SO WATCH BY GOSSIPGUN |

SO WATCH BY GOSSIPGUN


ย้อนรอยความสำเร็จ เส้นทางความมันส์ของ Fast & Furious

HIGHLIGHTS

 

+ Hobbs & Shaw หนังภาคแยกเรื่องแรกของจักรวาล Fast & Furious เข้าฉายทั่วโลกในสัปดาห์นี้ แต่เส้นทางกว่าที่หนังตระกูลนี้จะฮิตถึงขั้นมีภาคแยกนั้น ไม่ง่ายดาย หนังไม่ได้กวาดเงินถล่มทลายทุกภาค ไม่ได้รับคำชมจากนักวิจารณ์จนกระทั่งภาค 5 ถึงจะมีคะแนนในแง่บวก แต่ค่ายหนังยูนิเวอร์แซลก็ไม่ย่อท้อ ต่อสู้จนกระทั่งกวาดรายได้ไปกว่า 5,000 ล้านเหรียญฯจากทั่วโลก

 

+ สมาชิกคนสำคัญที่สุดของหนังตระกูล Fast & Furious คงจะหนีไม่พ้น วิน ดีเซล แต่พระเอกคนนี้ ไม่ได้แสดงนำในหนังทุกภาค เขาไม่ใช่สมาชิกคนแรกที่ถูกคัดเลือกเข้ามาเล่นหนังชุดนี้ เขาไม่ใช่ตัวเลือกแรก สำหรับบทบาท ดอม ที่ส่งให้เขาขึ้นแท่นเป็น ซูเปอร์สตาร์ด้วยซ้ำ แต่ตัวเลือกแรกในบทบาทนี้คือใคร คอลัมน์ So Watch เรามีคำตอบ

 

+ จุดพลิกผันสำคัญของตระกูล Fast & Furious เกิดขึ้นในภาคที่สอง เมื่อ วิน ดีเซล ปฏิเสธการกลับมารับบทนำ และในภาคที่ 7 เมื่อนักแสดงนำคนสำคัญอย่าง พอล วอล์กเกอร์ เสียชีวิตกะทันหัน ทำให้ต้องมีการเบรกการถ่ายทำ เพื่อแก้ไขบทภาพยนตร์


***************

Fast & Furious เป็นจักรวาลหนังที่แปลกกว่าชาวบ้าน เพราะมันเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ สามารถชุบชีวิตจนยิ่งใหญ่กว่าชาติที่แล้ว แฟรนไชส์หนังความเร็วและความฉุนเฉียวเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2001 กับภาพยนตร์เรื่อง The Fast & The Furious (ในยุคที่ชื่อหนังชุดนี้ ยังมีคำว่า เดอะ นำหน้า) หนังแอ็กชั่นที่แจ้งเกิดแบบเต็มตัวให้กับสองนักแสดงนำ อย่าง วิน ดีเซล และ พอล วอล์กเกอร์ จากดาราที่พอมีชื่อเสียงอยู่บ้าง ขยับขึ้นเป็นนักแสดงแถวหน้าแบบเต็มตัว

 

สมาชิกคนแรกของตระกูล Fast & Furious คือ พอล วอล์กเกอร์ ผู้ล่วงลับ หลังจากเขารับบทนำในหนังระทึกขวัญเรื่อง The Skulls ที่กำกับโดย ร็อบ โคเฮน ผู้กำกับคนนี้ก็เชิญชวนพอล มารับบทนำในหนังผลงานต่อไปของเขา ก็คือเรื่องนี้ ในบทบาทของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ต้องแฝงตัวเข้าไปในแก๊งโจร ที่ใช้รถซิ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในแผนการปล้นครั้งใหญ่ ทางยูนิเวอร์แซลหมายมั่นปั้นมือ ให้หนังเรื่องเป็นกึ่งๆรีเมกของ Point Break หนังแอ็กชั่นชื่อดังเมื่อปี 1990 ของ คีอานู รีฟส์ ที่มีพล็อตคล้ายกัน คือ ปฏิบัติการแฝงตัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจในแก๊ง

โจร แฝงตัวจนกระทั่งเชื่อใจ และเป็นส่วนหนึ่งของทีม ก่อนที่ความจริงจะถูกเปิดเผยในช่วงท้ายของหนัง ทางยูนิเวอร์แซลยังมองอีกว่า หนังเรื่องนี้จะเป็นส่วนผสมของ Days of Thunder (1990) หนังรถแข่งของ ทอม ครูซ และ Donnie Brasco (1997) หนังทริลเลอร์ที่มีพล็อตเกี่ยวกับการแฝงตัวเช่นกัน ของ อัล ปาชิโน และจอห์นนี่ เด็ปป์

 

หลังจาก พอล วอล์คเกอร์ รับแสดงในหนังเรื่องนี้แล้ว สิ่งที่ยากกว่าคือการค้นหานักแสดงมารับบท ดอมินิก โทเรนโต้ เริ่มต้นด้วยการที่สตูดิโอ ต้องการให้ ทีโมที่ โอลิแฟนต์ จาก Gone In 60 Seconds มารับบทดังกล่าว แต่เจ้าตัวรู้สึกว่าตนเองนั้น เพิ่งแสดงในหนังที่เกี่ยวกับการแข่งรถและความเร็วไป จึงปฏิเสธบทดังกล่าว จนกระทั่งสตูดิโอเบนเข็มไปที่ วิน ดีเซล นักแสดงสายเข้มที่เพิ่งแสดงนำใน Pitch Black หนังไซไฟฟอร์มเล็ก ซึ่งวินตกลงรับบทดังกล่าว ด้วยข้อแม้ว่าจะมีการปรับสคริปต์ในบางส่วน ทำให้เขาได้มารับบทนำในหนังเรื่องนี้ ซึ่งหลังจากหนังออกฉาย The Fast & The Furious ก็ขึ้นแท่นหนังแอ็กชันที่ประสบความสำเร็จแบบเกินคาด จากทุนสร้างเพียง 38 ล้านเหรียญฯ หนังกวาดรายได้จากทั่วโลกถึง 200 ล้านเหรียญฯ ทำให้ทางยูนิเวอร์แซลไม่รอช้า ไฟเขียวประกาศสร้างภาคต่อทันที


แต่ดูเหมือนเส้นทางของจักรวาล Fast & Furious จะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่คิด เมื่อนักแสดงนำอย่าง วิน ดีเซล ตัดสินใจไม่แสดงนำในภาคต่อ เขาและผู้กำกับภาคแรกอย่าง ร็อบ โคเฮน ตัดสินใจเดินหน้าไปกับโปรเจ็คใหม่ที่ชื่อว่า xXx (ทริปเปิ้ลเอ็กซ์) ที่ต่อมากลายเป็นอีกหนึ่งแฟรนไชส์ในมือของ วิน ดีเซล ทำให้ยูนิเวอร์แซล ตัดสินใจเดินหน้าสร้างหนังภาคต่อที่ชื่อว่า 2 Fast 2 Furious โดยชูเอา พอล วอล์กเกอร์ รับบทนำเดี่ยวแบบเต็มตัว และเสริมทัพด้วย ไทรีส กิ๊บสัน กับ ลูดาคริส ซึ่งต่อมากลายเป็นสมาชิกคนสำคัญของครอบครัว Fast & Furious อย่างไรก็ตามหนังภาคต่อนี้ ซึ่งใช้ทุนสร้างมากกว่าภาคเกือบเท่าตัว ไม่ได้กวาดเงินมากกว่าเดิมมากนัก ทำให้ยูนิเวอร์แซลเริ่มทบทวนในการสร้างภาคที่ 3 และพยายามจะดึงเอา วิน ดีเซล กลับมารับบทนำในหนังแฟรนไชส์นี้ให้ได้

 

แต่ปัญหาเรื่องอนาคตของ Fast & Furious ดูเหมือนจะไร้หนทางมากที่สุด ในช่วงเวลาที่ทางยูนิเวอร์แซลพยายามจะสร้างภาคที่ 3 เมื่อสองนักแสดงนำ ทั้ง วิน ดีเซล และพอล วอล์กเกอร์ ไม่สนใจกลับมารับบทนำแล้ว ทางค่ายจึงตัดสินใจรีบูทหนังชุดนี้ด้วยการเล่าเรื่องด้วยตัวละครใหม่ทั้งหมด และย้ายโลเคชั่นของหนังจากอเมริกาสู่ญี่ปุ่น จนกลายเป็น Fast & Furious : Tokyo Drift ซึ่งกลายเป็นภาคที่กวาดรายได้น้อยที่สุดในบรรดาหนังทั้งหมดของตระกูลนี้ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหนังจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ทางค่ายก็ค้นพบอะไรหลายๆอย่าง ไม่ว่าจะเป็นผู้กำกับ จัสติน ลิน ที่กำกับภาคนี้เสร็จ เขายังกลายเป็นผู้กำกับคนประจำของแฟรนไชส์นี้ ด้วยการทำตั้งแต่ภาค 3 จนกระทั่งถึงภาคที่ 6 แถมล่าสุดยังมีรายงานว่า เขาจะกลับมากำกับภาคที่ 9-10 อีกด้วย และอีกหนึ่งอย่างที่ผู้สร้างได้แรงบันดาลใจจากภาคนี้ คือการย้ายโลเคชั่นของหนังไปตามประเทศต่างๆ หลังจากพบว่า ฉากซิ่งรถในกรุงโตเกียวมันดูน่าตื่นตามากขึ้น ทำให้ Fast & Furious ภาคต่อๆมา คล้ายหนังชุดเจมส์บอนด์ ที่มาพร้อมกับโลเคชั่นที่แปลกตาขึ้นเรื่อยๆ

แม้เส้นทางการทำเงินของFast & Furious จะดูริบหลี่เสียเหลือเกิน แต่ดูเหมือนแฟนๆจะเริ่มมีความหวังกับอนาคตของหนังตระกูลนี้ หลังจากที่ วิน ดีเซล ยอมมาปรากฏตัวรับเชิญในหนัง Fast & Furious : Tokyo Drift ในตอนจบ ซึ่งวินยอมกลับมารับเชิญในบทดังกล่าว ให้กับทางยูนิเวอร์แซล เพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่บริษัทหนังของเขา จะได้สิทธิ์ในตัวละคร Riddick เพื่อสร้างหนังภาคต่อของตัวละครนี้ หลังจาก Pitch Black

 

หลังจาก วิน ดีเซล รับบทนำใน The Fast & The Furious ภาคแรก เขาเองก็มีทั้งหนังฮิตและหนังเจ๊งในเครดิต จนกระทั่งเขาเริ่มกลับมาเจรจากับยูนิเวอร์แซล เพื่อจะชุบชีวิตหนังตระกูลนี้อีกครั้ง พร้อมกับดึงนักแสดงนำจากภาคแรกกลับมาทั้งหมด ซึ่งสาวๆทั้ง มิเชลล์ โรดริเกซ และจอร์แดนน่า บริวสเตอร์ ต่างไม่ติดกับการกลับมาครั้งนี้ มีเพียง พอล วอล์กเกอร์ ที่ลังเล หลังจากห่างหายจากบทเดิมไปนานถึง 6 ปี ซึ่ง วิน ดีเซล เองเป็นคนที่กล่อมพอล จนกระทั่งเขายอมกลับมารับบทนำอีกครั้ง โดยวินสัญญาว่า นี่คือภาคต่อที่แท้จริงของ Fast & Furious ซึ่งหลังจากหนังออกฉายเมื่อปี 2009 หนังก็ประสบความสำเร็จตามที่ผู้สร้างคาดไว้ ทำให้ทางยูนิเวอร์แซลไม่รอช้า ที่จะไฟเขียวสร้างหนัง Fast & Furious ภาคต่อไป และหนังจากนี้ เส้นทางของแฟรนไชส์นี้ ก็เริ่มพุ่งขึ้นเรื่อยๆ หลังจากผ่านจุดต่ำสุดของตระกูลไปแล้ว

 

หนังภาคที่ 5 Fast Five (ปี 2011) กลายเป็นภาคที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง จากทุนสร้างราว 125 ล้านเหรียญฯ หนังกวาดรายได้จากทั่วโลกไปมากถึง 600 ล้าน นอกจากจะทำเงินอย่างงดงามแล้ว ภาคนี้ยังได้รับคำชมจากนักวิจารณ์อย่างท้วมท้น (หลังจาก Fast & Furious ทั้ง 4 ภาคแรก ถูกสับแหลกจากนักวิจารณ์) โดยไฮไลต์สำคัญของหนังภาค Fast Five คือการที่หนังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของหนังตระกูลนี้ จากเดิมที่ 4 ภาคแรกจะเน้นไปที่การแข่งรถเป็นหลัก หยิบเอาวัฒนธรรมการแต่งรถมาใช้เป็นปัจจัยสำคัญของหนัง แต่เพื่อให้ได้ฐานผู้ชมทั่วโลกที่มากขึ้น ยูนิเวอร์แซลตัดสินใจเปลี่ยนภาคนี้เป็นหนังแนวปล้น โฟกัสที่ภารกิจเป็นหลัก ค่อยๆลดฉากการขับรถไล่ล่าลง เหลือเพียงซีนที่สำคัญๆเท่านั้น เพิ่มความหลากหลายในฉากบู๊มากขึ้น เริ่มหยอดศิลปะการต่อสู้เข้ามา และสมาชิกใหม่คนสำคัญ ที่เริ่มเข้ามามีบทบาทกับหนังตระกูล Fast & Furious ตั้งแต่ภาคนี้คือ ดเวย์น จอห์นสัน ในบทของ ลุค ฮ็อบบส์ เจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษของสหหัฐฯ ที่มีหน้าที่ต้องตามล่าทีมของพระเอก ซึ่งต่อมาตัวละครนี้เริ่มมีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งมีหนังภาคแยกเป็นของตัวเอง ที่จะเข้าฉายทั่วโลกในสุดสัปดาห์นี้

ในปี 2013 ตระกูล Fast & Furious เร่งเครื่องอย่างต่อเนื่องในการสร้างภาคที่ 6 ซึ่งเดิมทีทางยูนิเวอร์แซล มีความพยายามจะถ่ายทำภาคที่ 6-7 ต่อเนื่องกันไปเลยพร้อมกัน เพื่อให้หนังไม่ต้องรอเวลานานถึง 2 ปีในการฉายภาคต่อไป แต่ผู้กำกับจัสติน ลิน ไม่เห็นด้วย จึงจบที่การโฟกัสไปทีละภาค สำหรับภาคที่ 6 นี้ ยังคงมีการผสมกลิ่นอายใหม่ๆเข้าไปในหนัง จากภาคที่ 5 ที่พยายามใส่ความเป็นหนังปล้นเข้าไป ในภาคที่ 6 เพิ่มส่วนผสมของการเป็นหนังสายลับ และหนังผจญภัยเพิ่มเข้าไปอีก ส่งผลให้หนังทำเงินจากทั่วโลกถึงระดับ 700 ล้านเหรียญฯ แซงหน้าภาคก่อนหน้าไปอย่างสบายๆ

จุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งของตระกูล Fast & Furious เกิดขึ้นในภาคที่ 7 หลังจากภาคที่ 6 ออกฉายในปี 2013 ทางค่ายหนังยังคงพยายามสร้างหนังเพื่อให้ฉายทันในปี 2014 ทันที แต่เนื่องด้วยผู้กำกับ จัสติน ลิน ยังคงติดพันกับงานในช่วง Post-Production ของภาคก่อน ทำให้เขาไม่สามารถเตรียมงานสร้างภาคต่อไปได้ ทางค่ายหนังจึงจ้างให้ เจมส์ วาน ผู้กำกับที่เลื่องชื่อจากหนังสยองอย่าง The Conjuring, Insidious และ Saw เปลี่ยนแนวมาทำหนังแอ็กชัน และเปิดกล้องทันทีในปีดังกล่าว แต่แล้วโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ก็เกิดขึ้นกับวงการภาพยนตร์ เมื่อหนึ่งในนักแสดงนำอย่าง พอล วอล์กเกอร์ เสียชีวิตกะทันหัน จากอุบัติเหตุรถยนต์ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2013 ในขณะที่เขาถ่ายทำหนังภาคที่ 7 ไปได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น

 

จากเหตุการณ์ดังกล่าว การจากไปอย่างไม่มีวันกลับของ พอล วอล์กเกอร์ สร้างความเสียอกเสียใจไปทั่วโลก โดยเฉพาะแฟนๆของตระกูล Fast & Furious ส่งผลให้การถ่ายทำ Fast & Furious 7 ต้องยุติลงชั่วคราว เพื่อที่ทางค่ายหนังจะวางแผนแก้ไขปัญหา ว่าจะทำอย่างไรต่อดี ในหนังเรื่องนี้ จนกระทั่งในที่สุด จึงมีการแก้บทภาพยนตร์เกิดขึ้น เพื่อให้หนังภาคนี้ เป็นบทสรุปของตัวละคร ไบรอัน โอ คอนเนอร์ ของพอล วอล์กเกอร์ รวมถึงตัวละคร มีอา แฟนสาวของเขา ซึ่งเป็นน้องสาวของดอม (รับบทโดย จอร์แดนน่า บริวสเตอร์) และเพื่อการถ่ายทำต่อให้จบ ทางค่ายหนังจึงชวนให้ โคดี้ และคาเล็บ วอล์กเกอร์ น้องชายของ พอล วอล์กเกอร์ มาเป็นนักแสดงแทนในบทไบรอันที่ยังไม่ได้ถ่ายทำ และใช้เทคนิคพิเศษในการทำ CG เป็นหน้าของพอล วอล์กเกอร์แทน เพื่อให้หนังออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้

 

Fast & Furious 7 ออกฉายทั่วโลกในเดือนเมษายนปี 2015 หลังจากกำหนดการเดิมนานถึง 1 ปี อย่างไรก็ตาม หนังประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามด้วยการกวาดรายได้จากทั่วโลกไปมากถึง 1.5 พันล้านเหรียญฯ มากกว่าภาคก่อนหน้าถึงเท่าตัว ขึ้นแท่นเป็นหนัง Fast & Furious ภาคที่กวาดรายได้ไปมากที่สุดจนถึงปัจจุบัน ด้วยองค์ประกอบหลายๆอย่าง ทั้งฉากแอ็กชันและเรื่องราวที่สมบูรณ์มากที่สุด แม้ว่าจะต้องมีการแก้ไขบทและถ่ายทำเพิ่มเติมก็ตาม และภาคนี้ถือว่าเป็นบทอำลา ส่งท้ายนักแสดงอันเป็นที่รักอย่าง พอล วอล์กเกอร์ ซึ่งหนังอำลาสมาชิกในครอบครัวคนนี้ ได้อย่างซาบซึ้ง และส่งให้เพลงประกอบหนังที่ใช้ในฉากดังกล่าว อย่าง See You Again ของ วิซ คาลิฟา และชาร์ลี พุท ครองอันดับ 1 Chart เพลงทั่วโลกได้อย่างยาวนานหลายสัปดาห์

 

สำหรับ Fast & Furious 7 นอกจากจะเป็นภาคที่อำลาตัวละคร ไบรอัน ของพอล วอล์กเกอร์ แล้ว ยังถือว่าเป็นภาคที่แนะนำตัวละครใหม่ที่น่าสนใจและมีเรื่องราวต่อจากนั้น ไม่ว่าจะเป็น เด็คการ์ด ชอว์ ซึ่งรับบทโดย เจสัน สเตแธม ที่ปรากฏตัวครั้งแรกในภาคที่ 7 เพื่อจะล้างแค้นให้กับน้องชาย โอเว่น ชอว์ (ซึ่งรับบทโดย ลุค อีแวนส์) ที่เสียชีวิตในตอนท้ายของภาคที่ 6 และอีกหนึ่งนักแสดงที่สร้างความฮือฮาอย่างมาก ให้กับคอหนังชาวไทย คือการที่พระเอกนักบู๊อย่าง จา พนม ยีรัมภ์ จากหนังเรื่อง องค์บาก และต้มยำกุ้ง ได้มีโอกาสไปร่วมแสดงในหนังฮอลลีวู้ดฟอร์มยักษ์เป็นครั้งแรกในเรื่องนี้ แม้จะไม่ได้มีบทบาทมากเท่าไหร่ แต่ก็ได้แสดงฝีไม้ลายมือ วาดลวดลายโชว์ศิลปะการต่อสู้อย่างงดงาม โดนใจพระเอกอย่าง วิน ดีเซล จนกระทั่งเชิญชวนไปรับบทที่ต้องแสดงฝีมือมากขึ้น ใน xXx : Return of the Xander Cage อีกหนึ่งแฟรนไชส์ ที่พระเอกคนดังวาดฝันให้ไปไกลไม่แพ้กับ Fast & Furious

แม้ว่าจะขาดสมาชิกคนสำคัญของตระกูลอย่าง พอล วอล์กเกอร์ไป แต่ดูเหมือนเส้นทางของหนังตระกูลนี้ จะไม่ได้สิ้นสุดเพียงเท่านี้ มีแต่จะขยายเพิ่มไปมากกว่าเดิม โดยยูนิเวอร์แซล ประกาศสร้างไตรภาคใหม่ สำหรับ Fast & Furious โดยเริ่มต้นที่ภาค 8 ซึ่งใช้ชื่อว่า The Fate of Furious (เป็นการเล่นคำ เอาคำว่า Eight ที่แปลว่าแปด ใส่ผสมกับคำว่า Fast) ซึ่งในภาคดังกล่าว จะได้เห็นตัวละครดอม ในมุมที่ต่างไปจากเดิม และเพิ่มความเข้มข้นด้วยการแนะนำตัวละครใหม่ อย่าง ไซเฟอร์ (ซึ่งรับบทโดย ชาร์ลีซ เธียรอน) ตัวร้ายคนใหม่ประจำแฟรนไชส์ พร้อมด้วยการได้นักแสดงรุ่นเดอะอย่าง เฮเลน เมอเรน มารับบทเป็น แมกดาลีน ชอว์ แม่ของ เด็กการ์ดและโอเว่น ซึ่งทั้งสองตัวละครนี้ จะค่อยๆเพิ่มบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ ในหนังที่กำลังจะตามมา โดย Fast & Furious 8 แม้ว่าจะได้รับคำวิจารณ์ที่ไม่ดีเท่าภาคที่ 5-7 แต่ก็สามารถกวาดรายได้รวมจากทั่วโลกไปมากถึง 1.2 พันล้านเหรียญฯ ขึ้นแท่นหนังในตระกูลที่ทำเงินสูงสุดเป็นอันดับ 2 เป็นรองเพียงภาคที่ 7 เท่านั้น

นอกจากเส้นเรื่องหลัก ดูเหมือนว่าอนาคตของหนังชุด Fast & Furious จะขยายใหญ่กว่าที่พวกเราคาดคิด เมื่อ วิน ดีเซล ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า อาจจะมีหนังที่เป็นภาคแยก ออกไปจากเส้นเรื่องเดิมถึง 3 เรื่อง เริ่มต้นจาก Fast & Furious : Hobbs & Shaw ที่หยิบนำเอาตัวละคร ลุค ฮอบบส์ และเด็กการ์ด ชอว์ ของ ดเวย์น จอห์นสัน และเจสัน สเตแธม มาจับคู่มีหนังแยกของพวกเขา หลังจากผู้ชมชื่นชอบในเคมีระหว่างสองตัวละครนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหนังภาคที่ 8 ที่ทั้งต่อสู้กันและลับฝีปากกันอย่างสนุกสนาน น่าจะดึงออกมาเป็นหนังเต็มๆได้ในที่สุด

สำหรับอนาคต วิน ดีเซล ยังเผยเพิ่มเติมว่า อาจจะมี Fast & Furious ฉบับผู้หญิงล้วน รวมถึงแพลนภาคแยกอีกเรื่องจะเป็นอย่างไร คงต้องรอติดตาม ส่วนเส้นเรื่องหลักอย่าง Fast & Furious 9 นั้น ล่าสุดเปิดกล้องถ่ายทำกันไปแล้ว โดยนอกจากจะมีสมาชิกหลักๆกลับมากันแบบครบทีม ยังมีการคอนเฟิร์มแล้วว่า ทั้ง ชาร์ลีซ เธียรอน กับ เฮเลน เมอเรน จะมีบทบาทในภาคล่าสุดอีกด้วย นอกจากนี้ยังประกาศอีกว่า หนังจะได้ จอห์น ซีน่า อดีตนักมวยปล้ำชื่อดัง ที่เบนเข็มมาเล่นหนังแบบเดียวกับ เดอะร็อค และเดฟ บัวทิสต้า มาร่วมจอในหนังภาคนี้ด้วย น่าจะดุเดือดไม่แพ้ภาคก่อนๆ แฟนๆก็อดใจรอชมหน่อย พฤษภาคมปีหน้า ถึงจะมีโปรแกรมเข้าฉายกัน ส่วนภาคที่ 10 นั้น ทางยูนิเวอร์แซล วางโปรแกรมกันไว้คร่าวๆในเดือนเมษายนปี 2021 น่าจะเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปีของหนังตระกูล Fast & Furious แบบพอดิบพอดี


***************

 

เกร็ดน่าสนใจ จากตระกูล Fast & Furious

 

+ ก่อนหน้า The Fast & The Furious ทางยูนิเวอร์แซล คิดชื่อหนังว่าอาจจะชื่อ Racer X, Redline หรือ Race Wars มาก่อน โดยเน้นคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับการแข่งรถ สื่อสารอย่างชัดเจน ก่อนจะเปลี่ยนมาใช้คำที่สื่อถึงอารมณ์แทน ตามที่เห็น

 

+ สองสาวนักแสดงนำอย่าง มิเชลล์ โรดริเกซ และจอร์แดนน่า บริวสเตอร์ ไม่มีใบขับขี่ก่อนถ่ายหนังภาคแรก ทั้งคู่ไม่เคยเรียนขับรถมาก่อน จนกระทั่งก่อนถ่ายหนัง จึงต้องมาเรียนขับรถ และทำใบขับขี่อย่างถูกต้อง

 

+ ก่อนหน้าที่จะอนุมัติสร้างหนัง 2 Fast 2 Furious (หนังภาคที่ 2 ของแฟรนไชส์) ทางค่ายยูนิเวอร์แซล ให้ผู้เขียนบทเตรียมบทภาพยนตร์ไว้ถึง 2 เวอร์ชั่น ฉบับแรกคือฉบับที่มีตัวละครของ วิน ดีเซล ในขณะที่ฉบับที่สอง จะไม่มีตัวละครของ วิน ดีเซล จนกระทั่งในที่สุด ก็ต้องใช้เวอร์ชั่นหลัง หลังพระเอกคนดังปฏิเสธการกลับมารับบทนำในภาคต่อ

 

+ แม้ว่าหนัง Fast & Furious : Tokyo Drift จะออกฉายในฐานะหนังภาคที่ 3 ของแฟรนไชส์ แต่ลำดับเวลาเหตุการณ์ในหนังนั้น จะอยู่ในไทม์ไลน์ ช่วงหลังจากภาคที่ 4-6 ดังนั้น ถ้าไล่ดู Fast & Furious ตั้งแต่ภาคแรก ไล่ตามลำดับเรื่องราวในหนัง จะต้องดูภาค Tokyo Drift หลังจบภาคที่ 6 แล้วจึงค่อยต่อด้วยภาค 7 จะลงตัวที่สุด

 

 + มีรายงานว่าแรกเริ่มเดิมที ตัวละคร ลุค ฮอบบส์ ถูกออกแบบมาเพื่อนักแสดงรุ่นใหญ่อย่าง ทอมมี่ ลี โจนส์ (จาก Men In Black) มารับบท แต่ วิน ดีเซล เผยว่าด้วยกระแสการเรียกร้องจากแฟนๆ ว่าอยากเห็น วิน ดีเซล ปะทะกับ ดเวย์น จอห์นสัน เขาจึงตัดสินในทาบทามนักแสดงคนดังมารับบทดังกล่าว จนกระทั่งมีภาคแยกในวันนี้


**************

 

SO WATCH

BY GOSSIPGUN

บันเทิง