SO WATCH BY GOSSIPGUN |

SO WATCH BY GOSSIPGUN


จับตา10 หนังคุณภาพคับจอ ตัวเต็งออสการ์ปีนี้

หลังซัมเมอร์ในอเมริกายุติลง การเริ่มเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงนั้น เปรียบเสมือนการเข้าสู่เทศกาลหนังล่ารางวัลโดยปริยาย เพราะทุกปีสตูดิโอเล็กใหญ่ จะมีการวางแผนปล่อยหนัง ที่ทางค่ายมองเกมว่า มีโอกาสลุ้นรางวัลเข้าฉายในช่วงนี้ ถือว่าเป็นเวลาที่พอเหมาะกำลังดี ที่ปล่อยหนังฉายไปแล้ว น่าจะพอเกิดกระแสปากต่อปาก จนกระทั่งถึงช่วงปลายปี ต่อเข้าสู่ต้นปีหน้า ซึ่งคณะกรรมการเวทีรางวัลต่างๆ จะเริ่มโหวตลงคะแนน เลือกหนังที่คิดว่าเหมาะสม คู่ควร กับเกียรติยศจากเวทีนั้นๆ

 

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้สตูดิโอต่างๆ เริ่มทยอยปล่อยหนังลุ้นรางวัล ตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นไป เนื่องจากช่วงเวลาก่อนหน้านั้น เป็นฤดูกาลซัมเมอร์ ซึ่งเด็กๆในอเมริกาจะปิดเทอม ทำให้ค่ายหนังต่างๆ ต่างวางโปรแกรมหนังฟอร์มยักษ์ ไว้ในช่วงเวลานี้ ถ้าค่ายหนังปล่อยฉายหนังเล็กๆ อาจจะโดนหนังระดับบล็อกบัสเตอร์ยึดโรงไปอย่างง่ายดาย อาจไม่ได้ฉายนานพอ จนกระทั่งเกิดกระแสปากต่อปาก ดังนัั้นโอกาสในการลุ้นรางวัลต่างๆ ก็มักจะหายวับไปกับตา ยกเว้นแต่หนังลุ้นรางวัลเรื่องนั้น เป็นหนังฟอร์มมหึมาด้วย โอกาสที่ฉายตั้งแต่ซัมเมอร์ แล้วยังมีสิทธิ์เข้าชิงรางวัลต่างๆ ช่วงปลายปีก็จะมีเช่นกัน อาทิ Saving Private Ryan ของ สตีเว่น สปีลเบิร์ก หรือ Dunkirk ของ คริสโตเฟอร์ โนแลน ก็ล้วนเข้าฉายตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ทั้งสิ้น

 

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ตั้งแต่เดือนกันยายน เป็นต้นไป เหมาะสำหรับหนังลุ้นรางวัลจะเข้าฉาย เนื่องจากช่วงเดือนกันยายน ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่มีเทศกาลหนังน้อยใหญ่ พร้อมใจกันจัดงานในช่วงนี้ อาทิ เทศกาลหนังเวนิส, เทศกาลหนังโตรอนโต, เทศกาลหนังเทลลูไรด์ ซึ่งเป็นโอกาสดี ที่ค่ายหนังต่างๆ จะส่งหนังที่ตัวเองคิดว่ามั่นใจ จะเป็นแม่ทัพไปรบในสนามศึกเวทีรางวัลในแต่ละปี ไปเข้าฉาย ไปเปิดรอบปฐมทัศน์ ส่งดารานักแสดงนำไปเดินพรมแดง เพื่อเรียกกระแส เนื่องด้วยเทศกาลเหล่านี้ อัดแน่นไปด้วยแขกที่เป็น นักวิจารณ์ภาพยนตร์แถวหน้า หรือ สื่อมวลชนที่ทรงอิทธิพลอยู่แล้ว ดังนั้นถ้ามั่นใจว่า หนังของตัวเองมีคุณภาพ การไปเปิดตัวในเทศกาลหนังเหล่านี้ ย่อมจุดประกายกระแสแง่บวกได้อย่างดี ไม่เพียงแต่จะส่งให้หนังของตัวเอง อยู่ในแถวหน้าของการลุ้นรางวัลแล้ว ดีไม่ดี อาจส่งผลบวกต่อรายได้ของหนังเรื่องนั้นๆอีกด้วย

 

หลังจากหนังลุ้นรางวัลทยอยเข้าฉายตั้งแต่ต้นเดือนกันยายนแล้ว รางวัลต่างๆก็จะเริ่มทยอยประกาศตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคมเป็นต้นไป เริ่มจากเวทีเล็กๆ อย่างสมาคมนักวิจารณ์ประจำเมืองต่างๆ จนกระทั่งไปปิดท้ายด้วยรางวัลใหญ่สุดของโลกภาพยนตร์ อย่างออสการ์ หรือ Academy Awards ซึ่งโดยปกติจะจัดในวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ แต่สำหรับในปีนี้ มีการขยับขึ้นมาไวขึ้นถึง 2 สัปดาห์ เป็นวันอาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2020 โดยจะมีการประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงตั้งแต่วันจันทร์ที่ 13 มกราคม 2020 ทำให้หนังลุ้นรางวัลของปีนี้ ล้วนขยับวันฉายขึ้นมาไวขึ้น เพื่อให้ทันต่อการโหวตของคณะกรรมการ สำหรับปีนี้จะมีหนังเรื่องไหน ที่เป็นที่จับตาบ้าง จะมีผลงานของอดีตผู้ชนะรางวัลเรื่องไหนเตรียมเข้าฉาย คอลัมน์ So Watch ในสัปดาห์นี้ จึงหยิบมาเล่าให้ฟังกันโดยคร่าว เพื่อให้คอหนังเตรียมพร้อมในการเลือกชม

         

 

The Irishman

 

ผลงานชิ้นล่าสุดของปรมาจารย์แห่งโลกภาพยนตร์ อย่าง มาร์ติน สกอร์เซซี่ ที่คว้าออสการ์ในสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมมาแล้ว จาก The Departed และเคยเข้าชิงออสการ์ในสาขาผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม มากถึง 8 ครั้งด้วยกัน จากผลงานคุณภาพ ไล่มาตั้งแต่ต้นยุค 80 จนกระทั่งถึงปัจจุบัน อย่าง Raging Bull (1980), The Last Temptation of Christ (1988), Goodfellas (1990), Gang of New York (2002), The Aviator (2004), Hugo (2011) และล่าสุดใน The Wolf of Wall Street (2013)

 

แม้จะอายุปาเข้าไป 76 ปีแล้ว แต่พลังในการสร้างสรรค์ภาพยนตร์ของผู้กำกับท่านนี้ ดูเหมือนจะไม่ลดลงเลย ยิ่งผลงานล่าสุดอย่าง The Irishman กลายเป็นหนึ่งในหนังที่ทะเยอทะยานมากที่สุด ด้วยการทุ่มทุนสร้างกว่า 160 ล้านเหรียญฯ ขึ้นแท่นหนังที่ใช้ทุนสร้างมากที่สุดตลอดระยะเวลาการทำงาน มาพร้อมกับความยาวถึง 210 นาที (หรือ 3 ชั่วโมงครึ่ง !) และใช้บริการนักแสดงรุ่นใหญ่มากที่สุดเรื่องหนึ่ง นั่นคือ โรเบิร์ต เดอนีโร, อัล ปาชิโน และ โจ เพสซี่ ส่วนเหตุผลที่หนังใช้ทุนสร้างมากขนาดนี้ เพราะหนังใช้เทคโนโลยีในการลดอายุนักแสดง เพื่อให้ในหนังจะได้เห็นพวกเขาดูอ่อนวัยอีกครั้ง

 

The Irishman เป็นอีกครั้งที่มาร์ติน สกอร์เซซี เล่าเรื่องราวแนวถนัด นั่นคือ มาเฟียแก๊งสเตอร์ สร้างจากเรื่องจริงของ แฟรงค์ ชีแรน (รับบทโดย โรเบิร์ต เดอนีโร) มาเฟียนักฆ่า อดีตทหารผ่านศึก ที่มีส่วนสำคัญในการหายตัวไปก่อน จิมมี่ ฮ็อฟฟ่า (รับบทโดย อัล ปาชิโน) ผู้นำสหภาพแรงงานคนสำคัญ นอกจากนี้ เขายังพัวพันกับโลกใต้ดิน และเรื่องราวผิดกฏหมายอีกมากมาย

 

เนื่องด้วยทุนสร้างที่มหาศาล ทำให้สตูดิโอยักษ์ใหญ่ไม่กล้าลงทุนกับหนังเรื่องนี้ มีแค่ Netflix ที่กล้าเข้ามาดูแลงานสร้าง ทำให้ The Irishman กลายเป็นหนังลุ้นรางวัลแถวหน้าของ  Netflix ในปีนี้ หลังจากปีที่แล้วมี Roma ที่เกือบสร้างประวัติศาสตร์ กลายเป็นหนังของบริการสตรีมมิ่งยักษ์ใหญ่เรื่องแรกที่ชนะออสการ์ ในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ต้องมาลุ้นกันว่าปีนี้ จะเป็นอีกหนึ่งปีทอง ที่ทำให้ Netflix คว้ารางวัลใหญ่กลับบ้านสมใจอยากหรือไม่

 

(มีกำหนดฉาย 27 พฤศจิกายนนี้ พร้อมกันทั่วโลกใน Netflix)

 

Ad Astra

 

ภาพยนตร์ไซไฟอวกาศ ผลงานล่าสุดของ เจมส์ เกรย์ ผู้กำกับเจ้าของผลงานเรื่องเยี่ยม อาทิ Little Odessa, The Yards, We Own The Night จากโดยปกติผลงานของเขาจะเป็นหนังดิบๆ มาพร้อมกับงานโปรดักชั่นที่ไม่ใหญ่โตนัก แต่สำหรับผลงานเรื่องล่าสุด ถือว่าเป็นการจับโปรเจ็คในระดับที่ใหญ่โตสุด เท่าที่เขาเคยทำมา ด้วยการสร้างหนังที่มีเรื่องราวเกิดขึ้นนอกโลก ใช้ทุนสร้างเฉียด 100 ล้านเหรียญฯ และได้นักแสดงเกรดเอ ระดับ แบรด พิตต์ มารับบทนำ

 

Ad Astra เล่าถึงนักบินอวกาศที่ชื่อว่า รอย แมคไบรด์ (รับบทโดย แบรด พิตต์) ที่เดินทางไปไกลนอกระบบสุริยจักรวาล เพื่อตามหา คลิฟฟอร์ด แมคไบรด์ (รับบทโดย ทอมมี่ ลี โจนส์) พ่อของเขาที่หายตัวไปในภารกิจนอกโลก ปรากฏว่า การเดินทางในครั้งนี้ ทำให้รอย ไม่เพียงแค่ไขปริศนาเรื่องการหายตัวไปของพ่อ แต่กลับค้นพบความลับบางอย่างของจักรวาล ที่กระทบกับการมีชีวิตของมวลมนุษยชาติ

โดยหนังเปิดตัวรอบปฐมทัศน์ไปแล้วในเทศกาลหนังเวนิส ช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และได้รับความคำชมอย่างล้นหลาม บางเสียงบอกว่า มันคือ Interstellar ของปีนี้ บางเสียงบอกว่ามันคือ Mother! เรื่องใหม่ ดูเหมือนว่าหลายเสียงจะบอกตรงกันว่า Ad Astra ไม่ใช่หนังไซไฟที่เดินเรื่องสไตล์หนังบล็อกบัสเตอร์อย่างแน่นอน หนังต้องอาศัยการตีความอยู่ไม่น้อย อาจจะไม่ถูกใจคอหนังทั่วไป แต่สำหรับสายหนังรางวัล น่าจะชื่นชอบกันพอสมควร รวมไปถึงหนังยังมีเสียงลืออย่างหนาหูว่า นี่อาจจะเป็นอีกครั้งที่ส่งให้ แบรด พิตต์ ได้เข้าชิงออสการ์ในสาขาการแสดง ซึ่งตัวเขาเองนั้น ยังไม่เคยคว้าออสการ์ในฐานะดารามาได้เลย เคยแต่ชนะออสการ์ในฐานะของโปรดิวเซอร์หนังเท่านั้น

 

(มีกำหนดฉายในไทย 19 กันยายนนี้)

 

Little Women

 

หลังจากความสำเร็จของ Lady Bird ที่ส่งให้ผู้กำกับหญิงคนเก่งอย่าง เกรต้า เกอร์วิก ได้เข้าชิงออสการ์ในสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม ทำให้เธอถูกจับตามองว่าผลงานต่อไป เธอจะทำอะไรต่อ และเธอก็สร้างความฮือฮาอย่างต่อเนื่องด้วยการหยิบเอาวรรณกรรมคลาสสิกอย่าง Little Women ที่ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1868 มาสร้างเป็นหนัง และเวอร์ชั่นนี้ ถือว่าเป็นครั้งที่ 8 แล้ว ที่ Little Women ถูกนำมาดัดแปลงเพื่อเป็นภาพยนตร์ฉายบนจอใหญ่

 

และแน่นอนว่า เกรต้า เกอร์วิก ก็เลือกนักแสดงคู่บุญของเธอจาก Lady Bird อย่าง เซียร์ช่า โรแนน กลับมารับบทนำอีกครั้ง ในบทบาทของหนึ่งในสี่สาวพี่น้องตระกูลมาร์ช ที่ต้องใช้ชีวิตในนิวอิงแลนด์ ช่วงปี 1860 หลังจากสงครามกลางเมืองเพิ่งผ่านพ้นไป โดยนอกจาก เซียร์ช่าแล้ว Little Women ฉบับใหม่ ได้รวมนักแสดงฝีมือดี ทั้งรุ่นเล็กและรุ่นใหญ่ไว้แน่นจอ อาทิ เอ็มม่า วัตสัน (จาก Harry Potter), ฟลอเรนซ์ พิวท์ (นางเอก Midsommar), ทิโมธี ชาลาเม่ต์ (จาก Call Me By Your Name ซึ่่งร่วมแสดงใน Lady Bird ด้วย) ไปจนถึงรุ่นเดอะอย่าง ลอร่า เดิร์น และเมอรีล สตรีป ซึ่งรายหลังสุด อาจจะมีลุ้นเข้าชิงออสการ์อีกครั้งจากเรื่องนี้

ซึ่ง เกรต้า เผยว่า ความแตกต่างของ Little Women ในฉบับนี้ จะไม่ได้เล่าเรื่องตามขนบธรรมเนียมเดิม คือยึดตามลำดับเวลา แต่จะมีการตัดสลับในแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้เห็นเหตุและผลของเรื่องราวมากขึ้น โดยจะเน้นช่วงเวลาในวัยเด็กของตัวละครมากกว่าช่วงผู้ใหญ่ ต้องมาติดตามกันว่า จากวรรณกรรมคลาสสิกที่คนทั้งอเมริกาเคยอ่านกันมาหมดแล้ว จะถูกนำมาถ่ายทอดในเวอร์ชั่นภาพยนตร์อย่างไร ให้แตกต่างและน่าติดตามมากกว่าเดิม

 

(มีกำหนดฉายในไทย 9 มกราคมปีหน้า)

 

Joker

 

กลายเป็นหนึ่งในหนังตัวเต็งออสการ์ไปเป็นที่เรียบร้อย สำหรับโปรเจ็คหนังเดี่ยวของ Joker ที่ DC สร้างขึ้นมาเพื่อพาแฟนๆกลับมาย้อนดูต้นกำเนิดของวายร้ายคู่ปรับตลอดกาลของแบทแมน ซึ่งการเล่าเรื่องในครั้งนี้นั้น จะไม่ยึดติดกับเรื่องราวในคอมมิค แต่จะเป็นการตีความใหม่ สไตล์ของ ทอดด์ ฟิลลิป ผู้กำกับจาก The Hangover ที่ดูเหมือนว่าในระยะหลังเริ่มจับงานที่ซีเรียสมากขึ้น ซึ่งหนังในฉบับนี้ จะโฟกัสที่ตัวละคร อาร์เธอร์ เฟล็กซ์ เดี่ยวไมโครโฟนที่ล้มเหลวในชีวิตแทบทุกด้าน ด้วยความกดดันจากสังคม ทำให้เขาค่อยๆกลายมาเป็นโจ๊กเกอร์ บุคคลสติไม่สมประกอบ ที่สร้างความหวาดผวาให้กับผู้คนในเมือง

หลังจากหนังเปิดตัวในเทศกาลหนังเวนิส Joker ได้รับคำชมอย่างล้นหลาม ว่านี่คือหนึ่งในหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่ดีที่สุดตลอดกาล หนังได้รับการยกย่องถึงความดิบ ความสมจริง และความแปลกประหลาดของหนัง รวมถึงเรื่องราวเซอร์ไพรส์ต่างๆมากมาย แต่สิ่งที่โดดเด่นมากที่สุดของ Joker นั้น คือการแสดงของ วาคีน ฟีนิกซ์ ที่ถ่ายทอดออกมาได้อย่างลึกล้ำและมีมิติ โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ การันตีแล้วว่าจะส่งให้เขาได้ชิงออสการ์เป็นครั้งที่ 4 อย่างแน่นอน ถัดจากผลงานอย่าง Gladiator, Walk The Line และ The Master ส่วนจะทำให้เขาคว้าออสการ์ตัวแรกกลับบ้านไปได้หรือเปล่านั้น คงต้องลุ้นกันยาวๆ

 

ทอดด์ ฟิลลิป เผยว่าเขาได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ จากผลงานในยุคแรกๆของ มาร์ติน สกอร์เซซี หนึ่งในนั้นคือ The King of Comedy เมื่อปี 1983 ที่ดูเหมือนจะมีอิทธิพลมากที่สุด และหนังก็ยังได้ โรเบิร์ต เดอนีโร มาร่วมแสดงในบทสมทบอีกด้วย ดีไม่ดี นักแสดงรุ่นใหญ่ท่านนี้ อาจมีลุ้นเข้าชิงออสการ์ในสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม จาก Joker อีกด้วย นอกจากสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจาก The Irishman ที่เกริ่นไปแล้วก่อนหน้านี้

 

(มีกำหนดฉายในไทย 3 ตุลาคมนี้)

 

Ford V Ferrari

 

ภาพยนตร์แอ็กชั่นดราม่าเรื่องนี้ ถือว่าเข้าสูตรหนังรางวัลหลายประการ ทั้งการหยิบเอาเรื่องจริง บุคคลที่มีชีวิตจริงมาสร้างเป็นหนัง ถ่ายทอดโดยนักแสดงผู้ชนะรางวัลออสการ์ ซึ่งในเรื่องนี้คือ คริสเตียน เบล และแมตต์ เดม่อน แถมกำกับการแสดงโดย ผู้กำกับที่เคยเข้าชิงรางวัลออสการ์มาแล้ว อย่าง เจมส์ แมนโกลด์ จาก Walk The Line และ Logan เรียกว่าครบสูตรหนังลุ้นรางวัลแทบทุกประการเลยทีเดียว

 

หนังเล่าถึงการแข่งขันเพื่อเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการยานยนต์ ระหว่าง ฟอร์ด และ เฟอร์รารี่ ซึ่งห้ำหั่น แข่งขันกันทุกวิถีทางเพื่อขึ้นเป็นอันดับ 1 ในตลาดรถยนต์ โดยโฟกัสเรื่องราวที่ คาร์รอล เชอร์บี้ (รับบทโดย แมตต์ เดม่อน) วิศวกรนักออกแบบยานยนต์ ที่ต้องร่วมมือกับ เคน ไมล์ (รับบทโดย คริสเตียน เบล) นักแข่งรถมืออาชีพ ในการสร้างรถแข่งให้กับฟอร์ด เพื่อเอาชนะเฟอร์รารี่ ในการแข่งขัน 24 Hours of Le Mans สนามแข่งรถที่ต้องซิ่งกัน 1 วันเต็มๆ เมื่อปี 1966 ให้จงได้

Ford V Ferrari เริ่มทยอยเปิดตัวในเทศกาลหนังต่างๆ ไล่มาตั้งแต่ เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ Telluride ต่อด้วยเทศกาลภาพยนตร์ Toronto ในช่วงต้นเดือนกันยายนนี้ และเริ่มมีกระแสในแง่บวกออกมาเกี่ยวกับภาพยนตร์เรีื่ีองนี้แล้ว ทั้งการแสดงของ คริสเตียน เบล และแมตต์ เดมอน ที่อาจจะกอดคอกันเข้าชิง ในสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมและนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม นอกจากนี้หนังยังได้รับคำชมในแง่บทภาพยนตร์ที่ค่อนข้างลงตัวทั้งในมุมดราม่าและฉากแข่งรถที่เร้าอารมณ์

 

(มีกำหนดฉายในไทย 5 ธันวาคมนี้)

 

The Farewell

 

ภาพยนตร์อินดี้ฟอร์มเล็กที่ใช้ทุนสร้างเพียง 3 ล้านเหรียญฯ แต่ด้วยกระแสปากต่อปากทำให้หนังกวาดรายได้ช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมาในอเมริกาไปถึง 5 เท่า สร้างจากชีวิตจริงของผู้กำกับหญิงสัญชาติอเมริกัน-เอเชีย อย่าง ลูลูหวัง เล่าถึงครอบครัวชาวจีนที่ค้นพบว่า อาม่า กำลังป่วยเป็นโรคมะเร็งในระยะสุดท้าย แต่พวกเขาตัดสินใจเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ ไม่บอกความจริงกับอาม่า และพยายามจะให้สมาชิกในครอบครัวจัดงานแต่งงาน เพื่อเป็นการรวมญาติครั้งสุดท้าย ก่อนที่อาม่าจะจากไป

หนังได้รับคำชมอย่างล้นหลามตั้งแต่เปิดฉายรอบปฐมทัศน์ในเทศกาลหนังซันแดนซ์ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทั้งในแง่ของบทภาพยนตร์ที่เล่าถึงชีวิตครอบครัวได้อย่างสมจริง มีมุมความสุข และความเศร้าคละเคล้ากันไป รวมถึงการแสดงของนางเอกอย่าง อควาฟีน่า ที่โดยปกติเรามักจะได้เห็นเธอในบทฮาๆ อย่าง Crazy Rich Asians และ Ocean's 8 แต่กับบทในเรื่องนี้ เธอถ่ายทอดออกมาได้หลากมิติมากกว่าทุกครั้ง และอาจจะทำให้เราได้เห็นชาวเอเชีย ขึ้นไปมีบทบาทบนเวทีออสการ์อีกครั้ง

 

จากกระแสความดีงามของหนัง ทำให้ค่ายหนังยักษ์ใหญ่ทั้ง Fox, Netflix และ Amazon Studio ต่างให้ความสนใจแย่งกันประมูลหนังเรื่องนี้ แต่ท้ายที่สุดแล้ว ค่ายหนังน้องเล็กที่ถนัดปั้นหนังอินดี้ อย่าง A24 ก็คว้าสิทธิ์ไปสำเร็จ

 

(ยังไม่มีกำหนดเข้าฉายในประเทศไทย)

 

1917

 

ภาพยนตร์สงครามผลงานล่าสุดของ แซม เมนเดส ที่เคยชนะออสการ์ผู้กำกับยอดเยี่ยมมาแล้ว จาก American Beauty ที่เคยฝากผลงานชั้นเยี่ยมไว้มากมายทั้ง Road to Perdition, Jarhead และ Skyfall เล่าถึงภารกิจที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ของ 2 ทหารหนุ่มในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่ทั้งคู่ต้องนำข้อความเตือนภัย ฝ่าแดนข้าศึกไปยังอีกฝั่ง เพื่อช่วยชีวิตทหารนับ 1,600 ชีวิต ซึ่งมีพี่ชายของทั้งคู่อยู่ในนั้นด้วย ถ้าพวกเขาทำภารกิจนี้ไม่สำเร็จ จะมีทหารเสียชีวิตจำนวนมหาศาล

 

นอกจาก แซม เมนเดส แล้ว หนังเรื่องนี้ยังรวมเอายอดฝีมือไว้เพียบ อาทิ ตากล้องระดับตำนานของฮอลลีวู้ดอย่าง โรเจอร์ ดีกิ้นส์ จาก No Country For Old Men และ Sicario ที่เคยร่วมงานกับ แซม เมนเดส มาแล้วใน Skyfall ก็กลับมาทำงานด้วยกันอีกครั้ง และสาเหตุที่ต้องใช้ตากล้องขั้นเทพระดับนี้ เพราะมีรายงานว่า หนังจะเป็นแนวทดลอง เล่าเรื่องแบบ Long Take หรือการถ่ายทำโดยใช้กล้องตัวเดียว แบบแทบจะไม่มีการตัดต่อเลย ยิ่งเพิ่มความน่าสนใจมากขึ้นไปอีก

 

รวมถึงนักแสดงฝีมือดีมากมาย ไล่ตั้งแต่ เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบชต์ (จาก Doctor Strange), มาร์ค สตรอง (จาก Kingman), ริชาร์ด แมดเด่น (จากซีรีส์ Game of Thrones) และ โคลิน เฟิร์ธ (จาก The King's Speech)

 

(มีกำหนดฉายในไทย 31 มกราคมปีหน้า)

 

Judy

 

ห่างหายจากหน้าจอภาพยนตร์ไปนานเหลือเกิน สำหรับ เรเน่ เซลล์เวคเกอร์ ที่คอหนังคุ้นเคยกันดี จากบทสาวอวบในหนังโรแมนติกคอเมดี้ Bridget Jones's Diary ซึ่งถ้านับเฉพาะการเข้าชิงรางวัลต่างๆ ครั้งล่าสุดของเธอคือหนังเรื่อง Miss Potter เมื่อปี 2006 ซึ่งปีนี้เธอขอกลับมาทวงบัลลังค์ตัวแม่อีกครั้งในภาพยนตร์เรื่อง Judy กับการรับบทเป็น จูดี้ การ์แลนด์ นักร้องนักแสดงระดับตำนาน

 

โดยหนังจะเล่าเรื่องราวของ จูดี้ การ์แลนด์ ในช่วงปี 1969 ช่วงเวลาสุดท้ายในชีวิต ที่เธอต้องเดินทางมาเพื่อเปิดการแสดงนานถึง 5 สัปดาห์ในไนท์คลับที่ลอนดอน และต้องเผชิญกับมรสุมชีวิตมากมาย ซึ่งในขณะนั้น จูดี้ อายุ 47 ปี ใกล้เคียงกับ เรเน่ เซลล์เวคเกอร์ ในตอนนี้ที่เพิ่งอายุแตะหลัก 50 แบบพอดิบพอดี เรียกว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมอย่างมาก ที่เรเน่ จะมารับบทจูดี้ น่าจะเป็นอีกหนึ่งบทที่ส่งให้เธอกลับมาเฉิดฉายอีกครั้ง

 

และ Judy ก็เริ่มทยอยฉายโชว์ในเทศกาลภาพยนตร์ต่างๆไปบ้างแล้ว อาทิ เทศกาลหนังนานาชาติ Telluride และกำลังจะฉายในเทศกาลหนัง Torontoช่วงสุดสัปดาห์นี้ โดยหลายเสียงยกหนังไปเทียบเคียงกับ My Week With Marilyn ที่เล่าถึงช่วงเวลาหนึ่งในชีวิตของ เมอรีลิน มอนโรว์ ที่ตัวหนังเองอาจจะไม่ได้โดดเด่นมากมายอะไรนัก แต่การแสดงของนางเอกนั้น เปล่งประกายออกมาจากหนังทั้งหมด และเด็ดพอที่จะเข้าชิงรางวัลต่างๆแล้ว

 

(มีกำหนดฉายในไทย 31 ตุลาคมนี้)

 

Once Upon a Time in Hollywood

 

ผลงานภาพยนตร์ลำดับที่ 9 ของสุดยอดผู้กำกับ เควนติน ทารันติโน่ ที่ผลงานแต่ละเรื่องนั้น ล้วนมีลายเซ็นต์ที่ชัดเจน นับตั้งแต่ Reservoir Dogs, Pulp Fiction มาจนถึง Kill Bill ซึ่งในเรื่องนี้ เขาขอกลับไปร่วมงานกับสองซูเปอร์สตาร์อย่าง ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ และแบรด พิตต์ อีกครั้ง หลังเคยร่วมงานกันมาแล้วใน Django Unchained และ Inglourious Basterds ตามลำดับ และนี่ถือเป็นครั้งแรกที่สองซูเปอร์สตาร์แถวหน้าของฮอลลีวู้ดได้มาร่วมแสดงในหนังเรื่องเดียวกันอีกด้วย

สำหรับ Once Upon a Time in Hollywood ถืิอเป็นหนึ่งในผลงานที่ส่วนตัวที่สุดของเควนติน เขาใช้เวลาเขียนบทนานถึง 5 ปี โดยจะเล่าเรื่องราวในช่วงปี 1969 หรือยุคทองของฮอลลีวู้ด ช่วงเวลาที่เป็นแรงบันดาลใจให้เขาอยากสร้างหนัง โดยมีตัวละครเอกคือ ริค (รับบทโดย ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ) นักแสดงละครโทรทัศน์ที่กำลังจะตกอับ และ คลิฟฟ์ (รับบทโดย แบรด พิตต์) สตั้นท์แมนคู่ใจ ที่พยายามจะร่วมมือกัน หาทางกลับมาดังอีกครั้งให้ได้ ด้วยการเล่นหนังฟอร์มใหญ่ ทำให้ทั้งคู่ (ซึ่งเป็นตัวละครสมมุติขึ้นมา) ได้ไปเจอกับคนดังที่เคยมีตัวตนอยู่จริง อาทิ สตีฟ แม็คควีน รวมถึง ชารอน เทต (รับบทโดย มาร์โก้ ร็อบบี้) นางเอกดาวรุ่ง ที่เธอกำลังจะต้องเผชิญกับชะตากรรมอันโหดร้าย

 

แม้หนังจะเข้าฉายตั้งแต่ซัมเมอร์ที่ผ่านมา แต่ต้องไม่ลืมว่า หนังของเควนตินมักจะได้ความรักจากกรรมการออสการ์อยู่เสมอ ยิ่งเล่าเรื่องราวในฮอลลีวู้ด ในแวดวงของพวกเขาเองแล้ว น่าจะโดนใจกรรมการอยู่ไม่น้อย อีกทั้งนี่คือผลงานเรื่องแรกของ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ นับตั้งแต่ชนะออสการ์จาก The Revenant ทำให้เป็นที่จับตามองไม่น้อย ว่าการแสดงในครั้งนี้ จะโดดเด่นขนาดไหน

         

(มีกำหนดฉายในไทย 12 กันยายนนี้)

 

Parasite

 

ภาพยนตร์หนึ่งเดียวจากเอเชีย ที่เตรียมสร้างความฮือฮาบนเวทีออสการ์ปีนี้อย่างแน่นอน หลังจากคว้ารางวัลใหญ่สุดจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ อย่างปาล์มทองคำมาได้ ซึ่งไม่ว่าหนังเรื่องไหนที่คว้ารางวัลนี้ไป ล้วนแต่ถูกจับตามองทุกปี ว่าน่าจะมีบทบาทบนเวทีออสการ์ไม่มากก็น้อย

 

ภาพยนตร์เกาหลีใต้ ผลงานเรื่องเยี่ยมของ บองจุนโฮ (จาก The Host, Snowpiercer) เรื่องนี้ เล่าถึงเรื่องราวความแตกต่างทางชนชั้นของสองครอบครัวเกาหลี ครอบครัวหนึ่งต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ในบ้านชั้นใต้ดิน และกระเสือกกระสนหางานทำด้วยวิธีการหลอกลวงผู้อื่น และอีกครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวย อาศัยอยู่ในบ้านสุดหรูหรา แต่กลับมีพฤติกรรมที่แปลกประหลาด เมื่อสองบ้านมาเจอกัน ความแตกต่างของพวกเขา ทำให้เกิดเหตุการณ์ที่ยากเกินกว่าจะคาดเดา

แน่นอนว่าประเทศเกาหลีใต้ ได้เลือกส่งให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นตัวแทนประเทศ ไปชิงรางวัลออสการ์ในสาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม แต่จากกระแสตอบรับที่ล้นหลาม ทำให้หลายฝ่ายคาดว่า หนังอาจจะได้เข้าชิงมากกว่าสาขานี้ แบบเดียวกับ Roma เมื่อปีที่แล้ว ที่สามารถไปชิงรางวัลใหญ่ๆ อย่าง ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และผู้กำกับยอดเยี่ยมได้สำเร็จ ส่วนจะเป็นจริงหรือเปล่านั้น พวกเราชาวเอเชียคงได้ลุ้นกันช่วงต้นปีหน้า

 

(เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์)

ติดตามคอลัมน์ SO WATCH และ ฟังวิทยุออนไลน์ Chill Online เพลงเพราะทำงานเพลิน ได้ที่ 
www.chillfm.fm และที่
Application : Atimeonline โหลดฟรีที่ App Store และ Play Store
Facebook : Chill FM
Instagram : chillfmfanpage
Twitter : chillfmfanpage

***************

SO WATCH

BY GOSSIPGUN


 

บันเทิง