SO WATCH BY GOSSIPGUN |

SO WATCH BY GOSSIPGUN


อ่านก่อนไปดูหนังแซ่บแห่งปี Once Upon A Time In Hollywood

 

 HIGHLIGHTS

 

  • ผลงานเรื่องนี้ ขึ้นแท่นหนังลำดับที่ 9 ของ เควนติน ทารันติโน่ ผู้กำกับสุดบ้าคลั่งจาก Pulp Fiction และ Kill Bill ที่ผลงานแต่ละเรื่องล้วนมีสไตล์การเล่าเรื่องที่ชัดเจนแบบเควนติน นั่นคือ มักเล่าแบบไม่เรียงตามลำดับเวลา, มีฉากที่โหดสะใจผู้ชม, อัดแน่นไปด้วยคำหยาบคาย และมักกล่าวถึง Pop Culture ที่หลากหลาย

 

  • ภาพยนตร์เรื่องนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่สองพระเอกแถวหน้าอย่าง ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ และแบรด พิตต์ มาร่วมงานกัน แต่เป็นครั้งที่ 2 ที่ทั้งคู่ร่วมงานกับ เควนติน ทารันติโน่ ซึ่งผู้กำกับท่านนี้เผยว่า เคมีระหว่างทั้งสองนั้น เข้ากันอย่างมาก เป็นคู่หูบนจอที่มีพลังสุดๆ นับตั้งแต่ พอล นิวแมน กับ โรเบิร์ต เรดฟอร์ด เลยทีเดียว

 

  • เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา หนังเรื่องนี้ได้ไปฉายรอบปฐมทัศน์ที่เทศกาลหนังเมืองคานส์ โดยหลังจากหนังฉายจบ แขกผู้มีเกียรติในโรงภาพยนตร์ ยืนปรบมือให้ เควนติน ทารันติโน่ และทีมงานนานถึง 8 นาที และเมื่อหนังเข้าฉายในอเมริกาเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่าน ก็ได้รับคำชมอย่างล้มหลามเช่นกัน




ผลงานลำดับที่ 9 ของ เควนติน ทารันติโน่

 

ชื่อชั้นของผู้กำกับ เควนติน ทารันติโน่ เรียกแขกเข้ามาชมภาพยนตร์ผลงานของเขาเสมอมา ไล่ตั้งแต่ผลงานชิ้นแรกในชีวิตอย่าง Reservoir Dogs เมื่อปี 1992 ที่นิตยสารภาพยนตร์ระดับโลกอย่าง Empire ยกให้เป็น "ภาพยนตร์ค่ายอิสระที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล"   เรื่องราวของแก๊งปล้นเพชรที่ทุกอย่างผิดแผน หนังโดดเด่นอย่างมากในสไตล์การเล่าเรื่อง ที่ไม่เรียงตามลำดับเวลา, ฉากความรุนแรงที่โหดเหี้ยมและสมจริง, อัดแน่นไปด้วยพฤติกรรมและถ้อยคำที่หยาบคาย, รวมถึงมาการหยิบยกเอา วัฒนธรรมป็อบต่างๆมากล่าวถึงในภาพยนตร์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เอง ต่อมา กลายเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นในหนังของ เควนติน ทารันติโน่ ที่มีอยู่ในแทบทุกเรื่อง ไม่ว่าเขาจะกำกับหนังแนวไหน ก็มักจะมีองค์ประกอบเหล่านี้เสมอ

 

แต่ผลงานที่ทำให้ เควนติน ทารันติโน่ ขึ้นแท่นผู้กำกับระดับโลกคือผลงานชิ้นต่อมา อย่าง Pulp Fiction ในปี 1994 ที่เล่าถึงหลากหลายเรื่องราวในโลกอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในลอส แองเจลิส โดยมี จอห์น ทราโวลต้า, แซมมวล แอล.แจ็คสัน, อูม่า เธอร์แมน และบรู๊ซ วิลลิส รับบทนำ หนังประเดิมรางวัลด้วยการชนะ รางวัลปาล์มทองคำ จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ ต่อด้วยการเข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 7 สาขารวมทั้งภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากทุนสร้างเพียง 8 ล้านเหรียญฯ หนังกลับกวาดรายได้จากทั่วโลกไปมากกว่า 200 ล้านเหรียญฯ และนักวิจารณ์จากทั่วโลกต่างยกย่องให้ Pulp Fiction ขึ้นแท่นภาพยนตร์ที่เป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซ ของผู้กำกับท่านนี้

 

หลังความสำเร็จระดับปานกลางของ Jackie Brown ในปี 1997 เควนติน ทารันติโน ก็กลับมาเขย่าวงการภาพยนตร์อีกครั้งด้วยโปรเจ็ค Kill Bill Vol.1 และ Vol.2 ในปี 2003 ที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ซึ่งเควนตินนำเอาความชื่นชอบจากหนังศิลปะการต่อสู้, หนังซามูไร และหนังคาวบอย มาปรุงแต่งจนกระทั่งออกมาเป็นผลงานเรื่องเยี่ยมชิ้นนี้ ที่เล่าถึง หญิงสาวที่วางแผนล้างแค้น บิลล์ ชายที่ส่งทีมนักฆ่ามาสังหารเธอและลูกในท้อง หลังจากภาพยนตร์ออกฉาย ฉากต่างๆใน Kill Bill ก็ยังคงเป็นที่จดจำ และถูกกล่าวถึงอีกนานหลังจากนั้น

 

ในปี 2009 เควนติน ทารันติโน่ ร่วมงานกับพระเอก แบรด พิตต์ เป็นครั้งแรกใน Inglourious Basterds หนังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เล่าถึงแผนการลอบสังหารฮิตเลอร์ ที่เปิดฉายรอบปฐมทัศน์ที่เทศกาลหนังเมืองคานส์, เข้าชิงรางวัลออสการ์มากถึง 8 สาขา และส่งให้ คริสทอฟ วอลซ์ ในบททหารนาซีสุดเหีี้ยม ชนะรางวัลออสการ์ตัวแรกในชีวิต ในสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม และในปี 2012 เควนติน ทารันติโน่ ก็ได้ร่วมงานกับ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ เป็นครั้งแรกใน Django Unchained หนังคาวบอยสุดป่วน ที่เข้าชิงออสการ์ถึง 5 สาขา และส่งให้ คริสทอฟ วอลซ์ ชนะออสการ์เป็นครั้งที่ 2 ในสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม กลายเป็นว่า รางวัลออสการ์ทั้งสองตัวของนักแสดงคนนี้ ล้วนมาจากการแสดงในหนังของ เควนติน ทารันติโน่ ทั้งสิ้น และ Django Unchained ก็สามารถกวาดรายได้ทั่วโลกไปมากถึง 400 ล้านเหรียญฯ ขึ้นแท่นหนังเควนตินที่ทำรายได้มากที่สุดตลอดกาล

         

ก่อนหน้าผลงานล่าสุดอย่าง Once Upon A Time In Hollywood เควนติน ทารันติโน่ กลับไปทำหนังคาวบอยอีกเรื่องคือ The Hateful Eight ในปี 2015 ที่เล่าถึงกลุ่มคนแปลกหน้า ที่มาติดอยู่ในกระท่อมแห่งหนึ่งร่วมกัน และเกิดเหตุการณ์เกินคาดฝันขึ้น ซึ่งหนังเรื่องนี้เกือบจะไม่ได้สร้างแล้ว เพราะบทภาพยนตร์รั่วไหลออกไปทางอินเตอร์เน็ต ทำให้เควนตินถอดใจ ไม่ยอมสร้างหนังเรื่องนี้ แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนใจกลับมาสร้าง จนในที่สุดแฟนๆก็ได้ชมหนังเรื่องนี้ของเขา

         

 

ครั้งแรกที่เจอกันบนจอของ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ และ แบรด พิตต์

 

มีผลงานในวงการภาพยนตร์มากว่า 30 ปี แต่สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นเคยในฮอลลีวู้ด คือการร่วมงานกันของสองพระเอกแถวหน้า อย่าง ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ และแบรด พิตต์ ที่สวนกันไปสวนกันมา จนกระทั่งในที่สุด บุคคลที่สามารถทำให้ทั้งคู่มาอยู่ในหนังเรื่องเดียวกันได้ ก็คือ เควนติน ทารันติโน่ ด้วยบทภาพยนตร์และคาแร็คเตอร์ที่สร้างความน่าสนใจให้กับทั้งคู่เป็นอย่างมาก ทำให้ทั้ง ลีโอนาร์โด และ แบรด ยอมตกลงมาแสดงหนังด้วยกันในเรื่องนี้

 

สำหรับ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ นั้นเคยแสดงในหนังของเควนติน ทารันติโน่ มาแล้วใน Django Unchained ภาพยนตร์คาวบอยเมื่อปี 2012 ที่มี เจมี่ ฟ็อกซ์ และคริสทอฟ วอลซ์ รับบทนำ ในบทบาทของเศรษฐีพ่อค้าทาสผู้เหี้ยมโหด ซึ่งการแสดงแบบยอมลงทุนของ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ สร้างความประทับใจให้กับผู้กำกับอย่างมาก โดยมีฉากหนึ่งที่ ลีโอนาร์โด ยอมเอาค้อนทุบมือตัวเอง จนกระทั่งเลือดอาบมือจริงๆ เป็นการเล่นตามอารมณ์ในฉากจนเกินบท ทำให้ฉากนั้นดูสมจริงมากๆ การทุ่มเทเกินเบอร์ของนักแสดงคนนี้ ทำให้ เควนติน ทารันติโน่ มองหาโอกาสดีๆในการชวนเขากลับมาแสดงนำในผลงานของตนอีกครั้ง ซึ่งก็คือ Once Upon A Time In Hollywood นี่เอง

ส่วน แบรด พิตต์ นั้นเคยแสดงในหนังสงครามโลกครั้งที่ 2 ของเควนติน ทารันติโน่ อย่าง Inglourious Basterds เมื่อปี 2009 ในบทบาทของทหารชาวอเมริกันที่วางแผนจะลอบสังหาร ผู้นำของกองทัพนาซี อย่างอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ซึ่งแม้จะเป็นหนังสงคราม แต่กลับมีลีลายียวนกวนประสาท ไม่ซ้ำกับเรื่องไหน ด้วยรสชาติที่จัดจ้านและโดดเด่น ทำให้ Inglurious Basterds ขึ้นแท่นหนังที่ประสบความสำเร็จทั้งรายได้และคำวิจารณ์ ติด Top 10 หนังที่กวาดเงินสูงสุดในชีวิตการทำงานของ แบรด พิตต์

หลังจากการถ่ายทำเสร็จสิ้น ทั้ง ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ และแบรด พิตต์ ได้กลับมาเจอกันอีกครั้งในรอบปฐมทัศน์ของ Once Upon A Time In Hollywood ในเทศกาลหนังเมืองคานส์ ซึ่งทั้งสองเปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า พวกเขามีความสุขอย่างมากในการถ่ายทำหนังเรื่องนี้ด้วยกัน และทั้งคู่สัมผัสได้ถึงเคมีซึ่งกันและกันระหว่างเข้าฉากต่างๆ จึงมีการตกลงกันว่า ถ้ามีโปรเจ็คที่เหมาะสม จะกลับมาร่วมงานกันอีกอย่างแน่นอน (ถือว่าเป็นข่าวดีสำหรับแฟนๆของทั้งคู่จริงๆ) โดย เควนติน ทารันติโน่ เอง ได้ออกมาคอนเฟิร์มว่า คู่นี้เคมีเข้ากันจริงๆ โดยยกให้เป็นนักแสดงที่เคมีลงตัว นับตั้งแต่ พอล นิวแมน และโรเบิร์ต เรดฟอร์ด เลยทีเดียว ซึ่งทั้งสองคนนั้น ร่วมงานกันในภาพยนตร์เรื่อง Butch Cassidy and the Sundance Kid ที่ออกฉายในปี 1969 (หรือเมื่อ 50 ปีที่แล้ว) ซึ่งเป็นปีที่หนังเรื่อง Once Upon A Time In Hollywood เลือกจะเล่าถึงอีกด้วย

 

นอกจาก ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ และแบรด พิตต์แล้ว อีกหนึ่งนักแสดงที่มีบทบาทโดดเด่นในภาพยนตร์เรื่องนี้ คือ มาร์โก้ ร็อบบี้ นักแสดงสาวที่โด่งดังสุดๆในบท ฮาร์ลีย์ ควินน์ จากภาพยนตร์เรื่อง Suicide Squad และเคยเข้าชิงรางวัลออสการ์ในสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม จาก I, Tonya โดยเธอนั้น เคยร่วมงานกับทั้งสองพระเอกมาแล้ว เธอเคยรับบทเป็นภรรยาของ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ใน The Wolf of Wall Street ของผู้กำกับ มาร์ติน สกอร์เซซี และเธอเคยรับเชิญใน The Big Short ที่มี แบรด พิตต์ ร่วมแสดงเช่นกัน ดังนั้น Once Upon A Time In Hollywood จึงเป็นอีกครั้งที่ มาร์โก้ ร็อบบี้ จะได้กลับมาร่วมงานกับสองพระเอกแถวหน้าของฮอลลีวู้ด

 

เรื่องจริงและเรื่องจินตนาการ ใน Once Upon A Time In Hollywood

 

อย่างที่กล่าวไป Once Upon A Time In Hollywood เกิดจากความรักของผู้กำกับ เควนติน ทารันติโน่ ที่มีต่อแวดวงฮอลลีวู้ดในช่วงปลายยุค 60 ซึ่งเป็นช่วงที่เขาเริ่มเติบโต เควนติน มีโอกาสได้เสพหนังและละครทีวีมากมายในช่วงนั้น และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขาเริ่มอาชีพในการเป็นผู้กำกับหนัง ดังนั้นภาพยนตร์เรื่องนี้ จึงเป็นเหมือนจดหมายบอกรักให้กับฮอลลีวู้ดในยุคนั้น และเขาได้หยิบเอากลิ่นอายของวงการบันเทิงในปลายยุค 60 มาเนรมิตกลายเป็นภาพยนตร์เรื่องนี้

 

เส้นเรื่องแรกของ Once Upon A Time In Hollywood เล่าถึง ริค ดาลตัน (รับบทโดย ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ) ดาราจอแก้วยุค 60 ที่โด่งดังจากการเล่นละครแนวคาวบอยเรื่อง Bounty Law ริคกำลังเริ่มสับสนในชีวิต หลังจากถูกโปรดิวเซอร์รุ่นใหญ่ของวงการ มองว่าเขากำลังเข้าตาจน เส้นทางอาชีพกำลังเริ่มดิ่งลงเหว หลังถูกลดบทบาทจากพระเอกให้รับบทตัวร้าย และบทรับเชิญในละครทีวีต่างๆ ภาวะว้าวุ่นนี้ เริ่มส่งผลกระทบต่อ คลิฟฟ์ บูธ (รับบทโดย แบรด พิตต์) สตั้นท์แมนคู่ใจของเขา ที่เข้าฉากเสี่ยงตายแทนริคในหนังหลายต่อหลายเรื่อง ความใกล้ชิดทำให้ทั้งคู่เป็นเพื่อนสนิทกัน ในยามที่คลิฟฟ์ไม่มีงาน ริคก็คอยหาให้ และคลิฟฟ์ก็ยังช่วงริค ประคับประคองชีวิต คอยขับรถรับส่งเขาไปในไปกองถ่าย โดยทั้งคู่ต้องร่วมมือกัน วางแผนแก้ไขปัญหาชีวิต เพื่อให้หน้าที่การงานในแวดวงภาพยนตร์ของทั้งสอง กลับมาเฉิดฉายอีกครั้ง

ในขณะที่เส้นเรื่องที่สอง เล่าถึง ชารอน เทต (รับบทโดย มาร์โก้ ร็อบบี้) นักแสดงสาวหน้าใหม่ที่กำลังมาแรงในฮอลลีวู้ด หลังจากมีผลงานภาพยนตร์เป็นที่เข้าตาหลายต่อหลายเรื่อง และเธอก็เป็นข่าวโด่งดังหลังแต่งงานกับผู้กำกับ โรมัน โปลันสกี้ (ใช่แล้วครับ ผู้กำกับชื่อดัง ที่ต่อมามีผลงานหนังเรื่องเยี่ยมมากมาย) ทั้งคู่ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านสุดหรู ย่านเบเวอร์ลี่ฮิลล์ อาชีพการงานของ ชารอน กำลังจะไปได้สวย รวมถึงผลงานภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของเธอ อย่าง The Wrecking Crew กำลังเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ แถมหนังเรื่องนี้ ยังได้ตำนานศิลปะการต่อสู้ อย่าง บรู๊ซ ลี มาเป็นอาจารย์สอนคาราเต้ ให้กับนักแสดงในเรื่องอีกด้วย


สำหรับเส้นเรื่องแรกของ ริค และคลิฟฟ์ นั้น เป็นตัวละครที่ เควนติน ทารันติโน่ แต่งขึ้นมาใหม่ โดยได้แรงบันดาลใจจากนักแสดงและสตั้นท์แมน ที่มีีชีวิตอยู่จริงในยุคนั้นมากมาย โดยถ้าสังเกตในหนังจะมีกลิ่นอายคล้ายกับคนดังหลายคนพอสมควร ในขณะที่เส้นเรื่องหลัง ของ ชารอน เทต นั้น เป็นตัวละครที่มีชีวิตอยู่จริง เช่นเดียวกับผู้กำกับ โรมัน โปลันสกี้ ดังนั้นเรื่องราวใน Once Upon A Time In Hollywood จึงเป็นการหยิบเอาเรื่องราวจริงบางอย่างในฮอลลีวู้ด มาแต่งแต้มสีสันใหม่ เติมเรื่องเติมตัวละครเข้าไปในสไตล์ของเควนติน ดังนั้น ผู้ชมจะได้เห็นคนดังมากมาย นักแสดงที่มีชื่อเสียง โผล่มามีบทบาทในหนังเรื่องนี้ตลอดเวลา อาทิ สตีฟ แม็คควีน, บรู๊ซ ลี, เจมส์ สเตซี่ รวมไปถึงฆาตกรโรคจิตสุดเหี้ยมอย่าง ชาร์ล แมนสัน ที่มีบทบาทสำคัญกับหนังเรื่องนี้พอสมควร

กระแสตอบรับจากเมืองคานส์ สู่ฮอลลีวู้ด สู่ประเทศไทย

 

Once Upon A Time In Hollywood เปิดรอบปฐมทัศน์ครั้งแรกที่เทศกาลหนังเมืองคานส์ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยหนังได้รับคำชมอย่างล้นหลาม ทันทีที่หนังฉายจบ มีการยืนปรบมือเพื่อชื่นชม (หรือ Standing Ovation) นานถึง 8 นาทีด้วยกัน และหนังยังได้เข้าประกวดเพื่อชิงรางวัลใหญ่สุดของงานอย่าง ปาล์มทองคำ (หรือ Palm d'Or อีกด้วย) แต่แพ้ให้กับภาพยนตร์จากเกาหลีใต้ที่คนไทยคุ้นเคยกันดีอย่าง Parasite

 

หลังจากเปิดฉายรอบแรกของโลกไปสองเดือน Once Upon A Time In Hollywood ก็เข้าฉายในอเมริกาด้วยกระแสตอบรับที่ดีงาม หนังได้คะแนนคำชมจากเว็บไซด์ Rotten Tomatoes ถึง 85% (เป็นคะแนนเฉลี่ยจากนักวิจารณ์ทั่วสหรัฐ) ซึ่งสูงตามมาตรฐานของหนัง เควนติน ทารันติโน่ ที่หนังใหญ่ของเขาทั้ง 9 เรื่องล้วนได้คะแนนในแง่บวก ไม่มีหนังเรื่องใดเลย ที่คะแนนเป็นด้านลบ (สำหรับภาพยนตร์ของ เควนติน ที่ได้คะแนนนักวิจารณ์สูงสุดคือ Pulp Fiction ที่กวาดไปถึง 92% ในขณะที่หนังที่ได้คะแนนน้อยสุดคือ ผลงานเรื่องที่แล้วอย่าง The Hateful Eight ซึ่งได้ไป 74% ซึ่งก็ยังถือว่าเยอะมากอยู่ดี)

 

ส่วนในแง่ของรายได้หนังนั้น Once Upon A Time In Hollywood เปิดตัว 3 วันแรกในอเมริกาด้วยรายได้มากถึง 40 ล้านเหรียญฯ ขึ้นแท่นหนัง เควนติน ทารันติโน่ ที่เปิดตัวแรงสุดตลอดกาลอีกด้วย รวมถึงเป็นผลงานที่เปิดตัวแรงสุดของ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ในรอบ 6 ปี นับตั้งแต่ The Great Gatsby เช่นเดียวกับ แบรด พิตต์ ที่หนังเรื่องนี้ถือว่าเปิดตัวแรงสุดในรอบ 6 ปี เช่นกันนับตั้งแต่ World War Z โดยล่าสุด Once Upon A Time In Hollywood กวาดรายได้จากทั่วโลกไปมากกว่า 300 ล้านเหรียญ จากทุนสร้างระดับ 90 ล้าน ถือว่ากวาดกำไรไปอย่างงดงาม และหนังยังคงเดินหน้าเข้าฉายในอีกหลายๆประเทศ ดังนั้น คาดว่ารายได้อาจจะไปจบในระดับ 400 ล้านเหรียญฯ อย่างแน่นอน

****************

 

หลังจากที่ผู้เขียนได้มีโอกาสชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ในรอบปฐมทัศน์ของประเทศไทย ก็พบว่า หนังเรื่องนี้เปรียบเสมือนจดหมายรักของเควนติน ทารันติโน่จริงๆ คล้ายกับ Roma ที่ถ่ายทอดความรักในวัยเด็กของ อัลฟองโซ คัวรอน ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ถ่ายทอดสิ่งที่ เควนติน ทารันติโน่ชื่อชอบในยุคนั้น โดยหนังถ่ายทอดฮอลลีวู้ดในช่วงปลายยุค 60 ออกมาได้สมจริงและมีเสน่ห์ชวนหลงใหลเป็นอย่างมาก หนังทำให้ผู้ชมเชื่ออย่างใจจริงว่า เควนติน ทารันติโน่ รักในแวดวงภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ ในช่วงเวลานั้นจริงๆ

ตลอดระยะเวลา 2 ชั่วโมงแรกของหนัง ตัวละครริค และคลิฟฟ์ จะพาผู้ชมไปสัมผัสแง่มุมต่างๆของ ฮอลลีวู้ด การสร้างหนังสร้างละคร เบื้องลึกเบื่้องหลังเป็นอย่างไร วัฒนธรรมและการใช้ชีวิตของชาวเบเวอร์ลี่ฮิลล์เป็นเช่นไร เมื่อเทียบกับหนังเควนตินเรื่องก่อนๆ ส่วนนี้ของหนังถือว่าค่อนข้างผ่อนคลาย ดูสบายๆกว่าผลงานเรื่องอื่นๆ แม้ว่าหนังจะไม่ได้เร่งรีบในการเดินเรื่องมากนัก แต่ไม่มีช่วงไหนที่น่าเบื่อเลย กลับกลายเป็นว่า ผู้ชมได้เห็นอะไรที่หลากหลายจากยุคนั้น เมื่อเควนตินชอบอะไร ก็ใส่มาหมด อยากทำหนังแบบไหน แล้วไม่เคยทำในงานชิ้นก่อนๆ ก็มีโอกาสเอามาทำ เอามาใส่ ในภาพยนตร์เรื่องนี้แบบให้หายอยากไปเลย

 

ส่วนในช่วงองค์สุดท้ายของหนัง หรือ 40 นาทีหลัง เป็นช่วงเวลาที่น่าจะถูกอกถูกใจ แฟนคลับของ เควนติน ทารันติโน่ แบบเต็มๆ เพราะอัดแน่นด้วยความบ้าคลั่ง และความบันเทิงแบบที่แฟนตัวยงน่าจะชื่นชอบ และคนดูหนังทั่วไป ก็น่าจะเพลิดเพลินกับส่วนนี้ของหนัง แต่เพื่ออรรถรสที่เต็มที่ เควนติน ทารันติโน่ เองได้ออกแถลงการณ์ตั้งแต่ช่วงรอบปฐมทัศน์ในเทศกาลเมืองคานส์แล้ว ว่าขอความร่วมมือสื่อมวลชน และนักวิจารณ์หนัง ขอไม่ให้เผยถึงเนื้อเรื่องในส่วนนี้ ดังนั้น คอลัมน์นี้ก็ขอกล่าวถึงส่วนดังกล่าวของหนังเพียงสั้นๆว่า สนุก และคุ้มค่าแก่การรอคอยกว่า 2 ชั่วโมงจริงๆ อะไรที่หนังปูไว้ตลอดระยะเวลา 2 องค์แรกของหนัง ได้ถูกหยิบกลับมาใช้งานแบบคุ้มค่ามากๆ ส่วนเนื้อหาจะเป็นอย่างไรนั้น ต้องไปติดตามกันเองในหนัง

 

ในแง่ของการแสดง สำหรับพระเอกลีโอนาร์โด ดิคาปริโอเรื่องนี้ ดูเหมือนจะรับเลือกเล่น เพราะความสนุกของบท และการที่หนังเปิดโอกาสให้เขาได้ทำอะไรหลากหลายมากกว่า หลังจากเพิ่งคว้าออสการ์ไปกับ The Revenant ในบทโหดๆที่ต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจ ดูเหมือนการที่พระเอกท่านนี้ เลือกเล่น Once Upon A Time In Hollywood เป็นการเปิดโอกาสให้สวมบทสนุกๆที่หลากหลาย เนื่องจากในเรื่องนั้น ริค ดาลตัน จะต้องแสดงเป็นตัวละครมากมาย ดังนั้น ไม่เพียงแต่ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ จะต้องแสดงเป็นริค แต่ยังได้แสดงเป็นตัวละครต่างๆที่ริคต้องเล่นด้วย และเมื่อนักแสดงสนุกกับบทที่เล่น คนดูก็ดูเพลินไปด้วยกับการแสดงเหล่านั้น ในส่วนของ แบรด พิตต์ นั้น ด้วยความที่ตัวละครของเขาคืออดีตทหารผ่านศึก ที่มาทำอาชีพเป็นสตั้นท์แมน คาแร็คเตอร์นี้อาจจะไม่ได้หวือหวาเท่าบทของ ลีโอนาร์โด แต่การแสดงในหลายฉากของ แบรด พิตต์ ได้ใจแฟนๆไปเต็มๆ เพราะโชว์ความเท่ห์เพียบ แม้จะอายุอานามไม่น้อยแล้ว แต่โคตรจะเฟิร์ม

โดยรวม Once Upon A Time In Hollywood เป็นหนึ่งในผลงานที่ค่อนข้างสบายๆและลงตัวสุดของ เควนติน ทารันติโน่ ใครที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของผู้กำกับท่านนี้จึงไม่ควรพลาด ส่วนขาจรทั่วไป อาจจะต้องเตรียมตัวก่อนไปดูหนังสักนิด เพราะเป็นงานที่ทำมาเพื่ออุทิศให้กับฮอลลีวู้ดในปลายยุค 60 ดังนั้น ถ้าพอจะมีความรู้บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับดาราดาวรุ่งอย่าง ชารอน เทต ก็จะช่วยให้ดูเรื่องนี้ได้อย่างสนุก และเข้าใจบริบทมากยิ่งขึ้น บวกกับความยาวแบบจัดเต็มเกือบ 3 ชั่วโมง อาจจะต้องเคลียร์ตัวเองให้พร้อม ก่อนที่เควนติน จะพาคุณหลุดเข้าไปในฮอลลีวู้ดยุคนั้นแบบเต็มตัว

***************

 

เกร็ดเล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับหนัง

 

  • ใน Once Upon A Time In Hollywood มีฉากที่เหล่าคนดัง ประกอบด้วย โรมัน โปลันสกี้ และชารอน เทต ไปปาร์ตี้ริมสระว่ายน้ำ ที่คฤหาสน์เพลย์บอย ของ ฮิวจ์ เฮฟเนอร์ ซึ่งในหนังเรื่องนี้ได้ใช้สถานที่จริงในการถ่ายทำ เพราะผู้กำกับ เควนติน ทารันติโน่ เป็นแขกประจำของปาร์ตี้ที่เพลย์บอยจัดขึ้น

 

  • หนังเรื่องนี้ถือเป็นผลงานชิ้นสุดท้ายของ ลุค เพอร์รี่ นักแสดงดังจากยุค 90 ในซีรีส์ Beverly Hills 90210 ที่กลับมาดังอีกรอบจากบทพ่อพระเอกใน Riverdale ซึ่งเขาถ่ายทำหนังเรื่องนี้ไว้ก่อนเสียชีวิต เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งในเรื่อง ลุค เพอร์รี่ แสดงเป็น เวย์น มอลเดอร์ นักแสดงชาวแคนาดา ที่มีผลงานละครโทรทัศน์มากมายในช่วงปลายยุค 60 จนถึงต้นยุค 70

 

  • ในหนัง Once Upon A Time In Hollywood จะมีตัวละคร ชาร์ล แมนสัน ฆาตกรโรคจิตระดับตำนานด้วย ซึ่งเควนติน ทารันติโน่ เลือกให้นักแสดงที่ชื่อว่า เดม่อน เฮอร์ริแมน มารับบทดังกล่าว และด้วยความบังเอิญ เดม่อน ก็แสดงบทบาท ชาร์ล แมนสันนี้ ในซีรีส์ Mindhunter ของ Netflix ซึ่งซีซั่น 2 ที่มีตัวละคร ชาร์ล แมนสัน ปล่อยให้ชมกันเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เวลาไล่เลี่ยกับโปรแกรมฉายของหนังเลย

 

ติดตามคอลัมน์ SO WATCH และ ฟังวิทยุออนไลน์ Chill Online เพลงเพราะทำงานเพลิน ได้ที่ 
www.chillfm.fm และที่
Application : Atimeonline โหลดฟรีที่ App Store และ Play Store
Facebook : Chill FM
Instagram : chillfmfanpage
Twitter : chillfmfanpage

***************

SO WATCH 

BY GOSSIPGUN

บันเทิง