทในพิพิธภัณฑ์ กลายเป็นภารกิจของ บัซ ไลท์เยียร์ ที่ต้องออกตามวู้ดดี้กลับมา ก่อนที่แอนดี้จะกลับบ้าน ทำให้วู้ดดี้ได้เรียนรู้ว่า การเป็นของเล่นที่แท้จริงคืออะไร รวมถึงได้เจอกับเพื่อนใหม่ในแก๊งคาวบอย อย่าง เจสซี่, ม้าบูลส์อาย และลุงนักขุดทอง สติงกี้ พีท

 

          ส่วนภาค 3 นั้น ขยับมาเล่าเรื่องเมื่อแอนดี้อายุ 17 ปีแล้ว หมดวัยที่จะเล่นของเล่นอีกต่อไป เขาจึงนำเอาของเล่นทั้งหมด ยกเว้นวู้ดดี้ใส่ถุงดำ เพื่อจะเก็บไว้ในห้องใต้หลังคา แต่แม่ของเขาเข้าใจผิด นึกว่าแอนดี้อยากจะทิ้งของเล่นดังกล่าว จึงนำไปบริจาคให้กับสถานรับเลี้ยงเด็ก ทำให้เหล่าบรรดาของเล่นเข้าใจผิดว่า แอนดี้ไม่ต้องการพวกเขาแล้ว วู้ดดี้จึงพยายามจะแก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าว ซึ่งในสถานรับเลี้ยงเด็กแห่งนี้ เหล่าบรรดาของเล่นถูกนำมาเล่นอย่างรุนแรง ไม่รักษาของ ตรงข้ามกับแอนดี้ ในขณะเดียวกัน วู้ดดี้ก็ได้พบกับบอนนี่ เด็กคนใหม่ที่รักของเล่น และเล่นของเล่นอย่างถนุถนอม

 

เส้นทางสู่จอ Toy Story 4

 

          ทุกคนทั้งทีมงานและผู้ชม น่าจะเข้าใจตรงกันว่า Toy Story 3 คือบทสรุปที่สมบูรณ์แบบของหนังชุดนี้ไปแล้ว มันจบอย่างสวยงาม ทำเอาคอหนังทั่วโลกน้ำตาแตกไปตามๆกัน มันสร้างปรากฏการณ์หลายอย่าง ทั้งกวาดรายได้ในระดับพันล้าน และเข้าชิงออสการ์ในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ซึ่งคงไม่มีการปิดท้ายสำหรับ Toy Story ได้สวยงามไปมากกว่านี้แล้ว จนกระทั่ง พิกซาร์ เริ่มมีไอเดียที่เด็ดพอ ที่จะต่อยอดให้กับ Toy Story ได้

 

          ในปี 2010 หลังจาก Toy Story 3 เข้าฉาย ลี อันคริช ผู้กำกับหนังภาคดังกล่าวออกมายืนยันว่า พิกซาร์ยังไม่มีแผนจะสร้างภาคต่อในช่วงเวลานั้น แต่เขาก็ยอมรับว่า มีแฟนๆถามถึงภาค 4 จำนวนไม่น้อย เป็นการตอกย้ำว่า ตัวละครเหล่านี้มีคนรักมากขนาดไหน แม้แต่ ทอม แฮงค์ และทิม อัลเลน สองนักแสดงผู้พากย์เสียงตัวละครหลัก ก็ไม่ทราบว่าพิกซาร์จะสร้างภาคต่อของ Toy Story หรือไม่ พวกเขาแค่เซ็นต์สัญญาเพื่อลงเสียงในชิ้นงานอื่นๆของ Toy Story ไม่ว่าจะเป็นหนังสั้น, วีดีโอเกมส์ หรือสวนสนุก แต่ไม่มีแพลนสำหรับภาค 4 แต่อย่างใดในตอนนั้น

 

          จนกระทั่ง 4 ปีต่อมา ดิสนีย์จึงประกาศอย่างเป็นทางการ ว่าพวกเขากำลังมีแผนจะสร้าง Toy Story 4 ซึ่งหนังใช้เวลายาวนานกว่าจะประกาศสร้างภาคต่อ เนื่องจากพวกเขารู้สึกว่าภาคที่ 3 นั้น สรุปเรื่องราว เกี่ยวกับวู้ดดี้กับบัซ และเจ้าของของพวกมันอย่าง แอนดี้ ไว้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ความรักที่พวกเขาและผู้ชมมีต่อ Toy Story นั้น เรียกร้องให้พวกเขาต้องสร้างหนังภาคใหม่ออกมา หลังจากที่ทีมงานมีไอเดีย พวกเขาก็หยุดคิดต่อไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นในภาคนี้ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่แยกออกมา จากภาคก่อนหน้า และธีมหลักสำหรับภาคนี้ จะเป็นหนังแนวโรแมนติกคอเมดี้ ต่างจาก Toy Story ภาคก่อนๆ

 

          ไม่นานก่อนที่หนังจะฉายก็ได้มีการเปิดเผยพล็อตคร่าวๆ ในภาคนี้จะเป็นเรื่องราวของ วู้ดดี้และบรรดาผองเพื่อนที่มาอยู่ในบ้านของบอนนี่แล้ว ซึ่งบอนนี่กำลังจะเข้าเรียนชั้นอนุบาล และเผชิญกับปัญหาในการไม่อยากไปโรงเรียน ทำให้วู้ดดี้ต้องวางแผนช่วยบอนนี่ ทำให้เธอได้สร้างของเล่นชิ้นใหม่ขึ้นมา จากซ่อมพลาสติก และตั้งชื่อมันว่า ฟอร์คกี้ ซึ่งกลายเป็นของเล่นชิ้นโปรดไปในทันที แต่ปัญหาคือ เจ้าฟอร์คกี้ไม่คิดว่าตัวเองคือของเล่น มันคิดว่ามันคือขยะตลอดเวลา และพยายามจะหาทางหนีจากบอนนี่ไปสู่อิสรภาพ กลายเป็นภารกิจใหม่ของวู้ดดี้ ในการตามตัวฟอร์คกี้กลับมา และในภารกิจนี้เอง ทำให้วู้ดดี้ได้เจอกับเพื่อนเก่า ที่ห่างหายกันไปนานอย่าง โบปี๊ป ตุ๊กตาสาวเลี้ยงแกะ ทำให้ทั้งคู่ได้สานสัมพันธ์กันอีกครั้ง

 

 

ความรู้สึกหลังชม Toy Story 4

 

          หลังจากดู Toy Story 4 ก็เข้าใจเลยว่า ทำไมพิกซาร์ถึงตัดสินใจสร้างหนัง Toy Story ต่อมาอีกภาค ทั้งๆที่ภาค 3 เหมือนจะบทอย่างสมบูรณ์แล้ว ผลปรากฏว่า บทสรุปในหนังภาคนี้นั้น กลับพาเรื่องราวไปได้ไกลกว่าภาคที่แล้วเยอะ โดยรวมถ้าหนัง Toy Story ภาคแรกเปรียบเสมือนเด็กอนุบาล เล่าเรื่องราวการเป็นเจ้าของ ความอิจฉาคนที่มาใหม่ หนัง Toy Story 4 ก็เหมือนเด็กคนหนึ่งที่เติบโตขึ้น จนกระทั่งเป็นผู้ใหญ่อย่างเต็มตัว เพราะประเด็นหลักของหนังภาคนี้ ถ้าลองนำไปเทียบกับภาคแรก ถือว่าเดินทางมาไกลค่อนข้างมาก

 

          โดยรวม Toy Story 4 สามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า เป็นหนังแอนิเมชันคุณภาพอีกเรื่องจากค่ายพิกซาร์ มาพร้อมกับงานสร้างและบทที่ค่อนข้างสมบูรณ์ เล่าเรื่องราวอย่างสนุกสนาน และมาพร้อมกับแก่นหลักของหนังที่สอดแทรกไว้ซึ่งคุณค่าของการใช้ชีวิตมากมาย แม้ท้ายที่สุด หนังจะไม่ได้เรียกน้ำตาจากผู้ชมมากเท่าภาคที่แล้ว แต่ในแง่ความอบอุ่น ทำได้ดีไม่แพ้กัน แต่ที่เอาชนะไปอย่างสบายๆเลย คือมุกตลกและฉากแอ็กชัน ที่สร้างความบันเทิงได้ชุดใหญ่

 

          เริ่มจากมุมเบาสมองของหนังกันก่อน ที่สามารถกล่าวได้ว่า Toy Story 4 เป็นภาคที่ตลกที่สุด ในบรรดาทุกภาคที่เคยทำมา ซึ่งต้องขอบคุณการสร้างสรรค์เหล่าตัวละครใหม่ๆ ที่เรียกเสียงฮาได้อย่างหนัก เริ่มจาก ฟอร์คกี้ ของเล่นลูกรักตัวใหม่ของบอนนี่ที่สร้างจากส้อมพลาสติก ด้วยความกะโลกะลาของมัน ทำให้ตัวละครนี้ มีคาแร็คเตอร์ที่จี้เส้นมากๆ แต่ก็ทรงเสน่ห์ในเวลาเดียวกัน ถือว่าเป็นความสำเร็จของพิกซาร์อย่างมาก ที่สามารถสร้างตัวละครแปลกๆ แต่น่ารักได้สำเร็จ และสามารถนำไปต่อยอดเป็นซีรีส์ได้ในอนาคตอีกต่างหาก

 

          ที่เรียกเสียงฮาไม่แพ้กันคือ ตัวตุ๊กตาบันนี่และดั๊กกี้ ที่ได้สองนักแสดงตลกจาก Key & Peele ควงคู่กันมาลงเสียง นั่นคือ คีย์แกน-ไมเคิล คีย์ และจอร์แดน พีล ถ้าใครชอบมุกตลกห่ามๆของทั้งคู่ ต้องไม่พลาด เพราะมีการปรับนำมาใส่ใน Toy Story ได้อย่างพอเหมาะ และต้องปรบมือให้กับพิกซาร์ด้วย ที่กล้าเปิดโอกาสให้ทั้งคู่ สร้างสรรค์ตัวละครสองตัวนี้ขึ้นมา แต่ที่น่าจะสร้างกระแสได้มากที่สุด คือ ดุ๊ก คาบูม หุ่นนักบิดสัญชาติแคนาดา ที่ได้พระเอกตลอดกาลอย่าง คีอานู รีฟส์ มาพากย์เสียงได้อย่างฮา เรียกเสียงหัวเราะได้เยอะมาก หลังจากที่ซัมเมอร์ที่ผ่านมา พี่คีอานูกลายเป็นขวัญใจชาวอินเตอร์เน็ต จากผลงาน John Wick 3 และหนังตลกที่แกเล่นเป็นตัวเองอย่าง Always Be My Maybe เรื่องนี้ยิ่งตอกย้ำความเป็นขวัญใจของพี่แกเข้าไปอีก

 

          ที่เซอร์ไพรสมากๆสำหรับ Toy Story 4 ภาคนี้คือการใส่องค์ประกอบความเป็นหนังแอ็กชั่นและหนังโรแมนติกเข้าไป เริ่มจากความบู๊ในหนัง ซึ่งวู้ดดี้จะต้องรวบรวมเหล่าของเล่น ไปปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือฟอร์คกี้ เปิดโอกาสให้หนังได้สร้างสรรค์ซีนแอ็กชันมากมาย คล้ายกับดู Mission: Impossible ในสไตล์ของพิกซาร์ ซึ่งสนุกสนาน แปลกจากหนัง Toy Story ภาคอื่นๆ รวมถึงมุมโรแมนติก ซึ่งภาคนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ พิกซาร์เลือกจะเล่าถึงความสัมพันธ์ของวู้ดดี้ และโบปี๊ป อย่างจริงจัง ทำให้ผู้ชมได้สัมผัสมุมใหม่ๆของ Toy Story ในแบบที่ไม่เคยเล่ามาก่อน

 

          ความแข็งแรงของ Toy Story 4 นอกจากจะมาพร้อมกับส่วนผสมที่ทำออกมาได้อย่างสนุกสนานแล้ว ยังมาพร้อมกับแกนหลักของหนังที่แข็งแรงอีกด้วย เมื่อวู้ดดี้ต้องตั้งคำถามกับตัวเอง ในการยึดติดว่า จะต้องดูแลความสุขของเจ้าของ จากการดูแลความรู้สึกของแอนดี้ใน 3 ภาคแรก ต่อมาถึงบอนนี่ เจ้านายใหม่ของมัน ทำให้ทั้งชีวิตของวู้ดดี้ ทุ่มเทกับสิ่งนี้ แคร์กับความรู้สึกของเด็กๆตลอดเวลา ซึ่งในภาคนี้ วู้ดดี้จะได้เผชิญกับคำถามที่มีต่อสิ่งที่เขายึดถือมาโดยตลอด ซึ่งจะไม่ขอสปอยล์รายละเอียดในบทความนี้ แต่สิ่งที่หนังพูด ทำให้ยกระดับแฟรนไชส์ Toy Story ให้เติบโตขึ้นไปอีกระดับ สิ่งที่หนังสื่อสารนั้น ไม่เพียงแค่จะฝังเข้าไปในกลุ่มคนดูเด็กๆ แต่ยังตั้งคำถามกับผู้ชมทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัยอีกด้วย

 

          สรุปแล้ว Toy Story 4 คือหนังแอนิเมชันคุณภาพ ที่มาพร้อมกับประเด็นที่แข็งแรง มีคุณค่าในตัว และการเล่าเรื่องราวที่สนุกสนาน เต็มไปด้วยสีสัน และตัวละครที่สดใหม่ เรียกเสียงฮาได้ตลอดเวลา และมั่นใจเหลือเกินว่า จะไม่ทำให้แฟนๆของ Toy Story ที่อยู่กันมานาน 20 กว่าปี จะต้องผิดหวังอย่างแน่นอน

 

ติดตามคอลัมน์ SO WATCH และ ฟังวิทยุออนไลน์ Chill Online เพลงเพราะทำงานเพลิน ได้ที่ 
www.chillfm.fm และที่
Application : Atimeonline โหลดฟรีที่ App Store และ Play Store
Facebook : Chill FM
Instagram : chillfmfanpage
Twitter : chillfmfanpage



***************


SO WATCH

BY GOSSIPGUN

บันเทิง