SO WATCH BY GOSSIPGUN |

SO WATCH BY GOSSIPGUN


10 เรื่องที่ควรรู้ก่อนไปดู The Lion King ฉบับใหม่


      ภาพยนตร์โปรแกรมยักษ์สัปดาห์นี้ ที่ไม่ดูไม่ได้จริงๆคือการกลับมาของ The Lion King ภาพยนตร์ในดวงใจของหลายๆคน ที่กลับมาอีกครั้ง ด้วยการอัปเกรดงานสร้าง ให้อลังการสมจริงมากยิ่งขึ้น แต่ก่อนที่พวกเราจะไปดูหนังฉบับใหม่กัน คอลัมน์ So Watch สัปดาห์นี้ เลยขอรวบรวมเรื่องราวที่น่าสนใจ เกี่ยวกับหนังฉบับใหม่มาฝากกัน อ่านให้พร้อม ก่อนไปฟินกับ The Lion King เวอร์ชั่นนี้


ความสำเร็จของเวอร์ชั่นปี 1994

 

          น้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก The Lion King เพราะภาพยนตร์แอนิเมชั่นที่ออกฉายเมื่อปี 1994 เรื่องนี้ของดิสนีย์ กวาดรายได้จากทั่วโลกไปมากถึง 763 ล้านเหรียญฯ (จากทุนสร้างเพียงแค่ 45 ล้านเหรียญฯเท่านั้น) ขึ้นแท่นเป็นหนังแอนิเมชั่นที่กวาดรายได้สูงสุดตลอดกาลในยุคนั้น สมศักดิ์ศรีราชันย์แห่งเจ้าป่า และหนังยังสามารถครองสถิติ หนังแอนิเมชั่นที่ทำเงินสูงสุดตลอดกาลได้นานถึง 9 ปี ก่อนที่จะถูกเจ้าปลาตัวน้อย Finding Nemo จากค่ายดิสนีย์เช่นเดียวกันทำลายสถิติ กลายเป็นหนังแอนิเมชั่นที่ทำเงินมากที่สุดแทน

 

          ถ้านำ The Lion King ไปเทียบกับภาพยนตร์ทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะแอนิเมชั่น ยิ่งแสดงภาพความสำเร็จของหนังชัดเจนยิ่งขึ้น ด้วยการเป็นหนังที่ทำเงินสูงสุดตลอดกาลของโลกอันดับ 2 เป็นรองเพียง Jurassic Park ที่ออกฉายในปีก่อนหน้าเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น

 

          The Lion King ถือว่าเป็นความสำเร็จอันสูงสุดของค่ายดิสนีย์ ในช่วงเวลาที่ได้รับการเรียกขานว่า "Disney Renaissance” หรือยุคทองของดิสนีย์ ซึ่งภาพยนตร์ในช่วงเวลานี้ ต่างได้รับความนิยมและกวาดรายได้อย่างล้นหลาม เริ่มต้นจาก The Little Mermaid ในปี 1988 จนกระทั่งมาจบลงที่ Tarzan ในปี 1999 เป็นระยะเวลา 10 ปี ที่แอนิเมชั่นจากดิสนีย์ครองตลอดและครองใจแฟนๆอย่างสมบูรณ์แบบ โดย The Lion King ยังสามารถกวาดรายได้ชนะหนังดังของค่ายในยุคเดียวกันอย่าง Beauty and the Beast, Aladdin และ Mulan ได้อีกด้วย และถ้าทำภาพยนตร์แอนิเมชั่นประเภทวาดมือทั้งหมด มาเรียงลำดับกันเรื่องรายได้ The Lion King ก็ยังคงคว้าตำแหน่ง แอนิเมชั่นวาดมือ ที่โด่งดังที่สุดตลอดกาล

 

ดิสนีย์เลือก จอน แฟฟโรว์ มากำกับ

 

          ถ้ายุค 90 ขึ้นแท่นยุคที่ดิสนีย์ประสบความสำเร็จจากการ์ตูนมากที่สุด ยุคปัจจุบันหรือช่วงตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นไปมา คงหนีไม่พ้นการเป็นยุคของ "Disney Live-Action Remake” หรือช่วงเวลาแห่งความสำเร็จ ของการหยิบเอาการ์ตูนคลาสสิคกลับมาสร้างใหม่อีกครั้งในรูปแบบของหนัง Live-Action ที่ใช้คนแสดงแทน ผสมผสานกับงานคอมพิวเตอร์กราฟฟิคที่พัฒนาไปไกล ความสำเร็จทั้งหมดนี้เริ่มต้นขึ้นจาก Alice In Wonderland ของผู้กำกับ ทิม เบอร์ตัน เมื่อปี 2010 ที่กวาดรายได้จากทั่วโลกไปอย่างงดงาม มากถึงกว่า 1,000 ล้านเหรียญฯ ทำให้แอนิเมชั่นน้อยใหญ่จากหลากหลายยุค ถูกหยิบนำมาสร้างใหม่ รวมถึงจากยุค Disney Renaissance ที่ถูกสร้างไปแล้วอย่าง Beauty and the Beast, Aladdin รวมถึงที่กำลังจะฉายปีหน้านั่นคือ Mulan และที่เพิ่งประกาศสร้างกันไปอย่าง The Little Mermaid

 

          หนึ่งในผลงานหนังดิสนีย์ที่หยิบเอาการ์ตูนคลาสสิกมาสร้างใหม่ และประสบความสำเร็จอย่างงดงามนั้น คือ The Jungle Book เวอร์ชั่นปี 2016 (ที่สร้างจากการ์ตูนเมื่อปี 1967)  โดยหนังกวาดรายได้ไปถึง 966 ล้านเหรียญฯ อีกเสี้ยวเดียวก็จะแตะหลักพันล้านแล้ว ทำให้ดิสนีย์ไว้วางใจผู้กำกับ ที่กุมบังเหียนหนังเรื่องนี้ นั่นคือ จอน แฟฟโรว์ (ซึ่งเคยกำกับ Iron Man 1-2 ให้กับมาร์เวลมาแล้ว) มาดูแลโปรเจ็คหนังรีเมกที่ดิสนีย์หวงแหนมากที่สุด นั่นคือ The Lion King ฉบับใหม่นั่นเอง ด้วยความที่ต้นฉบับขึ้นแท่นแอนิเมชั่นกวาดรายได้มากที่สุดในยุคนั้น จึงไม่แปลกที่ดิสนีย์จะคาดหวังรายได้ในระดับมหึมาจากฉบับรีเมกนี้ จะระมัดระวังในการสร้างขั้นสุด เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดในการสร้างได้


 

          สำหรับ The Lion King ฉบับใหม่นี้ ถูกประกาศสร้างอย่างเป็นทางการ ในเดือนกันยายน ปี 2016 หรือประมาณ 5 เดือนหลังจาก The Jungle Book ประสบความสำเร็จ พร้อมกับสร้างความไว้วางใจจากแฟนๆด้วยการเอ่ยว่า จอน แฟฟโรว์ คือผู้ที่มากุมบังเหียนดูแลโปรเจ็คนี้

 

เดินเรื่องแบบซื่อสัตย์ต่อต้นฉบับ

 

          ต้องยอมรับว่า ช่วงเดือนที่ผ่านมา หนังรีเมกฉบับคนแสดงของดิสนีย์นั้น สร้างกระแสดรามาในโลกออนไลน์ได้หลายประเด็นเลยทีเดียว เริ่มจากการประกาศรายชื่อนักแสดงของ The Little Mermaid ฉบับใหม่ ที่ดิสนีย์ประกาศให้ ฮัลลี่ เบลีย์ นักร้องสาวผิวสี คว้าบทแอเรียลไปครอง ขัดใจแฟนคลับจำนวนไม่น้อยที่บอกว่าคัดเลือกนักแสดงไม่สมกับบท เพราะเวอร์ชั่นการ์ตูน เป็นสาวผิวขาวผมแดง แต่ทำไมเวอร์ชั่นคนแสดงจึงคัดเลือกคนผิวสีมารับบท แต่ก็มีแฟนคลับจำนวนไม่น้อย ที่ยอมเปิดใจ ลองพิสูจน์ฝีมือดูก่อนค่อยตัดสิน

 

                 ดรามาเก่ายังไม่ทันหาย ดิสนีย์ก็ปล่อยตัวอย่างแรกของ Mulan เวอร์ชั่นคนแสดงออกมา ทวีความดรามาในโลกออนไลน์เข้าไปอีก เนื่องด้วย Mulan ฉบับนี้จะซื่อตรงกับต้นฉบับที่เป็นกวีนิพนธ์เก่าแก่ของจีน ไม่ได้ยึดติดกับเวอร์ชั่นการ์ตูนดิสนีย์ปี 1998 แต่อย่างใด ทำให้องค์ประกอบความเป็นอภินิหารของเนื้อเรื่องนั้น หายไปแทบสิ้น ทั้งตัวละครมังกรมูซูที่โดนตัดทิ้ง คาแร็คเตอร์พระเอกที่ถูกจับแยกเป็นสองคน แม่ทัพและอาจารย์ของมู่หลานคนนึง และอีกคนนึงเป็นคู่แข่งของเธอ แต่ต่อมากลายเป็นคนรัก รวมถึงการที่ดิสนีย์ยืนยันว่า หนังจะมี Mood & Tone ที่จริงจัง ไม่มีเพลงฮิตแบบมิวสิคัล ไม่ตามรอยฉบับการ์ตูนแต่อย่างใด ขัดใจแฟนคลับเวอร์ชั่นการ์ตูนอีกรอบ ว่าจะไม่มีมู่หลานร้องเพลง Reflection แล้วจริงหรือ

 

                สำหรับกระแสดรามาทั้งหมด น่าจะผ่อนลง หลังจาก The Lion King เข้าฉาย เพราะดิสนีย์ยืนยันว่า แฟนคลับน่าจะสบายใจได้กับหนังฉบับนี้ เพราะเดินเรื่องแบบซื่อตรงต่อต้นฉบับปี 1994 แทบจะทุกสเต็ป เพียงแค่ปล่อยตัวอย่างหนังหรือบางฉากออกมา แฟนๆก็นำไปเทียบกันเฟรมต่อเฟรมกับเวอร์ชั่นก่อนแล้ว เรียกเสียงฮือฮาได้อย่างดี รวมถึงการปล่อยอัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์ ออกมาให้ได้ฟังกันก่อน เป็นการการันตีว่า เราจะได้ฟังเพลงฮิตๆ อาทิ Circle of Life และ Can You Feel The Love Tonight ? ในหนังอย่างแน่นอน

 

การันตีงานภาพ อลังการงานสร้าง

 

          ความแตกต่างของ The Lion King กับหนังรีเมกเรื่องอื่นๆ ก็คือ ในบรรดาหนังที่ออกฉายก่อนหน้านี้ (และหลังจากนี้) ล้วนแต่เป็นงานสร้างที่เรียกกันว่า Live-Action เพราะมีคนมาแสดงจริงๆ แม้แต่ The Jungle Book ที่ตัวละครสัตว์เยอะกว่าคน แต่ก็ยังมีคนมาแสดงจริงๆ แต่ The Lion King เป็นเพียงเรื่องเดียวในบรรดาหนังทั้งหมด ที่ไม่ใช่ Live-Action เพราะไม่มีคนมาแสดงจริงๆเลย เป็นงานสร้างภาพจากคอมพิวเตอร์ทั้งหมด โดยดิสนีย์ให้นิยามงานสร้างหนังเรื่องนี้ว่าเป็น "Photorealistic Computer-Animated” นั่นคือการสร้างหนังแอนิเมชั่น โดยใช้คอมพิวเตอร์ ด้วยวิธีการออกแบบภาพให้ดูสมจริง

 

             โดย ฌอน เบลี่ย์ ประธานด้านโปรดักชั่นของดิสนีย์ เผยว่างานสร้างของ The Lion King นั้น เป็น "A New Form of Filmmaking” หรือรูปแบบใหม่ของงานสร้างภาพยนตร์ที่ไม่เคยมีมาก่อนนั่นเอง ได้ถูกพัฒนาจากสิ่งที่ จอน แฟฟโรว์ เคยทำสำเร็จมาแล้วใน The Jungle Book แต่สำหรับเรื่องนี้ มันถูกยกระดับขึ้นไปอีก

 

               ซึ่งหลังจากที่ The Lion King ฉายรอบปฐมทัศน์ และเริ่มทยอยฉายรอบพิเศษให้สื่อมวลชนและนักวิจารณ์ภาพยนตร์ได้ชมกัน ก็ต่างมีเสียงชื่นชมในงานโปรดักชั่นดังที่คาดหมายไว้ หลายเสียงยกนิ้วให้กับงานภาพที่สมจริง และตอกย้ำถึงพัฒนาการงานเทคโนโลยีที่เดินหน้าไปไกล หลายเสียงให้คะแนนแซงหน้า Avatar ไปเลย ถึงความสมจริงในงานสร้าง งานภาพตัวละครที่ออกมานั้น คล้ายคลึงกับของจริงอย่างแยกไม่ออก และเชียร์ให้แฟนๆตัวจริงนั้น เลือกชมหนังในจอที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่ง IMAX3D น่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด สำหรับหนังเรื่องนี้

 

โดนัลด์ โกลเวอร์ - บียอนเซ่ นำทีมนักแสดงพากย์เสียง

 

          สำหรับรายชื่อของนักแสดงที่เข้ามาทำหน้าที่พากย์เสียงตัวละครสำคัญของ The Lion King นั้น เริ่มต้นจากการประกาศเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2017 ว่า โดนัลด์ โกลเวอร์ จะมาทำหน้าที่พากย์เสียงเป็น ซิมบ้า ในเวอร์ชั่นนี้ (แทนที่ แมธธิว บรอเดอริค ที่พากย์เสียงซิมบ้า ในแอนิเมชั่นฉบับปี 1994) ซึ่งถือว่าเป็นการพากย์เสียงแอนิเมชั่นครั้งแรกของเขา แต่โดนัลด์เองนั้น เป็นที่รู้จักกันในฐานะศิลปินนักร้องอยู่แล้ว ในนามของ Childish Gambino เจ้าของเพลงฮิตเมื่อปีที่แล้วอย่าง This is America ที่ส่งให้เขาคว้ารางวัลแกรมมี่อวอร์ด ในสาขาใหญ่สุดอย่าง Record of the Year อีกด้วย

 

             สำหรับรายชื่อคนดังที่มาพากย์เสียงใน The Lion King ฉบับใหม่นั้น ที่สร้างความฮือฮามากที่สุดนั้น คือการมีข่าวว่า ดิสนีย์กำลังทาบทามราชินีแห่งเพลงอาร์แอนด์บี อย่าง บียอนเซ่ มาพากย์เสียง โดยข่าวนี้ปล่อยออกมาในเดือนมีนาคม 2017 อย่างไรก็ตาม ทางดิสนีย์และผู้กำกับ จอน แฟฟโรว์ เองใช้เวลานานถึงครึ่งปี ในการเคลียร์คิวบียอนเซ่ให้ลงตัว จนกระทั่งในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน ถึงสามารถประกาศได้ว่า เธอจะมาพากย์เสียงเป็น นาล่า คนรักของซิมบ้าในเรื่องนี้ 

 

          โดยบทอื่นๆที่มีนักแสดงคนดังมาร่วมพากย์เสียงนั้น ยังมีทั้งบทสการ์ อาจอมชั่วร้ายของซิมบ้า ที่วางแผนจะครองบัลลังก์เจ้าป่าไว้เอง ซึ่งเดิมทีดิสนีย์เล็งทาบทาม เบเนดิกท์ คัมเบอร์แบช มาพากย์เสียง ด้วยโทนเสียงที่ทุ้มต่ำน่าเกรงขาม (และเคยให้เสียงมังกรใน The Hobbit มาแล้ว) อย่างไรก็ตาม จอน แฟฟโรว์ เบนเข็มไปหา ชิวีเทล เอจิโอฟอร์ นักแสดงร่วมจอของ เบเนดิกท์ ที่รับบทร้ายใน Doctor Strange หนังซูเปอร์ฮีโร่ของมาร์เวล ซึ่งจอน สัมผัสได้ถึงน้ำเสียงสุดเข้มของเขา จึงดึงมาลงเสียงบทนี้ในที่สุด

 


เจมส์ เอิร์ล โจนส์ ตำนานจากต้นฉบับที่กลับมาอีกครั้ง

 

          ที่สร้างความฮือฮาอย่างมากเช่นกัน เมื่อมีการประกาศรายชื่อนักแสดงที่จะมาพากย์เสียง The Lion King ฉบับนี้ คือ การที่ดิสนีย์เลือก เจมส์ เอิร์ล โจนส์ นักแสดงรุ่นใหญ่วัย 88 ปี กลับมาพากย์เสียง มูซาฟา บิดาของซิมบ้า ซึ่งเจมส์ เอิร์ล โจนส์ นั้น ทำหน้าที่นี้แล้วในแอนิเมชั่นต้นฉบับเมื่อปี 1994 และกลับมาทำหน้าที่เดิมอีกครั้ง ทำให้เขาเป็นทีมนักแสดงคนเดียวจากเวอร์ชั่นต้นฉบับ ที่กลับมาทำหน้าที่พากย์เสียงในหนังฉบับนี้

 

             สำหรับ เจมส์ เอิร์ล โจนส์ นั้น ถือว่าเป็นนักแสดงระดับตำนานอีกท่าน นอกจากการพากย์เสียงเป็น มูซาฟาแล้ว อีกหนึ่งบทบาทที่เป็นที่จดจำมากที่สุดของเขา คือการให้เสียงเป็น ดาร์ธ เวเดอร์ ตัวละครสำคัญจากหนังชุด Star Wars นั่นเอง ซึ่งคอหนังทั่วไป น่าจะจำน้ำเสียงของเขาได้ขึ้นใจ ถึงความน่าเกรงขาม และทรงพลัง โดย เจมส์ เอิร์ล โจนส์ โด่งดังจากการเล่นละครเวทีเรื่อง The Great White Hope ในช่วงปลายยุค 60 ซึ่งส่งให้เขาชนะรางวัลโทนี่ อวอร์ด มาแล้ว (เทียบได้กับออสการ์ สำหรับแวดวงละครเวที)

 

ทีมนักประพันธ์เพลงจากต้นฉบับ กลับมาอีกครั้ง

 

             ไม่ใช่แค่ เจมส์ เอิร์ล โจนส์ เท่านั้นที่เป็นทีมงานจากต้นฉบับที่กลับมาทำหน้าที่เดิมในเวอร์ชั่นใหม่นี้ แต่ยังรวมถึง 3 ขุนพลสำคัญ ที่ทำดนตรีประกอบ และเพลงประกอบในหนังต้นฉบับ ก็กลับมาทำหน้าที่เดิมเช่นกัน เริ่มจาก นักประพันธ์เพลงรุ่นเดอะอย่าง ฮานส์ ซิมเมอร์ ที่มีผลงานอย่าง Pirates of the Caribbean, Inception และ The Dark Knight ไตรภาค ซึ่งเคยคว้ารางวัลออสการ์มาแล้ว จากการทำดนตรีประกอบให้กับหนัง The Lion King ต้นฉบับก็กลับมาทำหน้าที่เดิมอีกครั้ง

 

             รวมถึงศิลปินรุ่นใหญ่อย่าง ท่านเซอร์ เอลตั้น จอห์น และนักแต่งเพลงระดับตำนานอย่าง ทิม ไรซ์ ยังกลับมาทำหน้าที่เดิมในการทำเพลงประกอบให้กับหนังเวอร์ชั่นนี้ ทั้งการเอาเพลงเก่าจากฉบับก่อน อาทิ Can You Feel Thee Love Tonight? มาทำใหม่ให้เข้ากับหนังและเข้ากับยุคสมัย และทำเพลงใหม่ อาทิ Never Too Late ซึ่งเอลตัน จอห์น ได้ขับร้องเอง เพื่อใช้เปิดในช่วง End-Credit ของหนังอีกด้วย ดังนั้น ใครที่ชื่นชอบเพลง และดนตรีประกอบจากหนังต้นฉบับ น่าจะฟินไปกับหนังฉบับใหม่อย่างแน่นอน ด้วยฝีไม้ลายมือของบุคคลระดับตำนาน ที่เคยสร้างสรรค์ผลงานในหนังฉบับปี 1994 มาแล้ว

         

บียอนเซ่ ร้องเพลงใหม่ และออกอัลบั้มใหม่

 

             นอกจากการพากย์เสียงเป็น นาล่า ตัวละครสำคัญในหนัง The Lion King แล้ว บียอนเซ่ ยังมีส่วนร่วมในหนังเวอร์ชั่นใหม่ มากกว่าที่คิด เธอเซอร์ไพรสแฟนๆด้วยการปล่อยอัลบั้มที่ชื่อว่า The Lion King : The Gift อัลบั้มเพลงใหม่ของเธอ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหนัง The Lion King ซึ่งมีเพลงใหม่ที่ใช้ประกอบในหนังด้วยอย่างเพลง Spirit อยู่ในอัลบั้มนี้ ซึ่งเนื้อเพลงส่วนใหญ่ในอัลบั้ม ก็จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องของหนัง รวมถึงท่วงทำนองต่างๆ ก็จะมีกลิ่นอายของทวีปแอฟริกาด้วย

 

          โดยอัลบั้มเพลงนี้นั้น จะมีการวางขายพร้อมกันทั่วโลกในวันที่ 19 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ The Lion King นั้นจะเข้าฉายในสหรัฐอเมริกาฯ โดยนอกจากเสียงของบียอนเซ่ ที่จะเป็นเสียงหลักในอัลบั้มแล้ว ยังประกอบด้วย เคนดริก ลามาร์, ฟาร์เรล วิลเลี่ยม รวมถึงสามีของเธออย่าง เจย์-ซี และมีเสียงลูกสาวของเธออย่าง บลู ไอวี่ คาร์เตอร์ อีกด้วย

 

คะแนนจากนักวิจารณ์ทั่วสหรัฐฯ

 

          อย่างไรก็ตาม แม้ว่า The Lion King จะสร้างกระแสฮือฮามากมายในกลุ่มผู้ชม และแฟนหนังของดิสนีย์ แต่กระแสจากบรรดานักวิจารณ์กลับไม่สู้ดีนัก ด้วยการคว้าคะแนนด้านบวกในเว็บไซด์ Rotten Tomatoes ไปเพียง 58% หมายความว่า นักวิจารณ์เกือบครึ่งของทั้งหมดในอเมริกา มีคำวิจารณ์ในด้านลบมากกว่าบวก

 

          โดยเสียงวิจารณ์ส่วนใหญ่นั้น ไปในทำนองเดียวกัน คือต่างชื่นชมในแง่ของงานสร้าง ที่ The Lion King มีงานโปรดักชั่นที่สมจริง พัฒนาไปไกล และล้ำสมัยกว่าภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ในขณะเดียวกัน ก็ต่างติในแง่ของบทภาพยนตร์ ที่ใกล้เคียงกับต้นฉบับมากเกินไป ไม่สามารถทำให้ผู้ชมอินกับหนังได้มากเท่าเวอร์ชั่นที่แล้ว ขาดจินตนาการเพิ่มเติม ทำให้ภาพรวมของหนังค่อนข้างแห้งแล้งอย่างน่าเสียดาย

             อย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์รีเมกเรื่องก่อนหน้านี้ของดิสนีย์อย่าง Aladdin นั้น ก็ได้คะแนนนักวิจารณ์ในแง่บวกใกล้เคียงกัน คือเพียง 57% เท่านั้น แต่กลับกวาดรายได้ไปอย่างงดงามถึง 300 ล้านเหรียญฯในอเมริกา และเป็นที่ชื่นชอบของบรรดาผู้ชมทั่วไปเป็นอย่างมาก ดังนั้นแฟนๆที่รอชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็อย่าเพิ่งตกใจกับคำวิจารณ์ รอเวลาเพื่อไปพิสูจน์ด้วยตัวเองจะดีกว่า

 

ธงหลักประจำซัมเมอร์นี้ ของดิสนีย์

 

          แน่นอนว่าสตูดิโอเจ้าของ The Lion King อย่างดิสนีย์นั้น พยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ปี 2019 นี้ เป็นปีที่ค่ายของตนนั้น คว้าชัยอย่างต่อเนื่องอย่างแน่นอน หลังขึ้นแท่นสตูดิโอที่ทำเงินสูงสุด มาหลายปีติดต่อกัน โดยธงรบใหญ่สุดของค่ายปีนี้ คงหนีไม่พ้น Avengers : Endgame ที่พิสูจน์แล้วว่า นี่คือแม่ทัพของจริง ที่กวาดรายได้จากทั่วโลก จนเกืิอบจะชนะ Avatar ขึ้นแท่นเป็นหนังทำเงินสูงสุดตลอดกาลของโลกแล้ว

 

          สำหรับหน้าที่รองแม่ทัพนั้น คงหนีไม่พ้น The Lion King เรื่องนี้ ที่ถูกวางโปรแกรมไว้สัปดาห์ก่อนสุดท้ายของปลายเดือนกรกฎาคม เป็นช่วงเวลาที่หนังถ้ากระแสดีจริง สามารถกวาดรายได้ต่อเนื่องไปอย่างยาวๆถึงเดือนกันยายนเลยทีเดียว เนื่องจากแทบจะไม่มีหนังฟอร์มยักษ์ รอคิวเข้าฉายแล้ว (เหลือเพียงเรื่องเดียวนั่นคือ Fast & Furious : Hobbs & Shaw ซึ่งคนละกลุ่มเป้าหมายด้วยซ้ำ) ดังนั้น The Lion King จึงถูกทำนายว่ามีโอกาสเปิดตัวสุดสัปดาห์นี้ ในอเมริกาด้วยรายได้สูงราว 150-200 ล้านเหรียญฯ และตั้งเป้าจะกวาดรายได้รวมในอเมริกาถึง 600 ล้านเหรียญฯอย่างแน่นอน ก็ต้องติดตามกันอีกไม่นานเกินรอ ว่า The Lion King จะคำรามได้ดัง ตามเป้าที่ดิสนีย์เล็งไว้หรือไม่ ?

 

 

เกร็ดน่าสนใจจาก The Lion King ฉบับ 2019

 

  • ภาพยนตร์ The Lion King ในฉบับนี้ ถือว่าเป็นหนังรีเมกจากการ์ตูนของดิสนีย์ ที่เข้าฉายต่อจาก Aladdin เช่นเดียวกับการ์ตูนต้นฉบับ ที่ The Lion King ก็เป็นดิสนีย์คลาสสิก ที่เข้าฉายต่อจาก Aladdin เช่นกัน โดยไม่มีหนังแนวเดียวกันจากค่ายเรื่องอื่นมาคั่น

 

  • โดนัลด์ โกลเวอร์ และ ชีวีเทล เอจิโอฟอร์ ที่พากย์เสียงเป็น ซิมบ้า และสการ์นั้น เคยเล่นหนังด้วยกันมาแล้วใน The Martian หนังไซไฟของ ริดลีย์ สก็อตต์ ซึ่งในเรื่องนั้น ทั้งคู่รับบทเป็นเพื่อนร่วมงานกัน แต่ในเรื่องนี้ รับบทเป็น หลานและอา ตามลำดับ

 

  • The Lion King ฉบับรีเมกนี้ มีความยาวมากกว่าต้นฉบับประมาณ 30 นาที ซึ่งฉบับการ์ตูนเมื่อปี 1994 จะยาวประมาณชั่วโมงครึ่ง ซึ่งเป็นความยาวโดยปกติของหนังแอนิเมชั่น แต่สำหรับในเวอร์ชั่นใหม่จะยาว 2 ชั่วโมง โดย โดนัลด์ โกลเวอร์ ผู้พากย์เสียงเป็น ซิมบ้า เผยว่า หนังจะให้เวลากับช่วงการเติบโต ของซิมบ้ามากขึ้น เน้นการเล่าเรื่องถึงปมต่างๆของซิมบ้า ในวัยเด็กมากขึ้นกว่าเวอร์ชั่นที่แล้ว



****************

SO WATCH

BY GOSSIPGUN

บันเทิง