SO WATCH BY GOSSIPGUN |

SO WATCH BY GOSSIPGUN


สรุปทิศทางจักรวาล MARVEL เฟสต่อไป และไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด

ทำเอาแฟนหนังของมาร์เวลรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ ว่าอนาคตของจักรวาลมาร์เวล หรือ Marvel Cinematic Universe จะไปในทิศทางใด เพราะก่อนหน้านี้ เควิน ไฟกี ประธานหนังค่ายมาร์เวลสตูดิโอ ออกมาเผยว่า จะไม่มีการประกาศโปรแกรมของหนังมาร์เวล ในอนาคต จนกว่า Avengers : Endgame และ Spider-Man : Far From Home จะเข้าฉาย (หรือจนจบหนังเฟส 3 นั่นเอง) เพื่อไม่ให้เสียอรรถรสในการชมหนังเรื่องดังกล่าว เหมือนกับที่พอมาร์เวล ประกาศว่าจะมีหนัง Spider-Man : Far From Home ทำให้แฟนๆฟันธงได้อย่างทันทีว่า สไปเดอร์แมน ไม่ตายในหนัง Avengers : Infinity War หรอก

 

แต่ทันทีที่ Spider-Man : Far From Home ออกฉาย นั่นหมายความว่า Marvel Studio พร้อมแล้ว ที่จะเปิดเผยถึงหนังในอนาคตอย่างจริงจังเสียที หลังเก็บเงียบไว้นาน เผยออกมาเพียงทีละเล็กละน้อยเท่านั้น และงานที่ดูจะเหมาะสมกับการประกาศนี้มากที่สุด คงหนีไม่พ้นงาน Comic-Con งานใหญ่ประจำปีที่รวบรวมสาวกคอหนังไว้มากที่สุด และมาร์เวลเอาก็นิยมใช้งานนี้เพื่อประกาศข่าวใหญ่ๆอย่างสม่ำเสมอ และปีนี้ก็เช่นกัน เควิน ไฟกี เลือกที่จะเผยถึงทิศทางของหนังในจักรวาลมาร์เวล เฟส 4 ในงานนี้ ที่จัดไปเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่เขาจะประกาศหนังมาร์เวลที่จะเข้าฉายในปี 2020-2021 แล้ว แต่ยังเซอร์ไพรสด้วยการลงรายละเอียดเกี่ยวกับซีรีส์ของมาร์เวล ที่หลังจากนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของ Disney+ บริการชมภาพยนตร์ในระบบสตรีมมิ่งของดิิสนีย์อีกด้วย ดังนั้นคอลัมน์ So Watch ในสัปดาห์นี้ เลยขอหยิบ Line-Up ทั้งหนังและซีรีส์ของมาร์เวล มาเล่าให้ฟังกันว่ามีอะไรบ้าง และมาถอดสูตรลับกันว่า จักรวาลมาร์เวลหลังจากนี้ จะมุ่งหน้าไปในทิศทางใด

 

 

                      

Black Widow

 

 

รอคอยกันมาอย่างยาวนานสำหรับหนังเดี่ยวของ แบล็ค วิโดว์ (หรือชื่อจริงๆของตัวละครนี้คือ นาตาชา โรมานอฟ) ซึ่งรับบทโดย สการ์เล็ต โจแฮนสัน หลังจากเพื่อนๆสมาชิกในทีม Avengers ต่างมีหนังเดี่ยวของตัวเองกันไปหมดแล้ว ซึ่งหลายคนอาจจะสงสัยว่าจากเหตุการณ์ใน Avengers : Endgame หนังเรื่องนี้จะเล่าเรื่องในทิศทางใด ซึ่งทางมาร์เวลได้ออกมาเผยว่า หนังจะเล่าเหตุการณ์ช่วงก่อนที่ นาตาชา จะไปร่วมทีมกับ Avengers

 

โดยมีการเปิดเผยว่าทิศทางของหนังเรื่องนี้จะเป็นในแนวแอ็กชันทริลเลอร์ โดยผู้เข้าร่วมงาน Comic-Con บางส่วนที่ได้ชมตัวอย่างของหนังเรื่องนี้แล้ว เผยว่ามีลักษณะคล้ายคลึงกับหนังประเภท Jason Bourne ซึ่งถือว่าน่าสนใจทีเดียว เพราะเป็นทิศทางใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในจักรวาลมาร์เวล ซึ่งนอกจาก สการ์เล็ต โจแฮนสัน แล้ว หนังยังได้ เดวิด ฮาร์เบอร์ จากซีรีส์ Stranger Things และราเชล ไวซ์ มาร่วมแสดงด้วย มีกำหนดจะเข้าฉาย 1 พฤษภาคม 2020 ในโรงภาพยนตร์

 

The Falcon and The Winter Soldier

 

ซีรีส์เรื่องแรกของจักรวาลมาร์เวล ที่จะออกฉายใน Disney+ โปรแกรมให้บริการชมหนังและซีรีส์แบบออนไลน์ของดิสนีย์ที่ปล่อยออกมาเพื่อตีตลาด Netflix โดยเฉพาะ โดยจะโฟกัสที่ตัวละคร ฟัลคอน (รับบทโดย แอนโธนี่ แม็คคีย์) และเดอะ วินเทอร์ โซลเจอร์ (รับบทโดย เซบาสเตียน สแตน) ซึ่งแอนโธนี่ เผยว่า ซีรีส์เรื่องนี้จะมีความยาว 6 ตอนจบ และมาในอารมณ์หนังคู่หู คล้ายคลึงกับหนังประเภท 48 Hrs. และ Rush Hour

 

โดยในซีรีส์เรื่องนี้นั้น จะเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจาก Avengers : Endgame เมื่อฟัลคอน ได้โล่ห์ของกัปตันอเมริกามาเป็นอาวุธคู่กายชิ้นใหม่ของเขา และไฮไลต์ที่น่าสนใจของซีรีส์เรื่องนี้คือการได้ แดเนี่ยล บรูห์ กลับมารับบทตัวร้ายที่เคยเผชิญหน้ากับทั้งคู่มาแล้วใน Captain America : Civil War โดยซีรีส์เรื่องนี้มีโปรแกรมฉายใน Disney+ ช่วงเดือนสิงหาคมปี 2020

 

Eternals



นอกจาก Black Widow แล้ว อีกหนึ่งโปรแกรมหนังปีหน้าของจักรวาลมาร์เวล คือเรื่องนี้ ซึ่งจะเป็นการแนะนำตัวละครใหม่แบบทั้งหมด ที่ไม่เคยปรากฏตัวในหนังมาร์เวลมาก่อน เล่าถึงกลุ่มสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกที่เป็นอมตะ ที่เดินทางมายังโลกมนุษย์เพื่อทำการปกป้องเหล่ามวลมนุษยชาติ ซึ่งหนังเรื่องนี้จะมีนักแสดงร่วมจอมากมาย นำทีมโดย แองเจลิน่า โจลี่, ริชาร์ด แมดเด่น (จากซีรีส์ The Bodyguard), ซัลม่า ฮาเย็ค, คูมาล นันจิอานิ และนักแสดงชาวเกาหลี มา ดง ซอก จากหนังฮิต Train To Busan

 

โดยนักแสดงทั้งหมดที่เกริ่นมานั้น จะรับบทเป็นเอเลี่ยนที่มีอายุมากกว่า 35,000 ปี โดยหนังมีข่าวลือว่า คีอานู รีฟส์ และมิลลี่ บ็อบบี้ บราวน์ (จากซีรีส์ Stranger Things) จะร่วมแสดงด้วย แต่ยังไม่มีการคอนเฟิร์มแต่อย่างใด ซึ่งหนังเปิดกล้องเริ่มถ่ายทำกันไปแล้วในกรุงลอนดอน และมีโปรแกรมฉาย 6 พฤศจิกายน 2020 ในโรงภาพยนตร์

 

 


หลังจากที่มาร์เวลทดลองสร้างหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่ทีมนักแสดงเป็นคนผิวสีทั้งหมดอย่่าง Black Panther จนประสบความสำเร็จมาแล้ว ถึงเวลาที่จะมีหนังฮีโร่ที่ทีมนักแสดงเป็นชาวเอเชียทั้งหมดบ้าง เล่าเรื่องราวของชางชิ ซูเปอร์ฮีโร่ลูกครึ่งที่มีเชื้อสายอเมริกาและจีน โดยหนังได้นักแสดงชาวจีนวัย 30 ปีอย่าง ซิมู หลิว จากซีรีส์ Kim's Convenience มารับบทนำในบทดังกล่าว รวมถึงได้ อควาฟีน่า นักแสดงตลกที่มีผลงานหนังดังมากมาย อาทิ Crazy Rich Asians และ Ocean's 8 มาร่วมจอ ในบทที่ยังไม่เปิดเผย

 

แต่ที่สร้างความฮือฮาสุด คือการที่มาร์เวลประกาศว่า หนังเรื่องนี้จะมีการปรากฏตัวของ แมนดาริน ตัวจริง หลังจากตัวปลอมเคยมีบทบาทสำคัญใน Iron Man 3 มาแล้ว ซึ่งนักแสดงที่จะมารับบทนี้ คือนักแสดงรุ่นใหญ่อย่าง เหลียงเฉาเหว่ย นั่นเอง คอหนังรอชมเรื่องนี้กันได้ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2021 ในโรงภาพยนตร์

 

WandaVision


 

ซีรีส์ในจักรวาลมาร์เวลอีกเรื่องที่หยิบเอาตัวละครที่แฟนๆคุ้นเคยมาเล่า คือคู่รัก สการ์เล็ต วิชต์ และวิชั่น ที่ได้ อลิซาเบ็ธ โอเซ่น และพอล เบ็ตตานี่ กลับมารับบทเดิมอีกครั้ง ซึ่งในซีรีส์เรื่องนี้นั้น จะเล่าเหตุการณ์หลังจาก Avengers : Endgame เมื่อแวนด้าต้องสูญเสียคนที่เธอรักไปอีกคน เหตุการณ์หลังจากนั้นจะเป็นอย่างไรต่อ คงต้องไปติดตามกันในซีรีส์เรื่องนี้

 

นอกจากนี้มาร์เวลยังประกาศว่าซีรีส์เรีื่องนี้จะมี เทโยน่า แพริส จาก If Beale Street Could Talk มาร่วมแสดงในบทของ โมนิก้า แรมโบ้ ตัวละครหญิงที่เคยปรากฏตัวในหนัง Captain Marvel ซึ่งในตอนนั้นเธอยังเป็นเด็ก แต่ในซีรีส์เรื่องนี้จะโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ซึ่งซีรีส์เรื่องนี้จะปล่อยให้ชมกันใน Disney+ ช่วงต้นปี 2021

 

Loki



อีกหนึ่งซีรีส์ที่จะปล่อยให้ชมกันใน Disney+ ช่วงต้นปี 2021 คือซีรีส์เดี่ยวของ Loki ตัวร้ายจาก Thor ที่กลายมาเป็นตัวละครที่แฟนๆมาร์เวลรัก ซึ่งแน่นอนว่า ทอม ฮิดเดิลสตัน จะกลับมารับบทเดิมอีกครั้ง ถึงแม้ว่าตัวละครของเขาจะถูกคอนเฟิร์มว่าเสียชีวิตไปแล้ว ในตอนต้นของหนัง Avengers : Infinity War อย่างที่พวกเราได้ชมกันไป

 

โดยเหตุการณ์ในซีรีส์นี้ จะเป็นเรื่องราวของโลกิ เวอร์ชั่นปี 2012 ที่เราได้เห็นกันในหนัง Avengers : Endgame หลังจากที่ทีมอเวนเจอร์ย้อนเวลาโผล่ไปที่นิวยอร์ก ทำให้เกิดอีกหนึ่งไทม์ไลน์ขึ้น และโลกิได้หลุดเข้าไปในเส้นทางของเวลา ซึ่งเขาจะไปโผล่ในเหตุการณ์สำคัญๆในช่วงเวลาประวัติศาสตร์ของโลก ถือว่าเป็นพล็อตที่น่าสนุกเลยทีเดียว

 

Doctor Strange In The Multiverse of Madness




ภาคต่อของหนังซูเปอร์ฮีโร่เมื่อปี 2016 โดยหนังในภาคนี้นั้นยังได้ สก็อตต์ เดอริกสัน กลับมาทำหน้าที่กำกับภาพยนตร์อีกครั้ง พร้อมกับยืนยันว่านี่จะเป็นหนังสยองขวัญแบบเต็มรูปแบบเรื่องแรกของจักรวาลมาร์เวล ในแบบที่เขาถนัด (สก็อตต์ ขึ้นชื่อเรื่องกำกับหนังสยอง จาก The Exorcism of Emily Rose) โดยหนังในภาคนี้จะได้ เบเนดิกท์ คัมเบอร์แบชต์ กลับมารับบทเดิมอีกครั้ง

 

แต่ความพิเศษของหนังภาคนี้ คือการได้ อลิซาเบ็ธ โอเซ่น โผล่มาร่วมแสดงด้วยในบทของ สการ์เล็ต วิชต์ ซึ่งหนังเรื่องนี้จะเล่าเหตุการณ์ต่อจากซีรีส์ WandaVision ที่นำพาให้ทั้งสองตัวละครต้องเข้าไปยังมิติที่สยดสยอง โดยหนังมีโปรแกรมฉาย 7 พฤษภาคม 2021 ในโรงภาพยนตร์

 

What If...?




ซีรีส์เรื่องแรกของจักรวาลมาร์เวล ที่จะมาในรูปแบบของแอนิเมชั่น มาพร้อมกับพล็อตที่ชวนตื่นเต้นมากๆ เล่าถึง เดอะวอชเชอร์ (พากย์เสียงโดย เจฟฟรี่ ไรท์ จาก Casino Royale และซีรีส์ Westworld) มนุษย์นอกโลกที่สามารถมองเห็นทุกสิ่ง ในหลากมิติ เห็นในสิ่งที่อาจเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็เป็นได้ โดยซีรีส์จะเล่าหลากหลายเหตุการณ์ที่แตกต่างออกไป จากแบบที่เคยเล่าในจักรวาลมาร์เวล ได้เห็นตัวละครที่แฟนๆคุ้นเคยในไทม์ไลน์ ในเส้นทางที่ต่างไปจากเดิม

 

อีกหนึ่งความน่าตื่นเต้นของซีรีส์เรื่องนี้ คือการได้นักแสดงดัังๆในจักรวาลมาร์เวล กลับมาพากย์เสียงเป็นตัวละครที่พวกเขาเคยแสดงอีกครั้ง อาทิ คริส เฮมเวิร์ธ ในบทธอร์, มาร์ค รัฟฟาโล ในบทฮัล์ค, จอช โบรลิน ในบท ธานอส, แชดวิค บอสแมน ในบท แบล็ค แพนเตอร์, เจเรมี่ เรนเนอร์ ในบท ฮอล์กอาย, พอล รัดด์ ในบท แอนท์-แมน และแซมมวล แอล.แจ็คสัน ในบท นิค ฟิวรี่ เป็นต้น (ยังมีอีกเยอะ)

 

Hawkeye

ซีรีส์เดี่ยวของหนึ่งในสมาชิกต้นฉบับของ Avengers นั่นคือ ฮอว์กอาย นั่นเอง ซึ่งได้ เจเรมี่ เรนเนอร์ กลับมารับบทเดิมอีกครั้ง แต่ในคราวนี้ เขาจะไม่ใช่ ฮอว์กอาย เพียงคนเดียวเท่านั้น แต่เขาจะเป็นอาจารย์ในการฝึกสอนให้กับ เคต บิชช็อป ตัวละครที่จะกลายเป็นฮอว์กอาย คนต่อไป และเป็นฮอว์กอาย คนแรกที่เป็นผู้หญิงด้วย ซึ่งต้องติดตามกันต่อไปว่าใครจะมารับบทนี้ เพราะยังไม่เสร็จสิ้นขั้นตอนการคัดเลือกนักแสดง

 

โดย เจเรมี่ เรนเนอร์ เผยว่า ฮอว์กอาย เป็นตัวละครซูเปอร์ฮีโร่ที่ไม่มีพลังพิเศษอะไร ดังนั้นเรื่องนี้จะเป็นการถ่ายทอดวิชาในการเป็นฮีโร่ที่ไม่มีพลังพิเศษต้องทำเช่นไร และอะไรคือหัวใจสำคัญของการเป็นฮอว์กอาย โดยซีรีส์เรื่องนี้มีโปรแกรมจะฉายใน Disney+ ช่วงปลายปี 2021 นู่นเลย ดังนั้น แฟนๆคงต้องรอกันอีกพักใหญ่

 

Thor : Love and Thunder


ภาคที่ 4 แล้วของหนังเรื่อง ธอร์ ที่แน่นอนว่าจะได้ คริส เฮมเวิร์ธ กลับมารับบทนำเช่นเดิม และภาคนี้จะมี ไทกา ไวติติ จาก Thor : Ragnarok กลับมาเขียนบทและกำกับหนังเช่นเดิม หลังจากสร้างความประทับใจอย่างมากจากภาคที่แล้ว โดยไฮไลต์ในหนังภาคใหม่นี้มีหลายอย่าง อาทิ เทสซ่า ธอมป์สัน ที่กลับมารับบท วัลคีรี่ อีกครั้ง ซึ่งเทสซ่าเผยว่า ตัวละครของเธอขึ้นมาเป็นราชาคนใหม่ของแอสการ์ดแล้ว ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องหา ราชินี มาอยู่ข้างกาย ถือว่า วัลคีรีเป็นตัวละคร LGBT ที่มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมากในจักรวาลมาร์เวล

 

แต่ที่เซอร์ไพรสสุดคือการประกาศว่า นาตาลี พอร์ตแมน จะกลับมารับบทเป็น เจน ฟอสเตอร์ ในหนังชุด Thor อีกครั้งหลังก่อนหน้านี้เธอเคยประกาศจะยุติบทบาทในหนังมาร์เวลแล้ว และการกลับมาครั้งนี้ไม่ธรรมดา เพราะมีการเปิดเผยว่าเธอจะเป็น ธอร์ คนใหม่ที่เป็นเพศหญิงด้วย สร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนๆไปอีก โดยหนังมีโปรแกรมฉายในเดือนพฤศจิกายนปี 2021

 

 หลังจากมาร์เวลสตูดิโอเผย Line-Up ทั้งหนังและซีรีส์ทั้งหมดของเฟส 4 ออกมา ซึ่งจะฉายตลอดปี 2020-2021 นั้น ทำให้เป็นภาพรวมสำคัญๆของมาร์เวลสตูดิโอหลายอย่าง รวมถึงมองเห็นทิศทางที่ของหนังซูเปอร์ฮีโร่ในเครือหลังจากนี้ ซึ่งผมขอแยกย่อยเป็นข้อๆให้เห็นชัดเจนดังนี้

 

ความสำคัญของ Disney+

 

ชัดเจนว่าอีกสองปีหลังจากนี้ มาร์เวลจะมีโปรเจ็คทั้งหมด 10 เรื่องด้วยกัน แบ่งออกมาเป็นภาพยนตร์ฉายโรง 5 เรื่อง และซีรีส์เพื่อออกฉายทาง Disney+ อีก 5 เรื่อง เรียกว่าครึ่งๆเลยทีเดียว ซึ่งดูเหมือนว่ามาร์เวลจะให้ความสำคัญกับการทำซีรีส์เป็นอย่างมาก

 

หลายคนอาจบอกว่า มาร์เวลเองก็ผลิตซีรีส์อยู่แล้ว แต่ความสำคัญต่างจากซีรีส์นับจากนี้โดยสิ้นเชิง เพราะทุกเรื่องก่อนหน้านี้ ที่ฉายใน Netflix หรือที่อื่นๆนั้น แทบไม่มีเส้นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับจักรวาลมาร์เวลฉบับหนังอย่างจริงจัง มีเพียงแต่กล่าวถึงแบบบางเบาเท่านั้น แต่ซีรีส์ทั้ง 5 เรื่องที่ประกาศไป ล้วนดึงเอาตัวละครเด่นๆจากจักรวาลมาร์เวลฉบับภาพยนตร์ มาต่อยอดแทบทั้งสิ้น และเส้นเรื่องนั้น แทบจะเป็นส่วนสำคัญในจักรวาลมาร์เวลด้วย อาทิ เหตุการณ์ในซีรีส์ WandaVision ส่งผลต่อพล็อตของ Doctor Strange In The Multiverse of Madness จึงอาจกล่าวได้ว่า ถ้าไม่ดูซีรีส์ของมาร์เวล จะไปดูหนังต่อไม่รู้เรื่องอย่างแน่นอน ต่างจากเดิมที่ ไม่ดูซีรีส์ก็ไม่กระทบการติดตามจักรวาลมาร์เวลแต่อย่างใด

 

งานนี้เรียกว่าเป็นการมัดมือชกของดิสนีย์ก็ว่าได้ ว่าแฟนๆของมาร์เวลนั้น จำเป็นต้องสมัครสมาชิกใช้บริการ Disney+ เท่านั้น มิฉะนั้น การติดตามจักรวาลมาร์เวลจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป บอกเลยว่า ร้ายกาจมากๆ

 

เมื่อซูเปอร์ฮีโร่หญิงมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น

 

ตั้งแต่ช่วงท้ายของจักรวาลมาร์เวลเฟส 3 แล้ว ที่เราจะเริ่มเห็นซูเปอร์ฮีโร่หญิงในจักรวาลมาร์เวลเริ่มมีบทบาทมากขึ้น เริ่มมีหนังเดี่ยวของตัวเอง หรือขึ้นมามีบทบาทเทียบเท่าตัวละครชาย อาทิ การเข้าฉายของ Captain Marvel หนังซูเปอร์ฮีโร่เพศหญิงเรื่องแรกของค่าย รวมถึงฉากต่างๆใน Avengers : Endgame ที่เราจะได้เห็นซีนรวมพลังของตัวละครหญิง แม้แต่การที่ เพ็พเพอร์ หยิบเอาชุดของ Iron Man มาใส่ด้วย

 

สำหรับหนังเฟสต่อไปของมาร์เวล ทิศทางนี้น่าจะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจากการเปิดเฟส 4 ด้วยหนังเดี่ยวของ Black Widow ของสการ์เล็ต โจแฮนสัน รวมไปถึงการที่มาร์เวลประกาศว่า ตัวละครเจน ฟอสเตอร์ ที่รับบทโดย นาตาลี พอร์ตแมน นั้น จะขึ้นมาเป็นธอร์เพศหญิง ในหนังเรื่อง Thor : Love and Thunder ซึ่งมีบทบาทโดดเด่นไม่แพ้ธอร์เพศชายคนปัจจุบันเลย

 

เพิ่มความหลากหลายของผิวสี-เชื้อชาติ

 

หลังประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามไปกับ Black Panther หนังซูเปอร์ฮีโร่ที่อัดแน่นด้วยตัวละครผิวสีแทบทั้งหมด (มีเพียง มาร์ติน ฟรีแมน ผิวขาวหลุดเข้าไปคนเดียว) ทำให้มาร์เวลเดินหน้าไฟเขียว หนังที่มีนักแสดงผิวสีรับบทนำอย่างต่อเนื่อง โดยท้ายงานคอมมิคคอนที่ผ่านมา ทางเควิน ไฟกี ได้ประกาศว่า เขากำลังจะรีบูทหนังเรื่อง Blade เกี่ยวกับฮีโร่สายพันธุ์แวมไพร์ ที่เวสลี่ย์ สไนป์ เคยรับบทนำไว้ โดยในฉบับจักรวาลมาร์เวลนี้ จะมี มาเฮอชาล่า อาลี นักแสดงเจ้าของสองรางวัลออสการ์จาก Moonlight และ Green Book มาคว้าบทดังกล่าว สร้างความฮือฮาเป็นอย่างมาก ถึงการคัดเลือกนักแสดงที่หลายคนชมว่าเหมาะสมกับบทแบบสุดๆ

 

นอกจากนี้ มาร์เวลสตูดิโอ ยังเปิดตลาดใหม่เพิ่มเติม ด้วยการสร้างหนังเรื่อง Shang-Chi and the Legend of Ten Rings หนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่องแรกที่ทีมนักแสดงนำเป็นชาวเอเชีย ซึ่งปีก่อนหน้าฮอลลีวู้ดเคยประสบความสำเร็จกับการสร้าง Crazy Rich Asians มาแล้ว หลังจากนี้ คอหนังคงได้เห็นหนังฮอลลีวู้ดที่มีนักแสดงชาวเอเชียรับบทนำเพิ่มมากขึ้น เริ่มจาก Mulan ของดิสนีย์ที่จะเข้าฉายช่วงต้นปีหน้าเลย

 

ตัวละครซูเปอร์ฮีโร่ LGBT ตัวแรก

 

อีกหนึ่งความฮือฮาคือการที่ มาร์เวลสตูดิโอ ออกมาประกาศอย่างชัดเจน ว่าตัวละคร วัลคีรี่ ที่รับบทโดย เทสซ่า ธอมป์สัน ในหนังเรื่อง Thor เป็นรักร่วมเพศ จากการที่เปิดเผยพล็อตสำคัญว่า วัลคีรี่จะขึ้นมาเป็นราชาของ แอสการ์ดแทนธอร์ ดังนั้น เหตุการณ์ในหนัง Thor : Love and Thunder จะเกี่ยวพันกับการที่เธอจะต้องตามหา ราชินีของตัวเอง

 

เป็นภาพที่ชัดเจนว่าหลังจากนี้ คอหนังคงได้เห็นตัวละคร เกย์-เลสเบี้ยน มากขึ้นเรื่อยๆในหนังมาร์เวล ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายเรื่องเพศมากยิ่งขึ้น

 

สมาชิก Avengers ยังคงมีความสำคัญ

 

แน่นอนว่าจุดขายหลักของจักรวาลมาร์เวล ยังคงอยู่ที่ทีม Avengers ต้นฉบับที่ถือว่าเป็นแม่เหล็กสำคัญของจักรวาลนี้ ในเฟสนี้ น่าจะเป็นการค่อยๆถ่ายโอนความสำคัญไปยังตัวละครใหม่ๆ แน่นอนว่าสองนักแสดงที่ไม่กลับมาแล้ว คือ โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ และคริส อีแวนส์ ที่ปิดตัวบทบาท ไอรอนแมน และกัปตันอเมริกา ไปอย่างสวยงามใน Avengers : Endgame แต่สมาชิกทีมหลัก ก็ยังเป็นส่วนสำคัญที่จะเรียกแขกต่อให้กับจักรวาลมาร์เวล เห็นได้ชัดจากการที่ Marvel Studio อนุมัติสร้างหนังเดี่ยวของ Thor เป็นภาคที่ 4 และหนังเดีี่ยวของ Black Widow แม้ว่าตัวละครนี้จะเสียชีวิตไปแล้วใน Avengers : Endgame ก็ตาม รวมถึงสร้างซีรีส์แยกเดี่ยวให้กับ Hawkeye อีกด้วย


อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้แฟนๆของมาร์เวล น่าจะได้เห็นตัวละครอื่นๆนอกจากทีมแรก มีบทบาทมากขึ้น อย่างที่ เควิน ไฟกี ได้ประกาศไปว่า หลังจากปี 2021 ยังคงมีหนังที่ทางค่ายกำลังพัฒนาอีกหลายโปรเจ็ค ไม่ว่าจะเป็น Black Panther 2, Captain Marvel 2, Guardians of the Galaxy Vol.3, Spider-Man 3 รวมถึงที่สร้างความฮือฮาสุด คือการเผยว่าทางค่ายกำลังพัฒนาโปรเจ็ค X-Men และ Fantastic Four ซึ่งดิสนีย์ได้ลิขสิทธิ์กลับมา หลังจากซื้อค่ายฟ็อกซ์ มาเป็นของตัวเอง เรียกว่าอนาคตของมาร์เวลหลังจากนี้ มีความหลากหลาย และน่าตื่นเต้นอย่างมากเลยทีเดียว

 

ติดตามคอลัมน์ SO WATCH และ ฟังวิทยุออนไลน์ Chill Online เพลงเพราะทำงานเพลิน ได้ที่ 
www.chillfm.fm และที่
Application : Atimeonline โหลดฟรีที่ App Store และ Play Store
Facebook : Chill FM
Instagram : chillfmfanpage
Twitter : chillfmfanpage


***************

 

SO WATCH

BY GOSSIPGUN

บันเทิง