SO WATCH BY GOSSIPGUN |

SO WATCH BY GOSSIPGUN


Midsommar หนังสยองที่หลอกกันกลางวันแสกๆ

 

HIGHLIGHTS

 

  • ผู้กำกับคลื่นลูกใหม่ของหนังสยองขวัญ ที่ถูกจับตามองมากที่สุดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา คือ อารี แอสเตอร์ ที่แจ้งเกิดจาก Hereditary หนังเขย่าขวัญสั่นประสาทที่เลือกเล่าเรื่องด้วยสไตล์เฉพาะตัวของผู้กำกับ ที่แตกต่างจากหนังในประเภทเดียวกัน จนกระทั่งคอหนังจำนวนไม่น้อย เริ่มยกย่องให้เขาเป็นผู้กำกับ Auteur (หรือผู้กำกับที่มีแนวทางเฉพาะตัวอย่างชัดเจน)

 

  • ฤดูร้อนปีนี้ อารี แอสเตอร์ กลับมาพร้อมผลงานใหม่อย่าง Midsommar ที่สร้างความฮือฮาด้วยการโปรยว่า เป็นหนังสยองขวัญที่จะเล่าเรื่องในช่วงเวลากลางวันทั้งหมด แทบจะไม่มีซีนที่จะเกิดขึ้นช่วงกลางคืนเลย ซึ่งแปลก และแตกต่างจากหนังสยองขวัญทั่วไป ที่มักใช้ความมืดให้เกิดประโยชน์กับผู้ชม ในการสร้างความกลัว

 

  • Midsommar คว้าเรตที่แรงสุดในไทย อย่างเรต ฉ20 ซึ่งหมายถึงผู้ชมที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี จะถูกจำกัดสิทธิ์ ห้ามชมด้วยประการทั้งปวง และจะมีการตรวจบัตรประชาชนก่อนเข้าชม ทำให้คอหนังต่างคาดเดากันไปต่างๆนานา ว่าด้วยสาเหตุใดกัน ทำให้หนังได้รับเรตที่หนักขนาดนี้ แม้ว่าในอเมริกาจะได้เพียงเรต R เท่านั้น (เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 17 ปี สามารถเข้าชมได้พร้อมกับผู้ปกครอง)

 

***************


อารี แอสเตอร์ เจ้าพ่อหนังสยองขวัญคนต่อไป

 

 

ในยุคที่คอหนังสยองขวัญ เสพหนังสยองแนวหลอน เล่าเรื่องในแบบมิติเดียว (ไม่ต้องมีการตีความ) เน้นฉากผีประเภทกระชากอารมณ์ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "ผีตุ้งแช่" อาทิ จักรวาล The Conjuring เมื่อปีที่ผ่านมา ก็ได้มีหนังผีเรื่องหนึ่งเข้าฉายเงียบๆในช่วงกลางซัมเมอร์ แต่กลับเป็นที่พูดถึงอย่างไม่หยุด ถึงความเฮี้ยนของหนัง และรูปแบบการนำเสนอที่แตกต่างจากหนังสยองขวัญทั่วไปในตลาด เป็นการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับหนังในแนวเดียวกันนี้ นั่นคือ Hereditary ซึ่งเป็นผลงานภาพยนตร์ยาวเรื่องแรกของผู้กำกับที่มีชื่อว่า "อารี แอสเตอร์"

 

Hereditary เล่าถึงความเศร้าหมองของครอบครัวหนึ่ง หลังการสูญเสียญาติผู้ใหญ่ในบ้านไป ทำให้สมาชิกในครอบครัวทุกคน ล้วนอยู่ในความโศกเศร้า แต่ไม่นานหลังจากนั้น ครอบครัวนี้ก็ต้องเผชิญกับเหตุการณ์สุดช็อกอีกครั้ง ที่ทำให้แทบทุกตัวละครในเรื่องเสียการทรงตัว และความลับอันดำมืดที่ถูกซ่อนไว้ในสายเลือดของตระกูลนี้ ก็ค่อยๆถูกเผยออกมา

 

 

โดย Hereditary เข้าฉายครั้งแรกในเทศกาลหนังซันแดนส์ เมื่อช่วงต้นปี 2018 และสร้างความฮือฮานับตั้งแต่นั้น หลังจากที่หนังเข้าฉายทั่วโลกในเดือนมิถุนายน ปีเดียวกัน จากทุนสร้างเพียง 10 ล้านเหรียญฯ หนังสามารถกวาดรายได้จากทั่วโลกไปมากถึง 79 ล้านเหรียญฯ ทุบสถิติเป็นหนังที่ทำเงินสูงสุดทั่วโลกของค่ายหนังเล็กๆอย่าง A24 ที่ผลิตแต่หนังอินดี้เป็นส่วนใหญ่ จากกระแสปากต่อปาก และคำวิจารณ์ในแง่บวก ที่หนังคว้าไปถึง 89% จากเว็บไซด์ Rotten Tomatoes

 

สิ่งที่ทำให้ Hereditary แตกต่างจากหนังสยองขวัญทั่วไป ไม่ใช่เรื่องพล็อต แต่เป็นสไตล์การเล่าเรื่องของผู้กำกับ อารี แอสเตอร์ ที่โดดเด่น ไม่พยายามเอาใจตลาดด้วยวิธีการแบบฮอลลีวู้ดทั่วไป แต่เขาเลือกที่จะเล่าเรื่องแบบ Slow Burn คือค่อยเป็นค่อยไป ปล่อยให้เรื่องราวไปอย่างช้าๆ ค่อยๆมอดไหม้จนสุดท้ายเป็นตอตะโก แตกต่างจากหนังผีส่วนใหญ่ ที่เดินเรื่องอย่างฉับไว และรีบเข้าสู่ฉากสยองขวัญให้ไวที่สุด แต่หนังเรื่องนี้กลับค่อยๆดำเนินเรื่อง และใช้บรรยากาศโดยรอบ กับความวังเวงของพล็อต เป็นตัวสร้างความขนลุกให้กับผู้ชม

 

ความแตกต่างและสดใหม่ของหนัง ที่กำกับโดย อารี แอสเตอร์ ทำให้แฟนหนังสยองขวัญต่างจับตามองว่าผลงานเรื่องต่อไปจะเป็นในทิศทางใด ซึ่งเขาเองก็ไม่ทำให้แฟนๆรอช้า เพราะทันทีที่ Hereditary ออกฉาย ก็มีการประกาศต่อทันทีว่า ผลงานชิ้นต่อไปของเขาคือ Midsommar และจะเข้าฉายในซัมเมอร์ปีถัดไป ซึ่งถือว่ารวดเร็วมาก เมื่อเทียบกับขั้นตอนการสร้างหนังเรื่องอื่นๆ ทำให้คอหนังต้องรอเพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น ก็จะได้สัมผัสถึงหนังระทึกขวัญในรสชาติใหม่ๆ จากฝีมือของผู้กำกับท่านนี้

 

Midsommar หนังสยองที่เล่าเรื่องแต่ตอนกลางวัน

 

แค่การเกริ่นนำว่า Midsommar จะเป็นหนังสยองขวัญที่เล่าเรื่องเฉพาะช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ไม่ตกดิน แค่นี้ก็ทำให้คอหนังสยองตื่นเต้นไปตามๆกันแล้ว เพราะมันผิดวิสัยหนังประเภทนี้เป็นอย่างมาก ที่มักจะเล่าเหตุการณ์ในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งหนังแทบทุกเรื่องใช้ความมืดเป็นองค์ประกอบหลัก ในการหลอกล่อผู้ชม ให้ไม่สามารถเดาทางได้ว่า ผีจะออกมาตอนไหน การที่ผู้ชมมองไม่เห็นอะไร และไม่รู้ว่าจะได้เจออะไร เป็นปัจจัยสำคัญที่หนังเล่นกับอารมณ์ของคนดู แต่การที่ Midsommar หาญกล้าบอกว่า เราจะเล่าเรื่องแค่ตอนกลางวัน แค่คิดก็จินตนาการไปไกลแล้ว ว่าหนังสยองขวัญแบบไหนกัน ที่จะมาหลอกกันกลางวันแสกๆ

 

อารี แอสเตอร์ อธิบาย Midsommar ว่าคือ "หนังที่เล่าถึงการเลิกรากันของคู่รักในบรรยากาศของหนังสยองขวัญตำนานท้องถิ่น" จากแรกเริ่มเดิมที ไอเดียของเขา คือการสร้างหนังสยองขวัญแนวไล่ฆ่ากันในบรรยากาศของประเทศสวีเดน แต่แล้วด้วยเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตส่วนตัว เขารู้สึกว่า เรื่องราวของสองตัวละครนำ ที่กำลังเผชิญหน้ากับจุดริมเหวของความสัมพันธ์ ช่างเปราะบางและน่าสนใจเสียเหลือเกิน จึงถูกนำมาพัฒนาเป็นแกนกลางของหนังสยองขวัญเรื่องนี้ จนสามารถเรียกความสนใจจากนายทุนทั้งฝั่งของ ฮอลลีวู้ดและสวีเดน ให้มาลงทุนในหนังเรื่องนี้ได้

 

Midsommar เป็นอีกครั้งที่ อารี แอสเตอร์ เริ่มเล่าเรื่องราวสยองขวัญด้วยโศกนาฏกรรมของครอบครัว แบบเดียวกับใน Hereditary ที่ครอบครัวตัวละครนำสูญเสียญาติผู้ใหญ่ไป แต่สำหรับ Midsommar นั้นโหดร้ายกว่า เมื่อแดนี่ หญิงสาวคนหนึ่งต้องเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อพ่อแม่และพี่สาวของเธอนั้น ได้ก่อเหตุรมควันเพื่อฆ่าตัวตาย ทำให้เธอต้องเผชิญกับโลกเพียงลำพัง โดยปราศจากคนในครอบครัว มีเพียงคริสเตียน แฟนหนุ่มที่กำลังรู้สึกว่า ความสัมพันธ์ของพวกเขากำลังจะเดินทางไปถึงจุดสิ้นสุด แต่เขากลับไม่สามารถทิ้งแดนี่ ไว้เพียงลำพังได้ เพราะเธอไม่เหลือใครบนโลกใบนี้อีกแล้ว นอกจากเขา

 

ไม่นานหลังจากนั้น แดนี่ ก็ตัดสินใจเดินทางไปเที่ยวที่ประเทศสวีเดน ร่วมกับแฟนหนุ่ม และเพื่อนๆ ที่ตอนแรกแก๊งเพื่อนชายกลุ่มนี้ ก็ไม่ค่อยต้อนรับให้เธอมาร่วมทริปเท่าไหร่นัก เพราะวางแผนจะเที่ยวแบบห่ามๆกันตามสไตล์หนุ่มๆ เมื่อมีสมาชิกผู้หญิงเข้ามาด้วย คงจะไม่สนุกนัก โดยเป้าหมายแรกของทริปนี้ คือการเดินทางไปร่วมเทศกาลเฉลิมฉลองกลางซัมเมอร์ เทศกาลที่คนกลุ่มหนึ่งจะมารวมตัวกัน ในช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ไม่ตกดินเป็นเวลา 9 วัน 9 คืน ซึ่งพิธีกรรมนี้ ไม่ได้มีมานานถึง 90 ปีแล้ว นี่จึงเป็นโอกาสดีที่พวกเขาจะได้เข้าร่วม แต่ไม่นานหลังจากนั้น พวกเขาก็ได้ค้นพบว่า เทศกาลนี้กลับไม่เป็นอย่างที่พวกเขาคิด ภาพที่สวยหรู การแต่งกายที่งดงาม พิธีกรรมที่น่าหลงใหล กลับมีอะไรที่น่าขนลุกขนพองอยู่เบื้องหลัง

 

นอกจากพล็อตที่ชวนดึงดูดให้มาชม ชวนมาลุ้นว่า Midsommar จะสร้างความสยองได้อย่างไร ทีมนักแสดงนำของหนังเรื่องนี้ ก็น่าจับตามองใช่เล่น เริ่มจาก บทแดนี่ ที่ได้ ฟลอเรนซ์ พิ้วท์ นักแสดงหญิงฝีมือดีจาก Fighting with My Family มารับบทนำ ซึ่งปีนี้เธอกำลังจะมีผลงานอีกครั้งช่วงปลายปีใน Little Women ที่ร่วมแสดงด้วย เซียร์ช่า โรแนน และเอ็มม่า วัตสัน และปีหน้า เธอจะได้ร่วมจอในหนังมาร์เวลฟอร์มยักษ์เรื่อง Black Widow อีกด้วย ขณะที่บทคริสเตียน พระเอกของเรื่องนั้น หนังได้ แจ็ค เรย์เนอร์ นักแสดงหนุ่มที่หลายคนแซวว่าคล้ายกับ คริส แพร็ตต์ มารับบทดังกล่าว โดยผลงานของแจ็คที่เด่นๆ ก็มีทั้ง Transformers : Age of Extinction และ Sing Street ส่วนคนที่คนไทยคุ้นหน้าที่สุด คือหนุ่ม วิล โพลเตอร์ จากหนังชุด The Maze Runner กับ The Chronicles of Narnia จะมาในบทของสมาชิกร่วมแก๊งของ คริสเตียน ที่ไม่ต้อนรับนางเอกมากนัก และคอยพยายามยุยงเพื่อนให้บอกลาผู้หญิงคนนี้ได้แล้ว

 

เทศกาลสยอง ที่ไม่สามารถดูแบบมิติเดียวได้


แน่นอนว่า Midsommar มาพร้อมกับสไตล์การเล่าเรื่องที่มีเอกลักษณ์ของผู้กำกับ อารี แอสเตอร์ ที่ชัดเจนมาก แม้ตัวพล็อตและภาพรวมหนังจะไม่เหมือนกับ Hereditary แต่สไตล์นั้น บ่งบอกตัวตนที่ชัดเจนของผู้กำกับ แน่นอนว่าหนังเล่าเรื่องแบบค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆพาผู้ชมสัมผัสกับชีวิตของนางเอก ความเศร้าหมอง ความทุกข์ที่เธอแบกรับไว้ แล้วหนังก็ค่อยๆเคลื่อนตัว พาผู้ชมไปสู่เทศกาลกลางซัมเมอร์ที่สวีเดน ค่อยๆพาผู้ชมไปรู้จักกับสถานที่ กฏเกณฑ์ต่างๆของเทศกาลนี้ ถ้าใครชื่นชอบหนังสยองขวัญ แบบมาไวไปเร็ว น่าจะไม่ถูกจริตกับ Midsommar มากนัก แต่ถ้าใครชอบสไตล์ Slow Burn อย่างที่กล่าวไปตอนต้นนั้น น่าจะเพลิดเพลินกับการเสพหนังสยองขวัญเรื่องนี้

 

และแม้ว่าหนังจะไม่เร่งรีบในการเล่าเรื่อง แต่เมื่อถึงจังหวะพีคตรงที่ควรจะเป็น หนังก็ไม่ประนีประนอมกับผู้ชม ในฉากที่ต้องสะกดผู้ชมหรือตั้งใจจะสร้างความหวาดกลัวนั้น ผู้กำกับ อารี แอสเตอร์ ก็ใส่เต็มในระดับความแรงที่เชื่อว่า คนส่วนใหญ่ในโรง อาจจะต้องเบือนหน้าหนี  แต่ความแรงเบอร์นี้ ก็ไม่ได้มาในปริมาณที่เยอะจนเกินจะรับไหว มาปุปปัปแล้วก็ผ่านไป ไม่ทิ้งไว้นานให้ผู้ชมไม่สบายใจกันยาวนาน

 

แต่สิ่งที่มาในปริมาณที่เยอะ จนแทบจะเกือบทั้งเรื่องเลยก็ว่าได้ คือฉากที่ผู้ชมน่าจะอุทานว่า "อะไรกันวะเนี่ย" โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นับจะตั้งแต่นาทีแรกที่กลุ่มของนางเอก ก้าวเข้าไปในเทศกาลแห่งนี้ ตัวละครหลักจะค่อยๆได้พบเจอกับสิ่งประหลาดมากมาย ท่ามกลางโลเคชั่นและสิ่งก่อสร้างที่ดูสวยงาม กลับมีความเพี้ยน การกระทำหลายๆอย่างที่รู้สึกกระอักกระอ่วน และไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไปเพื่ออะไร คล้ายกับพิธีกรรมมากมายที่เกิดขึ้นบนโลก ที่ผู้คนก็ไม่สามารถบอกได้เหมือนกันว่าทำไปทำไม เพียงแค่ทำต่อๆกันมา เพราะความเชื่อเท่านั้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้นี่เอง ที่บางทีลองมองกลับมา อาจจะชวนสยองมากกว่าหลายๆอย่างด้วยซ้ำ การทำอะไรเพียงเพราะว่าเขาทำต่อๆกันมา โดยไม่มีเหตุผลที่น่าเชื่อถือมารองรับ

เช่นเดียวกับ Hereditary ผลงานชิ้นก่อนของ อารี แอสเตอร์ Midsommar ไม่ได้เล่าเรื่องในมิติเดียวตามแบบฉบับหนังสยองขวัญทั่วไป ถ้าผู้ชมต้องการจะเสพเนื้อเรื่อง ตามเส้นเรื่องปกติ ที่เล่าถึงกลุ่มวัยรุ่นไปเดินทางไปร่วมเทศกาลกลางซัมเมอร์ที่สวีเดน จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นมากมายกับพวกเขาในสถานที่แห่งนี้ ตามเส้นเรื่องปกตินั้น ในช่วงครึ่งแรกของหนัง อาจจะพอทำความเข้าใจได้ แต่ในช่วงครึ่งหลัง มีหลายฉาก ที่อาจจะต้องอาศัยการตีความเข้าช่วย ไม่สามารถดูผ่านๆแบบผิวเผินได้ หนังบังคับให้ผู้ชม ต้องดูหนังในอีกมิติหนึ่งเพิ่มขึ้น หนังอัดแน่นไปด้วยฉากเชิงสัญลักษณ์ที่โผล่มาแบบชุดใหญ่ ให้ผู้ชมสายหนังทั่วไปได้งุนงงกันเล่นๆ แต่สำหรับคอหนังที่ท้าทายกับการตีความ กับปริศนาที่ผู้กำกับพยายามจะสื่อมาถึงคนดู ถือว่าท้าทายและน่าสนใจอย่างมาก ต่างจากหนังที่เพิ่งเข้าฉายในบ้านเราไปเมื่อเดือนที่แล้วอย่าง Parasite ที่ดูได้ในสองมิติเช่นกัน แต่ก็ดูได้สนุกและรู้เรื่องทั้งคู่ แต่สำหรับ  Midsommar หนังพยายามผลักผู้ชมให้คิดตามโดยตลอด มิฉะนั้นอาจจะดูไม่รู้เรื่อง และไม่เข้าใจในสิ่งที่ผู้กำกับกำลังจะสื่อก็เป็นอันได้ และด้วยเหตุผลนี้เอง ทำให้หนังแม้จะเข้าฉายในวงกว้าง แต่ก็ทำให้หนังไม่สามารถเข้าถึงคนดูทั่วไปได้นัก

 

ปรากฏการณ์ความแรง คว้าเรต ฉ20


ไม่บ่อยนักที่จะมีหนังต่างประเทศคว้าเรต ฉ20 ในประเทศไทย นั่นคือ เรตที่จำกัดอายุผู้ชม ที่อายุต่ำกว่า 20 ปี จะไม่สามารถชมภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ (ถ้าแรงไปกว่านี้ ก็คือการแบนไปเลย ไม่อนุญาตให้เข้าฉายด้วยประการทั้งปวง) ซึ่งส่วนใหญ่มักจะมาในกรณีที่มีฉากโป๊ หรือฉากเพศสัมพันธ์ที่ค่อนข้างโฉ่งฉ่าง อาทิ หนังตระกูล Fifty Shades of Grey แต่สำหรับ Midsommar ดูเหมือนว่าจะเหมาหลายๆปัจจัยเอาไว้หมด ทั้งฉากสยดสยอง ที่รุนแรงเกินกว่าเด็กจะรับไหว รวมถึงฉากเพศสัมพันธ์ที่ค่อนข้างเปิดเผยอย่างมาก จนส่งให้หนังติดเรตระดับนี้

สำหรับการคว้าเรต ฉ20 ของภาพยนตร์เรื่องนี้ในไทย ถือว่าค่อนข้างรุนแรงกว่าต่างประเทศ เพราะ Midsommar ได้เพียงเรต R ในอเมริกา หมายถึงเด็กที่อายุ 17 ปี ยังคงสามารถเข้าชมภาพยนตร์ได้ พร้อมกับผู้ปกครอง เรตที่น่าจะใกล้เคียงกับเรต ฉ20 ในฝั่งนู้นน่าจะเป็นเรต NC-17 หมายถึง No Children Under 17 หรือเด็กอายุ 17 ปีห้ามเข้าชมเป็นอันขาด ซึ่งผู้กำกับ อารี แอสเตอร์ เผยว่า เดิมทีหนังเรื่องนี้มีลุ้นจะคว้าเรตดังกล่าวเหมือนกัน แต่เขายอมตัดฉากที่เสี่ยงทั้งหมด เกือบ 30 นาทีออก เพื่อให้หนังสามารถเข้าฉายได้ในเรต R นอกจากนี้ อารี ยังเผยว่า ถ้าอยากดูฉากที่ถูกตัดออกทั้งหมด อาจจะต้องรอชมในเวอร์ชั่นดีวีดี ที่น่าจะสามารถบรรจุฉากทั้งหมดกลับเข้าไปได้

 

สรุปแล้ว Midsommar ไม่ใช่หนังสยองขวัญสำหรับทุกคน ไม่ใช่ทุกคนที่จะชื่นชอบหนังเรื่องนี้ แต่ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ อาจต้องยอมรับว่า ผลงานชิ้นนี้คือหนังที่มีความแตกต่าง ไม่ซ้ำใครจริงๆ และเชื่อว่าแนวทางในการสร้างหนังของ อารี แอสเตอร์ จะเฉพาะทางขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นเส้นทางใหม่สำหรับหนังประเภทนี้ ให้คอหนังได้ลิ้มลองกัน

 

เกร็ดน่าสนใจเกี่ยวกับ Midsommar

 

  • โดยปกติแล้ว เทศกาลมิดซัมเมอร์ของจริง ที่เกิดขึ้นที่สวีเดนนั้น มักจะจัดขึ้นในช่วงระหว่างวันที่ 20-26 มิถุนายน และมักจะประกาศให้วันก่อนหน้าเทศกาล และวันก่อนจะสิ้นสุดเทศกาลนั้น เป็นวันหยุดด้วย สถานที่ทำงานและร้านค้าก็มักจะปิดทำการในช่วงเวลาดังกล่าว

 

  • ภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้รับการไฟเขียว อนุมัติให้สร้างเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2018 และออกฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2019 หรือเพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นระยะเวลาที่ค่อนข้างสั้นอย่างมากในการสร้างหนัง 1 เรื่อง

 

  • แม้เรื่องราวในภาพยนตร์ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในประเทศสวีเดน แต่ อารี แอสเตอร์ เลือกที่จะถ่ายทำฉากเทศกาลมิดซัมเมอร์ กันที่ประเทศฮังการี

 

***************

SO WATCH

BY GOSSIPGUN

บันเทิง