SO WATCH BY GOSSIPGUN |

SO WATCH BY GOSSIPGUN


Yesterday หนังฟีลกู้ดเรื่องใหม่ จากปลายปากกาเจ้าพ่อหนังรัก

 

HIGHLIGHTS

 

  • หนังรักที่ดีที่สุดของเกาะอังกฤษ ส่วนใหญ่บทภาพยนตร์มาจากปลายปากกาของผู้ชายที่ชื่อว่า "ริชาร์ด เคอร์ติส" เขาคนนี้แจ้งเกิดจาก Four Weddings and a Funeral และมีผลงานหนังรักชั้นเยี่ยมอีกนับไม่ถ้วน และเขากำลังจะมีหนังใหม่ชื่อว่า Yesterday เข้าฉายในไทยสัปดาห์นี้

 

  • สิ่งที่ทำให้ Yesterday ทวีความน่าดูเข้าไปอีก คือการที่หนังถูกกำกับโดย แดนนี่ บอยล์ เจ้าพ่อหนังเด็กแนวจากฝั่งอังกฤษที่มีผลงานสร้างชื่ออย่าง Trainspotting และคว้าออสการ์มาแล้วจาก Slumdog Millionaire

 

  • พล็อตสุดท้าทายทำให้ Yesterday กลายเป็นหนังที่น่าลองชมอย่างยิ่ง เพราะมันเล่าถึงโลกที่ไม่มีใครรู้จักวงระดับตำนานอย่าง The Beatles ยกเว้นชายคนหนึ่งที่ชื่อว่า แจ็ค มาลิก ชายที่มีความฝันอยากจะเป็นนักร้องชื่อดัง เขาจึงสวมรอยเอาเพลงฮิตของวงนี้ มาเป็นของตัวเองเสียเลย

 

*****************

การกลับมาของเจ้าพ่อหนังรักอังกฤษ

 

Yesterday เป็นหนังโรแมนติก-แฟนตาซี-คอเมดี้ ที่มีจุดขายในหลากหลายมุม แต่ประเด็นที่น่าจะถูกใจคอหนังรักมากที่สุด คือ การที่หนังได้ ริชาร์ด เคอร์ติส มาทำหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์ และเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้

 

ชายคนนี้โด่งดังไปทั่วอังกฤษจากผลงานการเขียนบท Four Weddings and a Funeral (1994) หนังโรแมนติกเบาสมอง ที่แจ้งเกิดให้กับพระเอก ฮิวจ์ แกรนต์ (ซึ่งต่อมาก็กลายเป็นเจ้าพ่อหนังรักเช่นกัน) และส่งให้เขาเข้าชิงออสการ์โดยทันทีในปีนั้น แต่แพ้ให้กับปรมาจารย์ตัวพ่ออย่าง เควนติน ทารันติโน่ จาก Pulp Fiction ถึงจะแพ้ แต่เส้นทางในแวดวงภาพยนตร์ของ ริชาร์ด เคอร์ติส มีแต่พุ่งขึ้น เขาได้รับความไว้วางใจให้เขียนบท Beans : The Movie (1997) ภาพยนตร์เรื่องแรกของตัวละครมิสเตอร์บีน ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในหน้าจอโทรทัศน์ หลังจากนั้น เขาก็เริ่มเขียนบทหนึ่งในหนังรักที่ดีที่สุดตลอดกาล อย่าง Notting Hill (1998)

 

อย่างที่ทราบกันดีว่า Notting Hill ประสบความสำเร็จในแทบทุกทาง หนังกลายเป็นหนังอังกฤษที่กวาดรายได้มากที่สุดตลอดกาลในยุคนั้น ส่งผลให้ ริชาร์ด เคอร์ติส ได้เขียนบทหนังโรแมนติกคอเมดี้ ที่ดัดแปลงจากนิยายที่ขายดีที่สุดอย่าง Bridget Jones's Diary (2001) และไม่นานหลังจากนั้น เขาก็ได้ขึ้นแท่นเป็นผู้กำกับครั้งแรก ในหนังรักที่กลมกล่อมที่สุด และกลายเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของเทศกาลคริสต์มาส อย่าง Love Actually (2004)

 

จากวันนั้นถึงวันนี้ ริชาร์ด เคอร์ติส ต่อยอดด้วยผลงานหนังอังกฤษที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอีกมากมาย รวมถึง About Time (2013) หนังดราม่าที่เข้าไปอยู่ในใจใครหลายๆคน จนกระทั่งเขาได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการบันเทิงของอังกฤษ โดยสื่อบันเทิงยักษ์ใหญ่อย่าง The Telegraph ได้จัดอันดับ 100 Most Powerful People in British Culture หรือ 100 อันดับบุคคลที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดทางวัฒนธรรมของอังกฤษ ซึ่งปรากฏว่า ริชาร์ด เคอร์ติส ติดอันดับที่ 12 เนื่องด้วยผลงานอันมากมายของเขา สร้างแรงบันดาลใจ และส่งผลต่อการใช้ชีวิตของชาวอังกฤษเป็นอย่างมาก ดังนั้นการมาถึงของ Yesterday (2019) ผลงานการเขียนบทเรื่องล่าสุดของเจ้าพ่อหนังรักคนนี้ จึงเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นยิ่งนัก

 

เมื่อเจ้าพ่อหนังรัก เจอกับเจ้าพ่อหนังเด็กแนว

 

 

สิ่งที่ทำให้ Yesterday ทวีคูณความน่าดูมากขึ้นไปอีก คือการที่มันไม่ได้กำกับโดย ริชาร์ด เคอร์ติส เอง แต่ผู้สร้างเลือกให้หนึ่งในผู้กำกับชาวอังกฤษที่ทรงอิทธิพลที่สุด อย่าง แดนนี่ บอยล์ มาทำหน้าที่กุมบังเหียนหนังเรื่องนี้ กลายเป็นว่า ทันทีที่มีการประกาศว่า ทั้งสองคนนี้จะมาร่วมงานกัน ทำเอาคอหนัง ที่ไม่ใช่เฉพาะแค่ในอังกฤษ แต่เป็นคอหนังจากทั่วโลก ต่างตื่นเต้นและรอคอยกับหนังเรื่องนี้

ช่วงเวลาเริ่มต้นงานในแวดวงภาพยนตร์ของ ริชาร์ด เคอร์ติส และแดนนี่ บอยล์ ใกล้เคียงกันครับ รายแรกเริ่มด้วย Four Weddings and a Funeral ในปี 1994 ส่วนแดนนี่ บอยล์นั้น มีผลงานกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกคือ Shallow Grave ในปี 1995 ซึ่งกลายเป็นหนังอังกฤษที่ทำเงินมากที่สุดในปีนั้น แต่ผลงานที่ส่งให้ ชื่อเสียงของ แดนนี่ บอยล์ กว้างไกลไปทั่วโลก คือผลงานเรื่องต่อมาอย่าง Trainspotting (1996) หนังที่ว่าด้วยเรื่องของกลุ่มวัยรุ่นติดยา ที่แจ้งเกิดให้กับพระเอก ยวน แม็คเกรเกอร์ ซึ่งทำให้แดนนี่ บอยล์ เริ่มถูกมองในฐานะเจ้าพ่อหนังเด็กแนว และหนังยังได้รับการยกย่องให้ติด 1 ใน 10 หนังอังกฤษที่ดีที่สุดในศตวรรษที่แล้วอีกด้วย

 

แต่ผลงานที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของ แดนนี่ บอยล์ เกิดขึ้นในปี 2008 หลังจากที่ Slumdog Millionaire ออกฉาย หนังที่ว่าด้วยหนุ่มอินเดียที่คว้าแจ็คพ็อตรายการเกมเศรษฐีเรื่องนี้ ประสบความสำเร็จในทุกด้าน หนังคว้ารางวัลออสการ์ในฐานะภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในปีดังกล่าว และส่งให้ แดนนี่ บอยล์ ชนะทั้งออสการ์และบาฟต้า (รางวัลหนังฝั่งอังกฤษ) ในฐานะผู้กำกับยอดเยี่ยม นอกจากนี้หนังยังได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในหนังอังกฤษที่ดีที่สุดในทศวรรษที่แล้ว ดังนั้นจึงไม่แปลกใจ ไม่ว่า แดนนี่ บอยล์ จะหยิบจับโปรเจ็คอะไรหลักจากนั้น ล้วนเป็นที่จับตามองหมด

 

ตลอดชีวิตการทำงานผู้กำกับคนนี้ มีหนังหลากหลายแนวในเครดิต ทั้งหนังสยองขวัญอย่าง 28 Days Later, หนังวิทยาศาสตร์อย่าง Sunshine, หนังดราม่าชีวประวัติอย่าง Steve Jobs, หนังระทึกขวัญเอาตัวรอดอย่าง 127 Hours และเมื่อเขาเลือกที่จะมากำกับหนังรักพล็อตสุดแฟนตาซี อย่าง Yesterday จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่หลายคนจะรอคอยผลงานชิ้นนี้

 

หนังที่มาพร้อมกับพล็อตแนว What If? เรื่องล่าสุด


 

สองตัวพ่อแห่งวงการภาพยนตร์อังกฤษมาร่วมงานกันขนาดนี้ื พล็อตหนังจะต้องไม่ธรรมดา เพราะ Yesterday เป็นหนึ่งในหนังที่มีพล็อตทะเยอทะยานมากที่สุด เล่าถึงเรื่องราวของ แจ็ค มาลิก ชายหนุ่มหน้าตาธรรมดาๆ เขาใช้ชีวิตตอนกลางวันในการเป็นพนักงานจัดของในซูเปอร์มาร์เก็ต แต่เมื่อกลางคืนมาถึง เป็นช่วงเวลาที่เขาพยายามทำตามความฝันในการเป็นนักร้องนักแต่งเพลง แต่ทำเท่าไหร่ก็ไร้แววจะสำเร็จ และแม้ว่า แอลลี่ เพื่อนสาวคนสนิทของเขา ที่มาทำหน้าที่เป็นผู้จัดการให้ จะพยายามหางาน พยายามผลักดันแค่ไหนก็ตาม ก็ดูท่าจะไม่รุ่งอยู่ดี

 

แต่แล้วก็เหมือนสวรรค์จะเข้าข้าง เพราะคืนหนึ่งดันเกิดไฟดับทั่วโลก และพอไฟติดขึ้นมา เหมือนว่าจะมีบางอย่างหายไป นั่นคือวง "The Beatles” เพราะเมื่อแจ็คได้ลองเล่นเพลงดังๆของวงระดับตำนานวงนี้ กลับไม่มีใครรู้จักเพลงเหล่านี้เลย ตอนแรกแจ็คคิดเพียงว่า นี่เป็นเรื่องอำกันขำๆของบรรดากลุ่มเพื่อน แต่ทุกอย่างกลับเป็นเรื่องจริง เมื่อเขาลอง Google ทุกอย่างเกี่ยวกับวงนี้ แต่กลับไม่มีอะไรปรากฏอยู่เลย ด้วยเหตุนี้เอง แจ็คเลยตัดสินใจ หยิบเอาเพลงของ The Beatles ซึ่งล้วนแล้วแต่ได้รับความนิยม ซึ่งมีเขาเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จำได้ มาเล่น จนส่งให้เขากลายเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับโลกในชั่วข้ามคืน

แม้ว่า แจ็ค มาลิก จะกลายเป็นคนดัง กลายเป็นนักร้องที่ยอดวิวพุ่งทะลุ ศิลปินที่ใครๆก็รู้จัก แต่แจ็ค ต้องเผชิญกับปมปัญหาในใจ เพราะเขารู้ดีแก่ใจว่าเพลงเหล่านี้ เขาไม่ได้เป็นคนแต่ง เพลงเหล่านี้เป็นผลงานชิ้นเอกของ The Beatles กลายเป็นสิ่งคาใจ ที่ทำอย่างไรก็ไม่สามารถสลัดออกไปจากใจของแจ็คได้เสียที

อันที่จริงแล้ว หนังตลกที่มาพร้อมกับพล็อตสไตล์ What If? หรือ ถ้าเกิดว่า.. มักประสบความสำเร็จ และเป็นที่ชื่นชอบของคนดูเสมอ เพราะมันเปิดโอกาสให้ผู้สร้างได้เล่าเรื่องราวสนุกๆ สร้างสถานการณ์ชวนฮามากมาย แต่ก็เป็นโจทย์ยากเหมือนกัน เพราะถ้าหัวข้อของการ What If? ไม่น่าสนใจจริงๆ ก็มีโอกาสสูงที่หนังจะแป้กไปเลยก็เป็นอันได้

 

แถมสักนิด สำหรับลิสต์หนัง What If? ที่ได้รับความนิยม

 

ตัวอย่างหนังตลกสไตล์ What If? -

Bruce Almighty ถ้าเกิดเป็นพระเจ้าได้เป็นเวลา 7 วัน

Ted ถ้าเกิดตุ๊กตาหมีเกิดมีชีวิตขึ้นมา แต่ดันเป็นหมีนิสัยน่ารังเกียจ

What Women Want ถ้าเกิดเราดันได้ยินเสียงความคิดของผู้หญิง

Liar Liar ถ้าเกิดเราไม่สามารถพูดคำโกหกได้อีกต่อไป

Click ถ้าเกิดเรามีรีโมทที่สามารถควบคุมเวลาทั้งหมดได้

 

Yesterday หนังพล็อตเกินจริง ที่ขยี้หัวใจได้เกินคาด

 

ไม่มีอะไรเกินคาด ถ้าระหว่างดู Yesterday จะให้อารมณ์อิ่มเอมตามสไตล์หนังฟีลกู้ดของเกาะอังกฤษ เช่นเดียวกับผลงานเรื่องก่อนๆของ ริชาร์ด เคอร์ติส แต่สิ่งที่เพิ่มเติมไปมากกว่าหนังเรื่องอื่นๆนั้น คือสไตล์การเล่าเรื่องที่ค่อนข้างจะวัยรุ่นของ แดนนี่ บอยล์ บวกกับพล็อตแนวแฟนตาซี ที่เปิดโอกาสให้หนังได้สร้างสถานการณ์สนุกขบขันมากมาย จากการที่หายไปของวง The Beatles ทำให้พระเอก ออกอาการเอ๋อตลอดเวลา และมีฉากที่พระเอกคุยกับเขาไม่รู้เรื่องหลายต่อหลายครั้ง

ทางของมุกตลกที่ทำงานได้ดีมาก คือมุกตลกที่หยิบเอาวัฒนธรรมป็อปของอังกฤษมาล้อเลียน เพราะในเมื่อไม่มีวง The Beatles ย่อมกระทบไม่ใช่แค่วงการเพลงเท่านั้น แต่กระทบถึงภาพรวมของ Pop Culture เลยทีเดียว ซึ่งถ้าผู้ชมเสพเพลงสากล หรือติดตามภาพรวมของวงการบันเทิงโลกอยู่เนืองๆ น่าจะเพลิดเพลินกับมุกหยิบแกมหยอกมากมายที่ใส่เข้ามาในหนัง ที่เรียกเสียงฮาได้ตลอด 2 ชั่วโมงของ Yesterday

ในขณะที่แฟนเพลงของ The Beatles น่าจะยิ่งถูกใจกับเพลงของวงโปรด ที่ถูกหยิบนำมาใช้เป็นสีสันตลอดทั้งเรื่อง รวมไปถึงเป็นบางส่วนของบทสนทนาน่ารักๆอีกด้วย ซึ่งตามข่าวมีรายงานว่า แดนนี่ บอยล์ ยอมควักทุนสร้างหนังถึง 10 ล้านเหรียญฯ (จากทุนสร้างทั้งหมด 26 ล้านเหรียญฯ) ในการจ่ายค่าลิขสิทธิ์นำเพลงของวง The Beatles จำนวน 17 เพลงมาใช้ในหนังเรื่องนี้ และถึงแม้ว่าสมาชิกที่ยังมีชีวิตอยู่ของวง จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับขั้นตอนในการสร้างหนังแต่อย่างใด แต่ผู้กำกับ แดนนี่ บอยล์ ก็ได้รับคำอวยพรจากพวกเขา รวมถึงทายาทของสมาชิกที่เสียชีวิตไปแล้ว ให้สร้าง Yesterday ออกมาให้ดีที่สุด

ระหว่างที่ผู้ชมกำลังสนุกสนาน เฮฮา กับเหตุการณ์สนุกในหนังอยู่นั้น Yesterday ก็ไม่พลาดที่จะเลี้ยวเข้าสู่ประเด็นดราม่า ที่หนังจะค่อยๆเผย Key Message ที่แท้จริงออกมา ซึ่งไม่ได้เผยในพล็อตหรือตัวอย่างหนังมาก่อน กลับกลายเป็นว่า เรื่องที่หนังพยายามจะสื่อสารกับคนดูจริงๆนั้น ทำงานได้ดีเกินคาด เป็นประเด็นที่ค่อนข้างลึกซึ้ง และมีคุณค่าอย่างมากเลยทีเดียว ในขณะที่หนังพยายามจะเรียกผู้ชมเข้ามาด้วยพล็อตที่เหนือจริง แต่แกนหลักของหนัง กลับพูดถึงอะไรที่จริงมาก ที่ชัดมากๆ และไม่ใช่เรื่องไกลตัวพวกเราทุกคนเลย (และแน่นอนว่า ทางผู้เขียนขอไม่สปอยล์ใดๆในบทความนี้)

คำถามที่มักจะเจอมากที่สุด สำหรับคนดูที่อยากไปชมเรื่องนี้คือ ถ้าไม่ใช่แฟนเพลงของวง The Beatles จะสามารถไปดูได้หรือไม่ จะเข้าใจเนื้อหาในหนังหรือเปล่า คำตอบคือ สามารถไปชมได้ครับ ไม่ว่าคุณจะรู้จักวงป็อปร็อคระดับตำนานวงนี้หรือไม่ คุณก็สามารถไปดูได้ สนุกกับหนังได้ และอิ่มเอม กับสิ่งที่หนังจะสื่อสารได้

 

เพียงแต่คุณอาจจะไม่เข้าใจกับบางมุกของหนังบ้าง (ซึ่งไม่เป็นไร บางมุกที่มาจากบางเพลงที่เราไม่ได้รู้จัก เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน แต่ก็ยังสนุกกับหนัง) แนะนำว่า อาจจะลองทำการบ้านดูคร่าวๆ ว่า The Beatles สมาชิกมีใครบ้าง และเหตุการณ์สำคัญๆของวงนี้ มีอะไรบ้าง น่าจะพอช่วยให้ดู Yesterday ได้อย่างเต็มอิ่มมากขึ้น


***************

 

ผลงานหนังรักจากปลายปากกาของ ริชาร์ด เคอร์ติส

 

Four Weddings and a Funeral (1994)




ผลงานแจ้งเกิดของ ริชาร์ด เคอร์ติส และพระเอก ฮิวจ์ แกรนต์ เล่าถึงเรื่องราวชีวิตของ ชาร์ล หนุ่มอังกฤษที่มีเสน่ห์ เชื่อมั่นในความรัก และได้เข้าไปผูกพันกับ แคร์รี่ (รับบทโดย แอนดี้ แมคดาวน์) สาวชาวอเมริกา หลังจากได้เจอกันตามงาน และเกิดสถานการณ์สร้างความผูกพันขึ้นหลังจากนั้น

 

เริ่มต้นจากการเป็นหนังรักทุนสร้างต่ำ ใช้เวลาถ่ายทำเพียงแค่ 6 สัปดาห์ Four Weddings and a Funeral กวาดรายได้จากทั่วโลกไปมากถึง 248 ล้านเหรียญฯ ขึ้นแท่นหนังอังกฤษที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในยุคนั้น อีกทั้งยังโกอินเตอร์ไปเข้าชิงออสการ์ ในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม แต่เจอคู่แข่งระดับหินในปีนั้น ทั้ง The Shawshank Redemption, Pulp Fiction และ Forrest Gump ที่เรื่องหลังคว้ารางวัลใหญ่กลับบ้านไปในที่สุด

 

และเมื่อปี 2017 มีรายงานว่าทาง Hulu มีแผนจะหยิบนำหนังรักระดับตำนานเรื่องนี้ มาสร้างเป็นซีรีส์ โดยมี มินดี้ คาลิ่ง ทำหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์ และริชาร์ด เคอร์ติส เอง และร่วมดูแลในตำแหน่ง Executive Producer ด้วย โดยในซีซั่นแรกนั้น จะมีความยาวทั้งหมด 6 ตอน และเริ่มออกอากาศในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ใครที่เคยติดใจภาพยนตร์ต้นฉบับ ก็สามารถไปหาชมกันได้ตามสะดวก

 

Notting Hill (1999)

 

หนึ่งในหนังรักที่ลงตัวที่สุดจากปลายยุค 90 ซึ่งเรื่องนี้เป็นการตอกย้ำฝีไม้ลายมือของ ริชาร์ด เคอร์ติสว่า ผลงานจาก Four Weddings and a Funeral ไม่ใช่งานฟลุค เมื่อเขาและพระเอกคู่บุญอย่าง ฮิวจ์ แกรนต์ กลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง และประสบความสำเร็จในระดับโลก จากทุนสร้างเพียง 42 ล้านเหรียญฯ แต่กลับกวาดรายได้จากทั่วโลกไปมากถึง 360 ล้าน

 

หนังเล่าเรื่องราวความรักของ วิลล์ (ฮิวจ์ แกรนต์) ชายหนุ่มที่ชีวิตสุดแสนจะธรรมดา เขาเป็นเจ้าของร้านขายหนังสือที่ย่านน็อตติ้งฮิลล์ในอังกฤษ แต่ดันตกหลุมรักกับ แอนนา สก็อตต์ นักแสดงสาวซูเปอร์สตาร์จากอเมริกา ที่บินมาถ่ายหนังที่นั่น ทั้งคู่บังเอิญได้เจอกันและเรียนรู้ซึ่งกันและกัน แต่ความแตกต่างกันของคนทั้งคู่ จะเป็นอุปสรรคหรือไม่ต้องติดตาม

 

แม้ว่า Notting Hill จะออกฉายนานถึง 20 ปี แต่หนังเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่ไม่ว่าจะหยิบมาดูกี่รอบ ก็ไม่เคยจะเก่าเลย ด้วยพล็อตที่คลาสสิคในทุกช่วงเวลา องค์ประกอบต่างๆในหนังที่ทำออกมาได้อย่างลงตัว รวมถึงเพลงประกอบ ที่อัลบั้ม OST.Notting Hill นั้น น่าจะขึ้นแท่นหนึ่งในอัลบั้มเพลงประกอบภาพยนตร์ที่มีเพลงดังเยอะที่สุด ทั้ง She, When You Say Notting At All, From The Heart, Ain't No Sunshine, You've Got a Way และ I Do (Cherish You) ล้วนเป็นเพลงฮิตติดชาร์ตแทบทั้งสิ้น

 

Bridget Jone's Diary (2001)

แม้ว่า Bridget Jone's Diary จะเป็นภาพยนตร์ที่ไม่ได้สร้างจากเรื่องราวต้นฉบับของ ริชาร์ด เคอร์ติส เนื่องจากมันถูกดัดแปลงจากจากนิยายขายดีของ เฮเลน ฟีลดิ้ง ซึ่งมีองค์ประกอบทุกอย่าง ที่เข้าทาง ริชาร์ด เคอร์ติส อย่างมาก ทั้งการเป็นหนังโรแมนติกคอเมดี้สไตล์ที่เขาถนัด เรื่องราวของตัวละครเกิดขึ้นในลอนดอน และที่สำคัญ นี่เป็นครั้งที่ 3 แล้ว ที่เขาเขียนบทภาพยนตร์แล้วนำแสดงโดย ฮิวจ์ แกรนต์ !

 

หนังเล่าถึงเรื่องราวความรักสุดอลเวงของ บริดเจท โจนส์ (รับบทโดย เรเน่ เซลเวกเกอร) ที่ได้พบกับความรักสุดเพอร์เฟ็คเสียที เมื่อเธอได้พบรักกับ มาร์ค ดาร์ซี่ (รับบทโดย โคลิน เฟิร์ธ) ทนายความหนุ่มสุดเท่ห์ ที่เพียบพร้อมไปซะทุกอย่าง แต่แล้วแพลนที่จะครองรักอย่างยาวนานของเธอ ก็เริ่มมีอุปสรรค เมื่อกิ๊กเก่าสุดเจ้าเล่ห์ อย่าง แดเนี่ยล (รับบทโดย ฮิวจ์ แกรนต์) ดันมาปรากฏตัวขึ้น ความวุ่นวายในชีวิตรักของสาวอวบคนนี้ ก็ได้เริ่มขึ้นอีกครั้ง

 

แน่นอนว่า Bridget Jones's Diary กลายเป็นหนังรักที่ประสบความสำเร็จระดับโลก จนกระทั่งมีภาคต่อตามออกมาอีกถึง 2 ภาค และส่งผลให้ เรเน่ เซลล์เวกเกอร์ ได้เข้าชิงออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในปีนั้นอีกด้วย

 

Love Actually (2004)

หนึ่งในหนังรักที่ดีที่สุดในทศวรรษดังกล่าว ซึ่งไม่เพียงแต่เขียนบทเท่านั้น ริชาร์ด เคอร์ติส ยังทำหน้าที่กำกับภาพยนตร์เองอีกด้วย หนังมาพร้อมกับธีม "ความรักอยู่รอบๆตัวเรา" โดยเล่าเรื่องผ่าน 10 เส้นเรื่องของตัวละคร ถ่ายทอดความรักในหลากหลายรูปแบบ ทั้งความรักแบบชายหญิง รักแบบพ่อลูก รักแบบครอบครัว มีทั้งรักที่สมหวังและผิดหวัง รวมไปถึงรักที่เกี่ยวโยงกับเรื่องฐานะ อาชีพ ภาษา โดยหนังเลือกใช้ช่วงเวลาก่อนคริสต์มาสเป็นพื้นหลังของเหตุการณ์ และเล่าเรื่องส่วนใหญ่ในลอนดอน โดยทุกเส้นเรื่องนั้น จะเกี่ยวข้องกันด้วยประเด็นใดประเด็นหนึ่ง

 

แน่นอนว่า Love Actually ได้รวบรวมนักแสดงชาวอังกฤษไว้เพียบ เริ่มจาก ฮิวจ์ แกรนต์ ที่รับบทนำในหนังรักของ ริชาร์ด เคอร์ติส แทบทุกเรื่อง ร่วมด้วย โคลิน เฟิร์ธ, อลัน ริคแมน, เลียม นีสัน, เคียร่า ไนท์ลีย์, เอ็มม่า ธอมป์สัน รวมถึง โรแวน แอดคินสัน หรือที่แฟนๆคุ้นเคยกันจากบทบาท มิสเตอร์บีนอีกด้วย

 

จากทุนสร้างเพียง 50 ล้านเหรียญฯ หนังสามารถทำรายได้จากทั่วโลกไปมากถึง 250 ล้านเหรียญฯ และกลายเป็นหนึ่งในหนังสำหรับช่วงเทศกาลที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ในคริสต์มาสทุกปี จะต้องมีการหยิบเอาหนังเรื่องนี้มาฉาย หรือมีการกล่าวถึงในทุกบทความ รวมไปถึงหนังยังมีฉากจำอีกเพียบ แต่ที่โด่งดังสุด คือฉากการบอกรัก ด้วยการเปิดแผ่นป้ายกระดาษหน้าบ้าน ซึ่งถูกนำมาหยิบใช้หลังจากนั้นอีกเพียบ

 

About Time (2013)

ถ้าพูดถึงหนังที่สร้างแรงบันดาลใจ About Time มักจะถูกกล่าวถึงเป็นลำดับแรกๆเสมอ ผลงานการกำกับและเขียนบทเองเรื่องนี้ของ ริชาร์ด เคอร์ติส เล่าถึงชีวิตของ ทิม เลค (รับบทโดย ดอมเนลล์ กลีสัน) ชายที่ไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง และกำลังเผชิญปัญหาชีวิตรัก ไม่นานหลังจากนั้น เขาได้พบว่าตัวเองสามารถย้อนเวลาได้ ผ่านตู้เสื้อผ้าที่บ้าน เขาจึงตัดสินใจกลับไปยังอดีต เพื่อแก้ไขเหตุการณ์ต่างๆ แต่เมื่อเขาได้ย้อนเวลาบ่อยครั้งเข้า เขาเริ่มได้เรียนรู้ถึงสิ่งสำคัญในชีวิต ว่าการกลับไปแก้ไขอดีต อาจจะไม่ใช่คำตอบของทุกสิ่ง

 

เชื่อว่า About Time น่าจะติดอันดับหนังโปรดในดวงใจของใครหลายๆคน ด้วย Message หลักของหนังที่ซ่อนเอาไว้นั้น ซาบซึ้งและกินใจผู้ชมอย่างมาก แม้ว่าหน้าหนังจะดูเป็นหนังรักโรแมนติกคล้ายกับผลงานก่อนๆของ ริชาร์ด เคอร์ติส แต่หัวใจที่แท้จริงของหนัง กลับมากกว่านั้น หนังไปได้ไกลมากกว่าที่แฟนหนังคาดเอาไว้ ซึ่งนอกจากพล็อตที่ชวนประทับใจแล้ว หนังยังได้รับคำชมทั้งการแสดงของ ราเชลล์ แมคอดัมส์ ในบทนางเอกของเรื่อง และบิล ไนท์ฮีย์ ในบทพ่อของพระเอก ที่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งตัวละครสำคัญของหนัง

 

แน่นอนว่า About Time ประสบความสำเร็จทั้งในแง่คำวิจารณ์และรายรับ แม้จะไม่มากเท่าเรื่องอื่นๆก่อนหน้านี้ แต่ต่อมาก็เป็นที่กล่าวถึงในวงกว้าง จนกลายเป็นหนึ่งในหนังที่ควรดูมากที่สุด นอกจากนี้เพลงประกอบหนังอย่าง How Long Will I Love You? ของ เอลลี่ กู้ดดิ้ง ยังขึ้นแท่นเพลงรักที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปีนั้นอีกด้วย


ติดตามคอลัมน์ SO WATCH และ ฟังวิทยุออนไลน์ Chill Online เพลงเพราะทำงานเพลิน ได้ที่ 
www.chillfm.fm และที่
Application : Atimeonline โหลดฟรีที่ App Store และ Play Store
Facebook : Chill FM
Instagram : chillfmfanpage
Twitter : chillfmfanpage

***************

SO WATCH

BY GOSSIPGUN




บันเทิง