SO WATCH BY GOSSIPGUN |

SO WATCH BY GOSSIPGUN


10 หนังฟอร์มยักษ์ ห้ามพลาด ครึ่งหลังปี 2019

 

***************

Spider-Man : Far From Home

 

          ห้ามพลาด : เหตุผลหลักที่คอหนังต้องไม่พลาดหนังเรื่องนี้ เพราะ Spider-Man : Far From Home จะเล่าเหตุการณ์ต่อจาก Avengers : Endgame หนึ่งในหนังที่ทำเงินสูงสุดตลอดกาล จากบทสรุปของหนังเรื่องดังกล่าว ทิ้งเรื่องราวไว้มากมายที่กระทบต่อตัวละครต่างๆในทีมอเวนเจอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสไปเดอร์แมน ซึ่งในภาคนี้ ปีเตอร์ ปาร์กเกอร์ (รับบทโดย ทอม ฮอลแลนด์) จะต้องรับมือกับความรู้สึกนั้น รวมถึงนี่คือครั้งแรกของหนังไอ้แมงมุมที่จะเล่าเหตุการณ์นอกอเมริกา โดยปีเตอร์และเพื่อนๆนั้น เดินทางไปทริปซัมเมอร์ในยุโรป แต่แล้วกลับเจอเหตุการณ์ตัวประหลาดบุกมายังโลก และเขาได้พบกับซูเปอร์ฮีโร่คนใหม่อย่าง มิสเตอริโอ (รับบทโดย เจค จิลเลนฮาล) เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไรต่อ คงต้องไปติดตามกันในโรงภาพยนตร์

 

          นอกจากทีมนักแสดงนำจาก Spider-Man : Homecoming จะกลับมากันหลายคนแล้ว หนังไอ้แมงมุมภาคนี้ ยังได้ แซมมวล แอล แจ็คสัน กลับมารับบท นิค ฟิวรี่ อีกครั้ง ซึ่่งจะมามอบหมายภารกิจใหม่ให้กับสไปเดอร์แมน ทำให้ตัวละคร นิค ฟิวรี่ ปรากฏตัวในหนังมาร์เวลทุกเรื่องของปีนี้ ไล่ตั้งแต่ Captain Marvel, Avengers : Endgame และ Spider-Man : Far From Home

 

          Fun Fact : เจค จิลเลนฮาล ถือว่าเป็นนักแสดงคนที่ 3 จากหนังทริลเลอร์เรื่อง Zodiac (ออกฉายเมื่อปี 2007) ที่ร่วมแสดงในหนังจักรวาลมาร์เวล ถัดจาก โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ (เจ้าของบท ไอร่อนแมน) และมาร์ค รัฟฟาโล (เจ้าของบท ฮัล์ค)

 

          โปรแกรมฉายในไทย : วันพุธที่ 3 กรกฎาคม

 

***************

The Lion King

 

          ห้ามพลาด : The Lion King ฉบับการ์ตูนเมื่อปี 1994 ถือว่าเป็นความสำเร็จอันสูงสุดของดิสนีย์ในยุค 90 ทันทีที่หนังออกฉาย กลายเป็นภาพยนตร์แอนิเมชั่นที่กวาดรายได้มากที่สุดตลอดกาลในยุคนั้น และเป็นหนังที่ทำเงินสูงสุดตลอดกาลอันดับ 2 เป็นรองเพียง Jurassic Park เพียงเรื่องเดียว จากความสำเร็จอันมหาศาล ส่งผลให้ The Lion King กลายเป็นหนังที่ยอดขายวีดีโอเทปสูงสุดตลอดกาล มีภาคต่อเพื่อฉายทางโทรทัศน์ รวมถึงมีการดัดแปลงไปสร้างเป็นละครเวทีมิวสิคัล ความสำเร็จของ The Lion King ทำให้การกลับมาขึ้นจอของมหากาพย์ภาพยนตร์เรื่องนี้ในรูปแบบ Live-Action ถูกจับตามองในทุกขั้นตอนการสร้าง

 

          ดิสนีย์เลือกให้ จอน แฟฟโรว์ ผู้กำกับที่ประสบความสำเร็จในการหยิบเอา The Jungle Book มาขึ้นจอมาแล้ว มากุมบังเหียนโปรเจ็คมหึมาเรื่องนี้ เล่าเรื่องราวของ ซิมบ้า ทายาทของ มูซาฟา ราชันย์ของดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาล ที่จะต้องสืบทอดตำแหน่งของพ่อ แต่แล้วกลับถูกหักหลังโดย สการ์ สิงโตผู้กระหายอำนาจ แย่งชิงบัลลังก์ไป โดยหนังได้นักแสดงดังๆมาพากย์เสียง ทั้ง โดนัลด์ โกลเวอร์ ในบทซิมบ้า, ชิวาเทล เอจิโอฟอร์ ในบทสการ์ รวมถึงนักร้องระดับโลก บียอนเซ่ ยังมีพากย์เสียงเป็น นาลา และร้องเพลง Can You Feel The Love Tonight? ในเวอร์ชันใหม่อีกด้วย

 

          Fun Fact : เจมส์ เอิร์ล โจนส์ นักแสดงระดับตำนานที่พากย์เสียงเป็น มูซาฟา พ่อของซิมบ้าในหนังเวอร์ชั่นปี 1994 กลับมาให้เสียงตัวละครเดิมในหนังเวอร์ชั่นใหม่อีกด้วย ทำให้เขาเป็นนักแสดงเพียงคนเดียวจากต้นฉบับ ที่กลับมาร่วมงานกับดิสนีย์ในหนังเวอร์ชั่นนี้ โดยนอกจากเสียงของมูซาฟาแล้ว เจมส์ยังเคยให้เสียงตัวละครระดับตำนานอย่าง ดาร์ธ เวเดอร์ ในหนัง Star Wars อีกด้วย

 

          โปรแกรมฉายในไทย : วันพุธที่ 17 กรกฎาคม

 

***************

Fast & Furious : Hobbs & Shaw

 

          ห้ามพลาด : แค่บอกว่านี่คือหนังใหม่ในตระกูล Fast & Furious คอหนังแอ็กชันก็พร้อมจะซื้อตั๋วมาชมแล้ว ยิ่งในระยะหลังแฟรนไชส์นี้ เป็นมากกว่าหนังแข่งรถ เน้นความเร็ว แต่มันค่อยๆกลายร่างเป็นหนังแอ็กชันที่เน้นความเว่อร์เป็นหลัก (คล้ายกับ Mission: Impossible ที่ประสบความสำเร็จไม่แพ้กัน) บวกกับธีมหลักที่เน้นความเป็นครอบครัว โดยหนังเรื่องนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกสำหรับ Fast & Furious ที่จะมีภาคแยกออกมา เน้นเฉพาะตัวละคร ลุค ฮ็อบส์ และเด็กการ์ด ชอว์ (รับบทโดย ดเวย์น จอห์นสัน และเจสัน สเตแธม) ที่เคยปะทะทั้งฝีมือและฝีปากในภาคก่อนๆ จนโดนใจคอหนัง ทั้งมันส์ทั้งฮา ทางค่ายหนังยูนิเวอร์แซลเลยเห็นแวว จับแยกมาทำหนังของตัวเองเสียเลย ก่อนที่จะไปถึงเส้นเรื่องหลักของ วิน ดีเซล ใน Fast & Furious 9 ที่จะเข้าฉายในปีหน้า

 

          โดยในภาคนี้ ฮอบบ์ และชอว์ ซึ่งเกลียดขี้หน้ากัน จำเป็นต้องร่วมมือกันเรื่องหยุดยัั้ง บริกซ์ตัน ลอว์ (รับบทโดย ไอดริส เอลบ้า) คนร้ายสายไซเบอร์ที่ผลิตไวรัสใหม่ขึ้นมา และถ้ายาตัวนี้กระจายออกไป ก็จะเป็นภัยร้ายต่อมวลมนุษยชาติ ซึ่งหนังภาคนี้การันตีความเว่อร์ เพราะได้ เดวิด ลีนซ์ ผู้กำกับจาก John Wick ภาคแรกและ Deadpool 2 มาทำหน้าที่กำกับ ซึ่งจากเครดิตก่อนหน้า การันตีได้อย่างดีว่า ฉากการต่อสู้ต้องออกมาทั้งมันส์ ทั้งฮาอย่างแน่นอน

 

          Fun Fact : Hobbs & Shaw จะเป็นหนัง Fast & Furious เรื่องที่ 2 ที่จะไม่มีนักแสดงนำของแฟรนไชส์อย่าง วิน ดีเซล ร่วมแสดงในหนัง ถัดจาก 2 Fast 2 Furious หนังภาคที่สองของแฟรนไชส์ ที่มีเพียง พอล วอล์คเกอร์ รับบทนำ ส่วนหนังภาคที่ 3 อย่าง The Fast & The Furious : Tokyo Drift แม้เขาจะไม่ได้รับบทนำ แต่วิน ดีเซลก็ยังมาปรากฏตัวในหนังในฉากสุดท้าย เพื่อรับเชิญ และกลับมารับบทนำในหนังภาคที่ 4 ที่ออกฉายหลังจากนั้น

 

          โปรแกรมฉายในไทย : วันพฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคม

 

****************

IT Chapter Two

 

          ห้ามพลาด : ภาพยนตร์เรื่อง IT ภาคแรกนั้น ขึ้นแท่นเป็นหนังสยองขวัญที่ทำรายได้มากที่สุดตลอดกาล จากการเข้าฉายเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เป็นที่ทราบกันดีว่า ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว ดัดแปลงจากนิยายของเจ้าพ่อนิยายระทึกขวัญ สตีเฟ่น คิง (ซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี 1986) โดยภาพยนตร์ภาคแรกนั้น สร้างจากนิยายเพียงครึ่งเล่มแรกเท่านั้น ยังเหลือเรื่องราวครึ่งหลังที่ยังไม่ได้ถูกถ่ายทอดออกมา ซึ่งจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ในหนังภาคนี้

 

          IT Chapter Two จะเล่าเหตุการณ์ 27 ปีหลังจากภาคแรก ที่สมาชิกของ The Losers Club ต่างเติบโตเป็นผู้ใหญ่ และแยกย้ายกันไปใช้ชีวิตที่ต่างเมืองแล้ว แต่พวกเขาต้องกลับมารวมตัวกันที่บ้านเกิดอีกครั้ง หลังจากเพนนีไวซ์ ปีศาจร้ายจะกลับมาหลอกหลอนสมาชิกในเมืองอีกครั้ง โดยในหนังภาคนี้ ได้นักแสดงฝีมือดีมารับบทนำเพียบ ไล่ตั้งแต่ เจมส์ แม็คอะวอยส์, เจสสิก้า แชสเทน (ที่เพิ่งร่วมงานกันไปใน X-Men : Dark Phoenix) รวมถึง บิล เฮเดอร์ ก็มาร่วมแสดงในหนังภาคนี้

 

          Fun Fact : IT Chapter Two ถือว่าเป็นหนังเรื่องที่ 3 ของปีนี้แล้ว สำหรับ เจมส์ แม็คอะวอยส์ หลังจากเขารับบทนำใน Glass และ X-Men : Dark Phoenix ซึ่งภาพยนตร์ทั้ง 3 เรื่อง ล้วนเป็นหนังภาคต่อทั้งหมด โดย Glass เป็นภาคต่อของ Unbreakable และ Split ส่วน X-Men ก็เป็นภาคล่าสุดของแฟรนไชส์อย่างที่ทราบกันดี

 

          โปรแกรมฉายในไทย : วันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน

 

***************

Once Upon a Time in Hollywood

 

          ห้ามพลาด : เรื่องนี้ที่ไม่ควรพลาด เพราะเป็นการรวมตัวของดาราขั้นเทพที่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่พวกเขาจะมาอยู่ในหนังเรื่องเดียวกันได้ นั่นคือ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ และแบรด พิตท์ ซึ่งการมาเจอกันครั้งนี้เป็นไปได้ เพราะหนังเรื่องนี้กำกับโดยผู้กำกับขั้นเทพอีกคน อย่าง เควนติน ทารันติโน่ จาก Pulp Fiction และ Kill Bill ที่พวกเขาเคยร่วมงานกันมาแล้วใน Django Unchained และ Inglorious Basterds ตามลำดับ

 

          โดยผลงานล่าสุดของเควนตินเรื่องนี้ มาในแนวตลกร้ายแบบที่เขาถนัด เล่าเรื่องราวในฮอลลีวู้ดยุค 60 โดยสองนักแสดงนำ รับบทเป็นดาราทีวีที่กำลังจะตกอับ และสตันท์คู่ใจของเขา ที่กำลังหาทางแจ้งเกิดในหนังใหญ่ของฮอลลีวู้ดให้ได้ ในขณะเดียวกันเรื่องราวก็ไปเกี่ยวพันกับ ชารอน เท็ตต์ นักแสดงสาวอดีตภรรยาของผู้กำกับชื่อดัง โรมัน โปลันสกี้ ที่ถูกฆาตกรรมโดยฆาตกรโรคจิตสุดเหี้ยมอย่าง ชาร์ล แมนสัน และตามสไตล์ของหนังเควนติน ก็จะมีดาราดังๆมาสมทบอีกเพียบ ไล่ตั้งแต่ มาร์โก้ ร็อบบี้, เคิร์ต รัสเซล, เอมิล เฮิร์ช, ดาโกต้า แฟนนิ่ง และ อัล ปาชิโน โดยหนังฉายโชว์ที่เทศกาลหนังเมืองคานส์ไปแล้ว เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และได้รับคำชมจากบรรดานักวิจารณ์อย่างล้นหลาม

 

          Fun Fact : เหตุการณ์ในหนังเรื่องนี้ถูกเก็บเป็นความลับแบบสุดๆ ถึงขนาดที่บทภาพยนตร์เวอร์ชั่นสมบูรณ์ มีเพียงแค่ ก็อปปี้เดียวเท่านั้น และอยู่ที่เควนติน ทารันติโน่ ซึ่งบรรดานักแสดง มีเพียง ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ และแบรด พิทต์ ที่ได้อ่านตั้งแต่ต้นจนจบ และต้องมาอ่านที่บ้านของเควนตินเท่านั้น ส่วนนักแสดงคนอื่นๆ อาทิ มาร์โก้ ร็อบบี้ จะได้อ่านบทเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับเธอเท่านั้น

 

          โปรแกรมฉายในไทย : วันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน

 

***************

Joker

 

          ห้ามพลาด : โจ๊กเกอร์ ถือว่าเป็นตัวร้ายของแบทแมน ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด แฟนๆของแบทแมนรู้จักเขา ในฐานะตัวละครที่มีความซับซ้อนทั้งด้านอารมณ์และการแสดงออก ดังนั้นทุกครั้งที่มีดาราดังๆมารับบทโจ๊กเกอร์ มักจะได้รับคำชมอย่างมาก เพราะเป็นบทที่แสดงได้ยากมากๆ (ตัวอย่างที่ชัดเจนสุดคือการแสดงของ ฮีธ เล็ดเจอร์ใน The Dark Knight) โดยล่าสุดทาง วอร์เนอร์ และดีซี ที่ได้หยิบเอาตัวละครนี้มาเล่าถึงที่มาที่ไป และได้นักแสดงฝีมือเยี่ยมอย่าง วาคีน ฟีนิกซ์ มารับบทดังกล่าว

 

          โดยหนังเรื่องนี้จะพาผู้ชมย้อนกลับไปในยุค 80 สมัยที่โจ๊กเกอร์ ยังเป็นชายคนหนึ่งที่ล้มเหลวในชีวิต เขาคือ อาร์เธอร์ เฟล็ก เดี่ยวไมโครโฟนที่ไม่ประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน ความล้มเหลวในชีวิต ทำให้เขาเริ่มก่ออาชญากรรม จนกระทั่งกลายเป็นตำนานของเมืองก็อตแธม นอกจากนี้ หนังยังได้นักแสดงเบอร์ใหญ่อย่าง โรเบิร์ต เดอนีโร มารับบทเป็นพิธีกรรายการทอล์กโชว์ ที่มีส่วนอย่างมากที่ทำให้ชีวิตของอาร์เธอร์นั้นพังทลาย จนเขากลายเป็นโจ๊กเกอร์ แม้ว่าหนังในจักรวาลดีซีเรื่องอื่นๆ จะมาในรูปแบบหนังฟอร์มยักษ์ แต่สำหรับ Joker ถือเป็นการทดลองใหม่ๆของสตูดิโอ ซึ่งอนุมัตหนังเรื่องนี้ด้วยทุนสร้างเพียง 55 ล้านเหรียญฯ เท่านั้น (ในขณะที่ Justice League ใช้ทุนสร้างไปกว่า 300 ล้านเหรียญฯ และประสบความล้มเหลว)

 

          Fun Fact : นี่ถือเป็นครั้งแรกที่ วาคีน ฟีนิกซ์ รับบทนำในหนังซูเปอร์ฮีโร่ หลังจากเขาเคยปฏิเสธบท Doctor Strange ไปแล้วก่อนหน้านี้ และครั้งหนึ่งเขาเคยถูก มาร์เวลทาบทาม ให้รับบทเป็น ฮัล์ค ในหนังเรื่อง The Avengers แทนที่ เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน ที่รับบทดังกล่าวใน The Incredibles Hulk  อีกด้วย แต่เขาไม่สนใจที่จะเซ็นต์สัญญารับบทใดในหนังหลายๆเรื่องติดต่อกัน จึงปฏิเสธไป และบทดังกล่าวก็ตกเป็นของอีกหนึ่งนักแสดงฝีมือเยี่ยม อย่าง มาร์ค รัฟฟาโล

 

          โปรแกรมฉายในไทย : วันพฤหัสบดีที่ 3 ตุลาคม

 

***************

Maleficent : Mistress of Evil

 

          ห้ามพลาด : Maleficent ภาคแรกประสบความสำเร็จอย่างสูงหลังจากเข้าฉายไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ด้วยการกวาดรายได้จากทั่วโลกไปมากถึง 750 ล้านเหรียญฯ จากทุนสร้าง 180 ล้าน เรียกว่าทำกำไรให้กับสตูดิโอไปหลายเท่าเลยทีเดียว และดิสนีย์ก็พยายามจะเข็นโปรเจ็คภาคต่อออกมาตั้งนานแล้ว แต่ต้องรอ แองเจลิน่า โจลี่ ที่ขอโฟกัสกับโปรเจ็คของตัวเองในการเป็นผู้กำกับหนังเสียก่อน จนเวลาล่วงเลยมากว่า 5 ปีจึงได้ออกฉายในที่สุด

 

          ต้นฉบับของหนังคือการ์ตูนคลาสสิคเรื่อง Sleeping Beauty หรือเจ้าหญิงนิทรา ซึ่งในเวอร์ชั่นคนแสดงขอพลิกมุมมองมาเล่าในมุมของตัวร้ายนั่นคือ เมลิฟิเซนต์ โดยในภาคนี้ ความสัมพันธ์ของ เมลิฟิเซนต์ กับเจ้าหญิงออโรร่า ที่ในอนาคตจะต้องก้าวเป็นราชินีนั้น เริ่มซับซ้อนมากยิ่งขึ้น อีกทั้งพวกเขาจะต้องเผชิญกับภัยครั้งใหม่ ที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยในภาคนี้ นอกจาก แอนเจลิน่า โจลี่ และแอลล์ แฟนนิ่ง ที่จะกลับมารับบทนำแล้ว ยังได้นักแสดงฝีมือดีมาร่วมจอ อาทิ มิเชลล์ ไฟเฟอร์ ในบทของราชินีอิงกริด รวมถึง ชิวาเทล เอจิโอฟอร์ จาก 12 Years a Slave ที่กำลังจะมี The Lion King กับทางดิสนีย์ ก็จะร่วมแสดงในหนังภาคนี้อีกด้วย

 

          Fun Fact : Maleficent : Mistress of Evil ถือว่าเป็นหนัง Live-Action ที่ดัดแปลงจากการ์ตูนเก่าเรื่องที่ 4 แล้วของปีนี้ หลังจากดิสนีย์สร้าง Dumbo, Aladdin และ The Lion King ทำให้ปี 2019 เป็นปีที่ดิสนีย์มีหนัง Live-Action ที่รีเมกจากการ์ตูนเก่าเยอะที่สุด เท่าที่เคยมีมา รวมกับความสำเร็จจากหนังของมาร์เวล, พิกซาร์ และสตาร์วอร์ส น่าจะส่งให้ปีนี้ เป็นปีที่ดิสนีย์ กวาดรายได้เยอะที่สุดอีกด้วย

 

          โปรแกรมฉายในไทย : วันพฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม

 

***************

Terminator : Dark Fate

 

          ห้ามพลาด : The Terminator หรือหนังฅนเหล็ก ซึ่งแจ้งเกิดพระเอกแอ็กชั่นแถวหน้าของโลกอย่าง อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ มีภาคต่อออกมามากมาย แต่ส่วนใหญ่กลับล้มเหลว เพราะเปลี่ยนมือผู้สร้าง จากผู้กำกับต้นฉบับ เจมส์ คาเมรอน (จาก Titanic และ Avatar) เป็นคนอื่น แต่สำหรับ Terminator : Dark Fate ถือว่าเป็นหนังฅนเหล็กภาคแรก ที่เจมส์ คาเมรอน กลับมาดูภาพรวมเอง นับตั้งแต่ Terminator 2 : Judgement Day เมื่อปี 1991 ซึ่งเป็นภาคสุดท้ายที่พูดได้ว่าฮิตมากอย่างเต็มปากเต็มคำ โดยหนังฅนเหล็กในภาคนี้  มาพร้อมกับไอเดียที่บอกให้ทุกคนลืมภาคต่อทั้งหมดไป และนี่คือภาคต่อจาก Terminator 2 อย่างเป็นทางการ

 

          โดยหนังจะเล่าเหตุการณ์ 27 ปีหลังจากหนังฅนเหล็ก 2 โดยนอกจาก เจมส์ คาเมรอน จะกลับมาอำนวยการสร้าง และอาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ จะกลับมารับบทหุ่นฅนเหล็ก หนังยังได้ นางเอกระดับตำนานจากสองภาคแรกอย่าง ลินดา แฮมิลตัน กลับมารับบทเดิมอีกครั้ง แบบเดียวกับ Halloween เมื่อปีที่แล้ว ที่นำเอา เจมี่ ลี เคอร์ติส นางเอกต้นฉบับกลับมารับบทนำ และหนังก็ฮิตไปเรียบร้อย ซึ่งผู้สร้างก็หวังว่า Terminator จะสามารถเดินตามรอยความสำเร็จได้เช่นเดียวกัน

 

          Fun Fact : แม้ว่า เจมส์ คาเมรอน จะกลับมาทำโปรเจ็ค Terminator แต่เขาก็ไม่ได้กำกับการแสดงเอง แบบสองภาคแรกแต่อย่างใด เนื่องจากยังวุ่นวายกับโปรเจ็คภาคต่อของ Avatar เขาเลยเลือกให้ ทิม มิลเลอร์ ผู้กำกับจาก Deadpool ภาคแรก มาทำหน้าที่กำกับภาคนี้แทน ซึ่งหลังจากพูดคุยกัน เจมส์ รู้สึกว่า ทิม เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับหน้าที่นี้

 

          โปรแกรมฉายในไทย : วันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม

 

***************

Frozen 2

 

          ห้ามพลาด : แอนิเมชั่นจากดิสนีย์ในยุคหลัง คงปฏิเสธไม่ได้ว่า Frozen ประสบความสำเร็จมากที่สุด จากการดึงเอามนต์เสน่ห์เจ้าหญิงดิสนีย์สไตล์เดิม กลับมาเป็นองค์ประกอบสำคัญให้กับหนัง จนกระทั่งเฉิดฉาย กวาดรายได้ไปมากกว่า 1,200 ล้านเหรียญฯ จากทั่วโลก ขึ้นแท่นแอนิเมชั่นที่ทำรายได้มากที่สุดตลอดกาล เกิดเป็นปรากฏการณ์ความนิยมมากมายที่ต่อยอดจากตัวหนัง ทั้งเพลงประกอบ ของเล่น เกมส์ หนังสั้น ละครเวที และอื่นๆอีกเพียบ ดังนั้นการมาของ Frozen 2 จึงถูกจับตามองเป็นอย่างยิ่ง ว่าจะสร้างความนิยมได้เทียบเท่าภาคแรกหรือไม่

 

          โดย Frozen 2 จะเล่าเหตุการณ์ 3 ปีหลังจากภาคแรก เมื่อควีนเอลซ่าได้ยินเสียงเรียกจากดินแดนทางทิศเหนือ ทำให้เธอ รวมทั้งแอนนา, คริสทอฟ และโอลาฟ ได้ออกเดินทางไปไกลมากกว่าบ้านเกิดของพวกเขา เพื่อไขปริศนาว่า แท้ที่จริงแล้วพลังพิเศษของเอลซ่าเกิดขึ้นได้อย่างไร และการผจญภัยในครั้งนี้ นำไปสู่การปกป้องอาณาจักรของพวกเขาอีกด้วย สำหรับกระแสความแรงของ Frozen 2 พิสูจน์ได้จากยอดชมตัวอย่างภาพยนตร์เวอร์ชั่นแรก ที่มียอดวิวสูงลิบถึง 116 ล้านครั้งใน 24 ชั่วโมงแรก จากทุกช่องทาง ขึ้นแท่นตัวอย่างหนังแอนิเมชั่นที่มีผู้ชมดูมากที่สุดตลอดกาล

 

          Fun Fact : ทีมนักแสดงที่พากย์เสียงตัวละครหลักๆในหนังภาคแรกล้วนกลับมากันหมด นอกจากนี้ทางดิสนีย์ยังประกาศว่า หนังได้ อีวาน ราเชล วู้ด นางเอกจากซีรีส์ Westworld และ สเตอลิ่ง เค.บราวน์ นักแสดงนำจากซีรีส์ This Is Us มาพากย์เสียงเป็นตัวละครใหม่ในภาคนี้ ทำให้มีการคาดเดากันไปต่างๆนานาว่าจะเป็นตัวละครใด แต่จนกระทั่งล่าสุด ก็ยังไม่มีการประกาศออกมา และในตัวอย่างหนังก็ยังไม่มีการเปิดเผยตัวละครใหม่ๆ เรียกว่าเก็บความลับกันสุดฤทธิ์เลยทีเดียว

 

          โปรแกรมฉายในไทย : วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน

 

***************

Star Wars : The Rise of Skywalker

 

          ห้ามพลาด : คงไม่ต้องสาธยายความยิ่งใหญ่ของหนัง Star Wars กันอีก เพราะตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกแทรกเข้าไปอยู่ในวัฒนธรรมและการใช้ชีวิตของมนุษย์โลกอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะไปไหนมาไหน เราก็มักจะเจออะไรที่เกี่ยวข้องหรือได้รับอิทธิพลมาจากหนังชุดนี้อยู่เสมอ โดย Star Wars : The Rise of Skywalker ไม่ได้เป็นแค่ภาคใหม่ของ Star Wars เท่านั้น แต่มันคือบทสรุปของหนังชุดนี้ทั้งหมด มหากาพย์ของตระกูลสกายวอล์คเกอร์ที่แฟนๆติดตามกันมาอย่างยาวนานตลอด 40 ปี กำลังจะจบลงที่ภาพยนตร์เรื่องนี้

 

          สำหรับ Star Wars : The Rise of Skywalker ถือว่าเป็นภาคที่ 9 แล้วของหนังเส้นเรื่องหลัก และได้ เจ.เจ.อับรามส์ ผู้กำกับจากภาค The Force Awakens ที่แฟนๆชื่นชอบเป็นอย่างมากกลับมาทำหน้าที่ โดยในภาคนี้หนังจะได้เฉลยเสียทีว่า เรย์ (รับบทโดย เดซี่ ริดลีย์) ตัวละครหลักของไตรภาคนี้ เธอคือใคร จะมาจากไหนกันแน่ ทำไมเธอถึงมีพลัง และได้เป็นลูกศิษย์ของ ลุค สกายวอล์คเกอร์ บทสรุปของสงครามแห่งดวงดาวจะเป็นอย่างไร ปลายปีนี้คงได้ทราบกัน

 

          Fun Fact : แม้ว่า แคร์รี่ ฟิชเชอร์ นักแสดงระดับตำนานที่รับบทเป็นเจ้าหญิงเลอา จะเสียชีวิตไปเมื่อปี 2016 แต่ก็ได้รับการยืนยันแล้วว่า จะมีตัวละครของเธอปรากฏในหนังภาคนี้ โดยจะใช้ฟุตเทจบางส่วนที่ไม่เคยใช้มาก่อน ซึ่งเธอถ่ายทำไว้สำหรับหนังภาค The Force Awakens และ The Last Jedi มาใช้ในภาคนี้ เพื่อให้เรื่องราวของหนังออกมาสมบูรณ์แบบมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

 

          โปรแกรมฉายในไทย : วันพุธที่ 18 ธันวาคม

 

ติดตามคอลัมน์ SO WATCH และ ฟังวิทยุออนไลน์ Chill Online เพลงเพราะทำงานเพลิน ได้ที่ 
www.chillfm.fm และที่
Application : Atimeonline โหลดฟรีที่ App Store และ Play Store
Facebook : Chill FM
Instagram : chillfmfanpage
Twitter : chillfmfanpage

***************


SO WATCH

BY GOSSIPGUN

บันเทิง