SO WATCH BY GOSSIPGUN |

SO WATCH BY GOSSIPGUN


5 ซีรีส์เด็ดจากฝั่งยุโรป ที่ดีไม่แพ้ Hollywood

 

ถ้าพูดถึงซีรีส์ต่างประเทศที่คอหนังชาวไทยติดกันงอมแงม คงหนีไม่พ้นซีรีส์จากสองกลุ่ม นั่นคือ ซีรีส์เอเชีย ไม่ว่าจะเป็น เกาหลี ญี่ปุ่น จีน และอีกประเภทคือซีรีส์จากฝั่งฮอลลีวู้ด ที่สร้างออกมาอย่างมหาศาล ทำเอาคอหนังบ่นอุบว่าตามเก็บกันแทบไม่ทัน แต่ในยุคหลังๆ ที่การบริการชมภาพยนตร์และซีรีส์ออนไลน์ในแบบ Streaming อาทิ Netflix ได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้ชมในบ้านเรา สามารถเข้าถึงซีรีส์ที่มีสัญชาติแตกต่างออกไปได้มากขึ้น โดยเฉพาะฝั่งยุโรป ที่คอหนังชาวไทยมักคุ้นชินไปแล้วว่า หนังยุโรปดูยาก บางเรื่องก็อาร์ตเสียจนดูไม่รู้เรื่อง

 

คอลัมน์ So Watch ในสัปดาห์นี้ เลยขอหยิบเอาตัวอย่างซีรีส์เด็ดๆจากฝั่งยุโรปมาแนะนำกัน ซึ่งทุกเรื่องที่หยิบมาเล่าให้ฟังกันในวันนี้ การันตีว่าสนุกทุกเรื่อง ไม่ได้ดูยากแต่อย่างใด และที่สำคัญคือ คุณภาพคับจอแก้วไม่แพ้งานจากฝั่งฮอลลีวู้ด มีเพียงบทสนทนาจากตัวละครที่เราอาจจะไม่คุ้นหูบ้าง แต่ถ้าใครถนัดอ่านซับไตเติ้ล แนะนำว่า 5 เรื่องที่เลือกมายั่วน้ำลายกันในคอลัมน์นี้ ไม่ควรพลาดแม้แต่เรื่องเดียว

 

DARK


 

นี่คือซีรีส์แนวลึกลับสัญชาติเยอรมัน ที่มีการสร้างออกมาแล้ว 2 ซีซั่น สถานะในปัจจุบันคือเพิ่งเปิดกล้องถ่ายทำซีซั่นที่ 3 ไป ซึ่งมีรายงานว่าจะเป็นซีซั่นสุดท้าย เพื่อเป็นบทสรุปเรื่องราวทั้งหมด โดย DARK น่าจะเป็นซีรีส์ที่คอหนังจำนวนไม่น้อยได้ยินเสียงร่ำลือกันอย่างหนาหูว่า "ซับซ้อนที่สุดเท่าที่เคยดูมา" ทำให้หลายคนเกรงกลัวถึงความซับซ้อน ซึ่งผู้เขียนยืนยันว่า ซับซ้อนจริง แต่ไม่ได้ดูยากอย่างในระดับที่ดูไม่รู้เรื่อง แต่อาจจะต้องโฟกัสระหว่างทางสักนิด จัดเข้าประเภทซีรีส์ที่ต้องนั่งตั้งใจดู มากกว่าซีรีส์ประเภท ดูไป จิ้มมือถือไป

 

ความซับซ้อนอันเลื่องลือของ DARK เกิดจากการเล่าเรื่องที่มาพร้อมตัวละครกลุ่มใหญ่ ประมาณ 4 ครอบครัว ซึ่งถ้านับเฉพาะปริมาณตัวละคร อาจไม่เยอะเท่าซีรีส์เอพิคระดับ Game of Thrones แต่สิ่งที่ทำให้ DARK ซับซ้อนแบบชนะขาดลอยไปเลย คือการเล่าเรื่องที่มาพร้อมกับช่วงเวลา มากกว่า 1 ไทม์ไลน์ และตัวละครที่เดินเรื่องนั้น ปรากฏตัวมากกว่า 1 ช่วงเวลา แต่ละช่วงเวลามีระยะห่างกัน 33 ปี ดังนั้น เราจะได้เห็นบางตัวละครทั้งในวัยเด็ก วัยโต และวัยชรา ซึ่งแน่นอนว่าใช้นักแสดงเล่นคนละคนกัน ดังนั้นนอกจากความซับซ้อนที่เกิดขึ้นจากการเส้นเรื่องอันน่าปวดหัวแล้ว ยังต้องจำให้ได้ด้วยว่า ใครเล่นเป็นใคร ในช่วงเวลาไหน

 

 

การเล่าเรื่องในหลายช่วงเวลาเกิดจากพล็อตหลักของซีรีส์ที่ว่าด้วย การหายตัวไปอย่างลึกลับของเด็กที่อาศัยอยู่ในเมืองวีเดน (เมืองสมมุติที่อยู่ในเยอรมนี) โดยซีรีส์เปิดเรื่องด้วยฉากการฆ่าตัวตายอันเป็นปริศนาของพ่อของโยนาส เด็กหนุ่มนักเรียนไฮสคูล ที่ต้องรับมือกับการจากไปอย่างกะทันหันของผู้ให้กำเนิดเขา ทิ้งเขาให้อยู่เพียงลำพังกับคุณแม่ที่ใช้ชีวิตอย่างอมทุกข์ เรื่องราวความลึกลับเริ่มดำเนินไปมากยิ่งขึ้น เมื่อมิคาเอล ลูกคนเล็กของครอบครัวที่สนิทกับครอบครัวของโยนาส หายตัวไปอย่างปริศนา จนกระทั่งหลายคนพุ่งเป้าไปที่ถ้ำลึกลับกลางป่า ซึ่งเชื่อว่ามีหลายชีวิตหายตัวเข้าไปในนี้และไม่ได้กลับมา กลายเป็นทฤษฎีที่เชื่อมโยงเรื่องการหายตัวไป และการเดินทางข้ามเวลา !

 

แม้จะลึกลับซับซ้อนขนาดไหน แต่ DARK เป็นซีรีส์เรื่องที่ผู้เขียนแนะนำว่า ไม่ควรค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมใน Google โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผนผังตัวละคร เพราะอาจจะทำให้ผู้ชมรู้ถึงความเชื่อมโยงบางอย่างได้ ก่อนที่ซีรีส์จะเฉลย แนะนำว่าให้ค่อยๆดู ค่อยๆทำความรู้จักตัวละครไป แล้วจะสนุกกับความลึกลับและปริศนาที่ค่อยๆคลี่คลายในแต่ละตอน (หรือปริศนาที่เพิ่มมากขึ้นในแต่ละตอน) ใครที่เคยชื่นชอบซีรีส์ประเภทเดียวกับเรื่อง Lost แนะนำว่าไม่ควรพลาด โดยนอกจากบทซีรีส์ที่เขียนโยงเรื่องราวไว้อย่างชาญฉลาดแล้ว ต้องปรบมือให้กับการคัดเลือกนักแสดง ที่ช่วยให้ DARK ดูไม่ยากอย่างที่ควรจะเป็น เพราะหลายตัวละครที่ปรากฏตัวในหลายช่วงเวลา ซึ่งใช้นักแสดงคนละคนกันในแต่ละช่วงอายุนั้น มีการคัดเลือกมาอย่างดี สามารถดูออกได้ไม่ยาก ว่าเด็กคนนี้คือผู้ใหญ่คนนั้น และถ่ายทอดคาแร็คเตอร์ออกมาอย่างเด่นชัด จนต้องปรบมือให้ทั้งนักแสดงและคนคัดเลือกนักแสดง

 

องค์ประกอบอื่นๆของ DARK ยิ่งช่วยเกื้อหนุนให้ซีรีส์เรื่องนี้ดูลึกลับมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ งานดนตรีประกอบที่หลอนติดหูในแทบทุกฉาก และที่เด็ดสุด คืองานภาพ ที่ฉายภาพเมืองสมมุติอย่างวีเดน ออกมาได้ชวนน่าค้นหา มีมุมกล้องสวยๆ องค์ประกอบภาพที่ลงตัวแทบทุกตอน งานภาพไม่เพียงแต่ลงตัวในแบบของมัน แต่ยังช่วยสื่ออารมณ์และสื่อความหมายในหลายฉากอีกด้วย ดังนั้น ใครที่เคยกลัวการดู DARK เพราะชื่อเสียงในแง่ความซับซ้อนของมัน แนะนำว่า อย่าให้คำขู่เหล่านั้น มาหยุดคุณจากซีรีส์เรื่องนี้ได้

 

MONEY HEIST

 


ซีรีส์แนวแอ็กชันระทึกขวัญสัญชาติสเปน ที่คอหนังอาจจะคุ้นเคยในชื่อ La Casa de Papel ซึ่งเลื่องลือชื่อเสียงโด่งดังจากฉากวางแผนการปล้น ที่ทั้งเร้าอารมณ์และซับซ้อนถูกใจแฟนๆยิ่งนัก โดยซีรีส์เรื่องนี้ มีการสร้างมาแล้วทั้งหมด 2 ซีซั่น โดยแต่ละซีซั่นถูกแบ่งออกเป็นครึ่งแรกและครึ่งหลัง ซึ่งล่าสุด Money Heist ครึ่งแรกของซีซั่น 2 ถูกปล่อยออกมาแล้ว และกำลังถ่ายทำครึ่งหลังเพื่อให้ทันได้ชมกันช่วงต้นปีหน้า

 

สำหรับเรื่องราวหลักๆของแต่ละซีซั่น จะเกี่ยวข้องกับการปล้น ซึ่งในซีซั่นแรกที่เรียกกลุ่มผู้ชมได้อย่างมาก คือการวางแผนปล้นโรงกษาปณ์ของประเทศสเปน โดยการปล้นเงินในครั้งนี้ จะไม่ใช่การปล้นเงินของประชาชน แต่เปรียบเสมือนการปล้นเงินที่ไม่เคยมีอยู่จริงเสียมากกว่า เพราะกลุ่มโจรนั้น วางแผนยึดโรงกษาปณ์เพื่อพิมพ์แบงค์ใหม่ทั้งหมด ! ดังนั้น ถ้าหากกลุ่มโจรสามารถยึดโรงกษาปณ์ได้นานมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งพิมพ์แบงค์ใหม่ได้มากเท่านั้น โดยไฮไลต์หลักของเรื่องราว คือการที่ซีรีส์เลือกเล่าเรื่องในสองช่วงเวลาไปพร้อมๆกัน นั่นคือช่วงเวลาการปล้นโรงกษาปณ์และจับพนักงานกับประชาชนเป็นตัวประกัน ในช่วงเวลานี้ก็จะเน้นเรื่องความตื่นเต้น และการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของกลุ่มโจร ส่วนอีกช่วงเวลาที่การย้อนกลับไปเล่าถึง การวางแผนยึดโรงกษาปณ์ พอเล่าเรื่องควบคู่กันไปในลักษณะนี้ เปิดโอกาสให้ซีรีส์สามารถค่อยๆเผยสิ่งที่ปิดบังเอาไว้ได้ ทำให้ผู้ชมลุ้นไปพร้อมๆกันว่า เรื่องที่เกิดขึ้นบนจอ เป็นเรื่องที่วางแผนไว้แล้วหรือผิดแผน


 

อีกหนึ่งไฮไลต์ซึ่งเป็นจุดเด่นของ Money Heist คือการชิงไหวชิงพริบ ระหว่างกลุ่มโจรที่อยู่ภายในโรงกษาปณ์และตำรวจภายนอก ที่ต้องควบคุมสถานการณ์ วางแผนชิงตัวประกัน แถมยังต้องวางแผนจับโจรกลุ่มนี้ ความยากคือการที่โจรกลุ่มนี้ปิดบังใบหน้า และใช้ชื่อเมืองต่างๆ เป็นรหัสลับในการเรียกแทนชื่อจริง ทำให้ตำรวจยากขึ้นไปอีกในการสืบว่าพวกเขาคือใครกันแน่ และเคยมีประวัติอาชญากรรมอะไรบ้าง ด้วยคุณภาพของซีรีส์ทำให้ Money Heist ชนะรางวัล International Emmy Awards ในสาขาซีรีส์ดราม่ายอดเยี่ยม เมื่อปี 2018 ที่ผ่านมาอีกด้วย

 

สำหรับซีซ่ันที่ 2 ที่เพิ่งปล่อยครึ่งแรกออกมาให้ชมกันนั้น จะเป็นเรื่องราวการปล้นทอง ในธนาคารแห่งชาติของสเปน ซึ่งในซีซั่นใหม่นี้ จะมีจุดประสงค์ในการปล้นที่ต่างจากเดิม ไม่เหมือนซีซั่นแรกที่พุ่งเป้าไปที่เรื่องเงินเป็นหลัก แต่แรงจูงใจของตัวละครในคราวนี้จะเป็นอะไรนั้น ผู้อ่านอาจจะต้องไปติดตามกันเอง เดี๋ยวจะเป็นการเผยจุดพลิกผันของซีซั่นแรกไปเสียก่อน

 

แต่สำหรับ Money Heist ซีซั่นที่สองนั้น แม้เพิ่งจะปล่อยฉายใน Netflix ไปไม่นาน ก็ทำสถิติใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะ Netflix เผยว่า ซีรีส์เรื่องดังกล่าวมียอดผู้ชมในสัปดาห์แรกจากทั่วโลก มากถึง 34 ล้าน ทุบสถิติเป็นซีรีส์ที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ ที่มียอดผู้ชมใน 7 วันแรก มากที่สุดตลอดกาลของ Netflix อีกด้วย ตอกย้ำความนิยมของซีรีส์นี้จากทั่วโลกได้เป็นอย่างดี ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีรายงานว่า ชาร์รุคข่าน ซูเปอร์สตาร์ชาวอินเดีย เตรียมซื้อลิขสิทธิ์ซีรีส์นี้ ไปสร้างเป็นภาพยนตร์เวอร์ชั่นบอลลีวู้ดอีกด้วย ซึ่งน่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะถ้าได้ติดตามผลงานของ ชาร์รุคข่าน จะพบว่า ตัวเขาเองนั้นเหมาะสมกับบท โปรเฟสเซอร์ หัวหน้ากลุ่มโจรในซีรีส์ Money Heist เป็นอย่างมาก

 

HIGH SEAS

 

อีกหนึ่งซีรีส์เด็ดสัญชาติสเปน เหมาะสำหรับคอหนังที่ชื่นชอบแนวสืบสวนสอบสวน ไขปริศนาคดีฆาตกรรม ใครที่ชอบอ่านการ์ตูนอย่างโคนัน หรือนิยายนักสืบของอาการ์ธ่า คริสตี้ น่าจะถูกใจกับเรื่อง High Seas นี้ (หรือชื่อภาษาสเปนว่า Alta Mar) โดยในเรื่องจะพาผู้ชมย้อนกลับไปในยุค 1940 เล่าเรื่องราวคดีฆาตกรรมในสถานที่ปิดตาย นั่นคือบนเรือสำราญลำหรู สถานที่ซึ่งผู้โดยสารและลูกเรือ ไม่สามารถหนีออกไปไหนได้ ท่ามกลางพายุที่กำลังพัดเข้ามา พวกเขาจำเป็นต้องใช้ชีวิตบนเรือลำนี้ โดยมีฆาตกรหลบซ่อนอยู่ท่ามกลางพวกเขา

 

โดยสองตัวละครหลักของซีรีส์ คือ อีวา และแคโรลิน่า สองพี่น้องสาวชนชั้นสูง ที่โดยสารเรือสำราญลำนี้ เพราะคนพี่กำลังจะเข้าพิธีวิวาห์บนเรือ เพราะว่าที่สามีของเธอคือเจ้าของเรือลำดังกล่าว ดังนั้นเหล่าบรรดาญาติมิตร แขกระดับวีไอพี จึงล้วนแต่เป็นผู้โดยสารบนเรือทั้งสิ้น แต่แล้วเรื่องราวอันไม่น่าไว้วางใจก็เกิดขึ้น เริ่มจากพวกเธอทั้งสองคนให้ความช่วยเหลือหญิงปริศนาคนหนึ่งจากการลอบทำร้าย โดยเธออ้างว่าทางเดียวที่เธอจะรอดชีวิตได้ คือการหนีขึ้นเรือสำราญลำดังกล่าว สองพี่น้องจึงช่วยเหลือ หาทางหลบซ่อนหญิงปริศนาคนนี้ ให้หนีขึ้นเรือมาให้ได้ แต่แล้วหลังจากนั้นไม่นาน เรื่องอกสั่นขวัญผวาก็เริ่มต้นขึ้น เมื่อพวกเธอพบว่ามีการโยนศพผู้โดยสารลงไปในทะเล แต่ศพดังกล่าวเป็นใครกันแน่ ? และฆาตกรที่ก่อเหตุคือใครกัน ต้องมาติดตามหาคำตอบในซีรีส์เรื่องนี้


ความน่าสนใจของ High Seas แน่นอนว่าลำดับแรกคือการเดินเรื่อง ด้วยพล็อตที่เกี่ยวข้องกับปริศนาฆาตกรรม ไม่เพียงแค่ซีรีส์สร้างปม และรอในการคลี่คลายเท่านั้น แต่ยิ่งดูเหมือนว่าจะมีปมใหม่ๆมาให้ขยี้มากขึ้นเรื่อยๆ แถมยังมีการสับขาหลอก ให้ผู้ชมสับสนเล่นๆว่าใครกันแน่คือฆาตกร สรุปแล้ว ใครเป็นคนดีหรือคนไม่ดี ซีรีส์เรื่องนี้สามารถสร้างความไม่น่าไว้วางใจได้ตลอดเวลา ส่วนอีกหนึ่งความน่าสนใจ ซึ่งถือว่าเป็นเซอร์ไพรสทีเดียว คือปมเกี่ยวกับความรัก ซีรีส์ไม่ได้มุ่งแต่จะเล่าในเชิงสืบสวนสอบสวน แต่ยังให้ความสำคัญกับ Love Story ซึ่งแอบมีโครงสร้างคล้ายๆกับ Titanic เนื่องด้วยเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นบนเรือสำราญ ดังนั้นนอกจากผู้โดยสารในชนชั้นสูงแล้ว กลุ่มคนรวยเหล่านี้ ก็มักจะมีคนรับใช้เดินทางไปพร้อมๆกันด้วย จึงเกิดเป็นเรื่องราวรักข้ามชนชั้น ที่สนุกและเผ็ดร้อนไม่แพ้กับปมฆาตกรรมเลยทีเดียว

 

จากความสำเร็จของซีซั่นแรกซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของผู้ชมและมียอดวิวที่สูงไม่แพ้ซีรีส์เรื่องอื่นๆ ทำให้ทาง Netflix ตัดสินใจอนุมัติการสร้างซีซั่นที่ 2 แล้ว ซึ่งยังคงยึดแนวฆาตกรรมสืบสวนสอบสวนเช่นเดิม โดยจะเป็นการต่อยอดจากบางปม และบางปริศนาที่ได้มีการทิ้งท้ายไว้ในช่วงปลายซีซั่นแรก แม้จะยังไม่มีการยืนยันกำหนดฉายของซีซั่นต่อไป แต่คาดว่าผู้ชมน่าจะได้ดูกันภายในปี 2020 อย่างแน่นอน

         

ELITE

 

ซีรีส์สุดแซ่บสัญชาติสเปน ที่ถูกขนานนามว่าเป็น Gossip Girl สำหรับฝั่งยุโรป เล่าเรื่องราวของนักเรียนจากชนชั้นล่าง 3 คน ที่ได้รับทุนการศึกษาให้เข้าเรียนที่โรงเรียนสุดหรู หลังจากที่โรงเรียนเก่าของพวกเขาโดนยุบ โดยในโรงเรียนใหม่แห่งนี้ เต็มไปด้วยเด็กนักเรียนจากบ้านคนรวย ที่พวกเขาต้องจ่ายค่าเทอมสุดแพง เพื่อให้ได้เรียนในสถานที่แห่งนี้ ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาเพื่อคนกลุ่มมหาเศรษฐีเท่านั้น ดังนั้น เมื่อทั้ง 3 คนย่างก้าวเข้ามาในโรงเรียนเอกชนแห่งนี้ พวกเขาจึงถูกมองว่าเป็น "ตัวประหลาด" เป็นส่วนเกินของโรงเรียนไปโดยปริยาย

 

ความพีคของ Elite เกิดขึ้นเมื่อซีรีส์เปิดด้วยฉากการเสียชีวิตของหนึ่งในตัวละครหลัก ลูกสาวคนรวยหัวขบถ ผู้ซึ่งไม่ชอบในวิถีของคนรวย เธอต่อต้านครอบครัวและมักจะใช้เวลาขลุกอยู่กับคนจน ซีรีส์ใช้วิธีการเล่าเรื่องแบบตัดสลับระหว่าง ช่วงเวลาหลังการเสียชีวิตของเธอ เป็นฉากที่ตำรวจนั้นสอบสวนเพื่อนนักเรียนทีละคน สลับกับเหตุการณ์ช่วงที่เธอยังมีชีวิต ซีรีส์ค่อยๆพาผู้ชมไปรู้จักแต่ละตัวละคร ใครมีความสัมพันธ์กับใครอย่างไรบ้าง เพื่อให้เห็นถึงมุมมองของแต่ละตัวละคร ว่าใครมีแรงจูงใจในการฆ่านางเอกบ้าง ซึ่งแน่นอนว่ากลุ่มคนรวยในโรงเรียน มองว่านักเรียนใหม่จากโรงเรียนชนชั้นล่างทั้ง 3 คน น่าจะเป็นฆาตกร เป็นตัวอันตราย เพราะพวกเขามาจากสังคมที่แตกต่างจากคนกลุ่มนี้

 

นอกจากปมเรื่องคดีฆาตกรรม การไขปริศนาเรื่องใครกันแน่คือผู้ก่อเหตุแล้ว แน่นอนว่าสีสันสำคัญของ Elite คือปมความรักที่เกิดขึ้นในเรื่อง ซึ่งแซ่บระดับพริกสิบเม็ด ผู้ชมจะได้เห็นความสัมพันธ์ในหลากหลายรูปแบบในโรงเรียนคนรวยแห่งนี้ ซึ่งด้วยความเป็นซีรีส์จากฝั่งยุโรป และไม่ได้ฉายทางโทรทัศน์เป็นหลัก (แต่ฉายในระบบสตรีมมิ่งอย่าง Netflix) ทำให้ผู้สร้างมีความกล้าที่จะใส่ทั้งพล็อตและฉากที่ีค่อนข้างหวือหวาเพิ่มมากขึ้น มีความเซ็กซี่ในระดับที่มากกว่าปกติ เพิ่มความแซ่บให้เรื่องราวมากขึ้นไปอีก

 

ภาพรวมไม่เพียงแต่ Elite จะชูประเด็นเรื่องคลี่คลายปมฆาตกรรม กับความสัมพันธ์ในหลายรูปแบบเท่านั้น คุณค่าของ Elite ที่มองข้ามไม่ได้เลย คือการวิพากษ์สังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือประเด็นเรื่องชนชั้น จากหลายมุมมองของตัวละครในเรีื่อง ทำให้ Elite ดูแบบผ่านเลยไป เอาแค่ความสนุกไม่ได้อีกแล้ว ซึ่งความสำเร็จในซีซั่นแรกทำให้ Elite ได้รับการอนุมัติให้สร้างซีซั่นที่ 2 ซึ่งมีคิวจะฉายในต้นเดือนกันยายนที่จะถึงนี้

 

SEX EDUCATION

 


คอหนังชาวไทยน่าจะพอรู้จักกับซีรีส์ฝรั่งเรื่องนี้ และอาจจะเข้าใจผิดว่าเป็นซีรีส์จากฝั่งฮอลลีวู้ด แต่อันที่จริงแล้ว Sex Education เป็นผลงานสัญชาติอังกฤษ แม้จะพูดภาษาอังกฤษแบบเดียวกับซีรีส์ฝั่งอเมริกา แต่เอกลักษณ์ของเรื่องราว งานโปรดักชั่น บรรยากาศในซีรีส์นั้น มีกลิ่นอายของฝั่งยุโรปที่ค่อนข้างชัดเจนมาก สำหรับคอหนังที่เสพผลงานฝั่งสหราชอาณาจักรฯ น่าจะสามารถบอกได้ทันที ว่าซีรีส์เรื่องนี้มาจากฝั่งไหน

 

 Sex Education จับเอาเรื่องราวเกี่ยวกับเพศศึกษามาขยายเป็นเรื่องราวได้อย่างน่าสนใจ เล่าถึงโอทิส เด็กหนุ่มที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์ด้านเพศแม้แต่ครั้งเดียว แต่เขามีแม่ที่เชี่ยวชาญเรื่องเพศสัมพันธ์อย่างมาก ในระดับที่ว่าเธอทำอาชีพเป็น Sex Therapist หรือนักบำบัดเกี่ยวกับเพศ คอยให้คำปรึกษาคนไข้ที่มีปัญหาเรื่องเซ็กซ์ หลังจากเธอหย่ากับสามี เธอนั้นใช้ชีวิตเพียงลำพังกับลูกชาย และบำบัดความใคร่ของตัวเอง ด้วยเพศสัมพันธ์แบบ One Night Stand อยู่ตลอดเวลา โดยเหตุการณ์ในซีรีส์เริ่มต้นขึ้นเมื่อ โอทิสนั้น จับพลัดจับผลู กลายมาเป็นผู้ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับเรื่องเพศอย่างไม่ได้ตั้งใจ ด้วยความรู้รอบตัวที่ได้มาจากแม่ที่บ้าน ทำให้ชื่อเสียงของโอทิสนั้น เริ่มแพร่กระจายออกไปไกล เหล่าบรรดานักเรียนเริ่มแห่กันมาขอคำปรึกษาจากเขา ในขณะเดียวกัน ตัวเขาเองยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องของตัวเองได้ด้วยซ้ำ

 

นอกจากพล็อตเรื่องที่สนุกแล้ว Sex Education ยังเหมือนช่วยบำบัดผู้ชมไปพร้อมๆกัน สำหรับใครที่อาจจะมีปัญหาแบบเดียวกับตัวละครในเรื่อง ก็สามารถหยิบเอาคำตอบของคำถามจากพระเอก ไปใช้ในชีวิตจริงได้เหมือนกัน คล้ายการฟัง Club Friday เรื่องของคนอื่น แต่สุดท้ายพวกเราก็ได้เรียนรู้จากเรื่องราวเหล่านั้น ซึ่งอีกหนึ่งไฮไลต์ของซีรีส์ คือการได้นักแสดงรุ่นใหญ่อย่าง จิลเลี่ยน แอนเดอร์สัน ที่คอซีรีส์รู้จักกันดีจากซีรีส์ไซไฟระดับตำนานอย่าง The X-Files มารับบทนำ ในบทของคุณแม่ และได้นักแสดงวัยรุ่นฝีมือดี อาซา บัตเตอร์ฟีลด์ จาก Hugo และ Ender's Game มารับบทพระเอกของเรื่อง

 

โดยซีรีส์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จทั้งในแง่ของคำชมและความนิยม โดย Sex Education ได้คะแนนแง่บวกจากเว็บไซด์ Rotten Tomatoes ไปมากถึง 91% นอกจากนี้ทาง Netflix ยังออกมาเผยว่า Sex Education มียอดผู้ชมจากทั่วโลกในเดือนแรก มากถึง 40 ล้านคน ซึ่งถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียว สำหรับซีรีส์แนวดราม่า ซึ่งโดยปกติแล้วผู้ชมมักเลือกชมแนวแอ็กชั่นหรือระทึกขวัญเสียมากกว่า ทำให้ทาง Netflix เองไม่รอช้า ประกาศไฟเขียวเดินหน้าสร้างภาคต่อกันแล้ว คาดว่าภายในกลางปีหน้า น่าจะได้ชม ซีซั่น 2 อย่างแน่นอน

***************

บันเทิง