SO WATCH BY GOSSIPGUN |

SO WATCH BY GOSSIPGUN

 
 
Ad Astra หนังอวกาศที่เน้นสำรวจจิตใจ มากกว่าดวงดาว
 
HIGHLIGHTS
 
  • Ad Astra ได้รับกระแสตอบรับอย่างดีในแง่บวก จากบรรดานักวิจารณ์และแขกระดับ VIP ที่ได้รับเชิญไปชมหนังเรื่องนี้ที่เทศกาลหนังเวนิส ถึงขั้นยกให้ภาพยนตร์น่าจะมีสิทธิ์ลุ้นรางวัลออสการ์ รวมถึงต่างชื่นชมการแสดงของ แบรด พิตต์
 
  • ก่อนจะไปชมAd Astra ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า หนังเรื่องนี้คือหนังวิทยาศาสตร์ปรัชญาอย่างเต็มตัว ที่เน้นสำรวจสภาพจิตใจของตัวละครนำ พยายามนำเสนอแนวคิดบางอย่างในการใช้ชีวิต ไม่ใช่หนังแอ็กชั่นวิทยาศาตร์ แบบเดียวกับ Armageddon หรือ The Martian
 
  • ประโยคที่อาจจะอธิบาย ภาพรวมการเล่าเรื่องของ Ad Astra คือ "ยิ่งไกลออกไปจากโลกเท่าไหร่ ยิ่งลงลึกในใจของตัวละครมากเท่านั้น" เมื่อหนังดำเนินเรื่องไป และตัวละครไปไกลมากเท่าไหร่ หนังยิ่งพาผู้ชมสำรวจเข้าไปถึงความรู้สึกนึกคิดของพระเอก มากยิ่งขึ้นเท่านั้น
         
Ad Astra หนังอวกาศที่สร้างชื่อจากเทศกาลภาพยนตร์
 
คำว่า Ad Astra เป็นภาษาลาติน ย่อมาจากประโยคเต็มที่ว่า "Per aspera ad astra” แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า "through hardships to the stars" ดังนั้น ชื่อหนัง Ad Astra จึงแปลว่า To The Stars หรือ สู่ดวงดาว นั่นเอง ตรงตามพล็อตหนังที่ว่าด้วยการเดินทางสู่ห้วงอวกาศของตัวละครนำ เพื่อค้นหาบางสิ่งที่หายไป

 
Ad Astra เป็นผลงานชิ้นล่าสุดของ เจมส์ เกรย์ ผู้กำกับสายเทศกาลภาพยนตร์ที่คอหนังคุ้นชื่อกันดี เพราะผลงานชิ้นก่อนหน้าของเขา ส่งให้ เจมส์ เข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำมาแล้ว ถึง 4 ครั้ง จากภาพยนตร์เรื่อง The Yards (2000), We Own the Night (2007), Two Lovers (2008) และ The Immigrant (2013) มีเพียงผลงานแจ้งเกิดของเขาอย่าง Little Odessa (1994) เรื่องเดียวที่ไม่ได้ไปเทศกาลหนังเมืองคานส์ แต่ไปชนะรางวัล Silver Lion (หรือรองชนะเลิศ) จากเทศกาลหนังเวนิสแทน

 
โดยผลงานชิ้นล่าสุดอย่าง Ad Astra ก็เกือบจะได้ไปปรากฏโฉม ฉายรอบปฐมทัศน์ที่เทศกาลหนังเมืองคานส์แล้ว เพราะกำหนดฉายเดิมนั้น ทางค่ายทเว็นตี้ เซ็นจูรี่ ฟ็อกซ์ วางโปรแกรมไว้วันที่ 24 พฤษภาคม ช่วงเวลาไล่เลี่ยกับการจัดเทศกาลหนังเมืองคานส์พอดี ดังนั้น เมื่อหนังเข้าฉายที่คานส์ กระแสคำชมจะส่งผลบวกต่อหนังอย่างแน่นอน แต่แผนการทั้งหมดต้องเปลี่ยนแปลง หลังจากเกิดข่าวใหญ่ในฮอลลีวู้ด เมื่อดิสนีย์ ทำการซื้อกิจการทั้งหมดของฟ็อกซ์ แล้วเมื่อดิสนีย์เข้ามาคุมการจัดจำหน่ายของ Ad Astra ทำให้ทางสตูดิโอยักษ์ใหญ่ ตัดสินใจเลื่อนฉายหนัง เนื่องจากกำหนดเดิมนั้น เข้าฉายวันเดียวกับ Aladdin อีกหนึ่งโปรแกรมยักษ์ของทางค่ายที่ไม่เลื่อนแน่นอน โดยโปรแกรมใหม่ที่ทางดิสนีย์วางให้ Ad Astra คือกลางเดือนกันยายน ใกล้เคียงกับช่วงเวลาการจัดงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิสแบบพอดี

 
ดังนั้น Ad Astra จึงเปลี่ยนแผนการฉายรอบปฐมทัศน์ จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ มาเป็นเทศกาลหนังเวนิส ซึ่งก็เป็นไปตามคาด คือหนังได้รับกระแสตอบรับอย่างดีในแง่บวก จากบรรดานักวิจารณ์และแขกระดับ VIP ที่ได้รับเชิญไปชมหนังเรื่องนี้ ถึงขั้นยกให้ภาพยนตร์น่าจะมีสิทธิ์ลุ้นรางวัลออสการ์ รวมถึงต่างชื่นชมการแสดงของ แบรด พิตต์ ที่อาจได้เข้าชิงในสาขานักแสดงนำชายปีนี้
 
 

Ad Astra
ภารกิจสู่ดวงดาวเพื่อตามหาพ่อ และช่วยโลกมนุษย์
 
Ad Astra เล่าเรื่องราวในโลกอนาคตอันใกล้ เมื่อโลกมนุษย์และระบบสุริยะจักรวาล กำลังต้องเผชิญกับภัยอันตรายครั้งใหม่ ที่อาจนำไปสู่จุดสิ้นสุดของมวลมนุษยชาติ เมื่อมีคลื่นพลังลึกลับ ถูกปล่อยออกมาก่อให้เกิดภัยต่างๆไปทั่วโลก และคลื่นไฟฟ้านี้ เริ่มปล่อยออกมาถี่ขึ้นเรื่อยๆ และรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
 
องค์กรนาซ่าเริ่มค้นพบว่า คลื่นพลังลึกลับนี้ถูกส่งมาจากดาวเนปจูน และอาจเกี่ยวโยงกับปฏิบัติการลีม่า ภารกิจสำรวจจักรวาลของนาซ่าที่พังไม่เป็นท่าเมื่อ 16 ปีก่อน หลังยานสำรวจดังกล่าว ขาดการติดต่อและหายไปอย่างลึกลับ ทำให้นาซ่าคิดว่า คลิฟฟอร์ด แมคไบรด์ (รับบทโดย ทอมมี่ ลี โจนส์) หัวหน้าทีมปฏิบัติภารกิจดังกล่าวเสียชีวิตไปแล้ว จนกระทั่งเกิดคลื่นไฟฟ้าลึกลับขึ้น นาซ่าจึงคาดว่า อาจจะเป็นผลของการกระทำจากปฏิบัติลีม่า และคลิฟฟอร์ด อาจจะยังมีชีวิตอยู่ในอีกฟากหนึ่งของระบบสุริยะจักรวาลก็เป็นอันได้

 
เรื่องราวทั้งหมด ทำให้เกิดภารกิจลับของนาซ่า ที่นำโดย รอย แมคไบรด์ (รับบทโดย แบรด พิตต์) นักบินอวกาศที่เดินตามรอยพ่อของเขา ในการทำงานร่วมกับนาซ่า แต่รอยต้องเดินภายใต้เงาของพ่อเสมอ บุคคลซึ่งนาซ่ายกให้เป็นตำนาน เพราะเขาคือมนุษย์คนแรก ที่เดินทางไปถึงทั้งดาวพฤหัสฯและดาวเนปจูน การที่ต้องเดินตามรอยเท้าของพ่อนั้น ทำให้รอย รู้สึกชีวิตไม่สมบูรณ์อยู่เสมอ เขารู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่าง ขาดหายไปจากชีวิตของเขา
 
ดังนั้นภารกิจครั้งนี้ การเดินทางไปยังดาวเนปจูนของรอย จึงเป็นทั้งปฏิบัติการ เพื่อช่วยโลกมนุษย์ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้ และเพื่อช่วยเหลือตัวเอง ในการที่เขาอาจจะมีโอกาสได้เจอพ่ออีกครั้ง โอกาสที่เขาจะเติมเต็มบางอย่างที่เป็นรูโหว่ในจิตใจ การเดินทางครั้งนี้อาจจะเป็นคำตอบของชีวิต ที่เขากำลังตามหาอยู่ก็เป็นอันได้
 
 
เมื่อ Ad Astra ไม่ใช่หนังอวกาศแบบที่ผู้ชมทั่วไปคาดหวัง
 
ปัญหาสำหรับการชม Ad Astra ของผู้ชมทั่วไป คือความคาดหวัง ไม่แปลกใจที่ผู้ชมทั่วไปจำนวนไม่น้อย จะเดินออกจากโรงมา พร้อมกับความผิดหวัง กระแสจากผู้ชมทั่วไปกลับตรงข้ามจากนักวิจารณ์ ผู้ชมทั่วไปมองว่าหนังไม่สนุก น่าเบื่อ และชวนง่วงนอน ดังนั้น สำหรับผู้ชมที่จะไปดู Ad Astra ควรจะรู้เสียก่อน ว่าหนังเรื่องนี้ อาจจะไม่ใช่หนังอวกาศทั่วไป แบบที่คุณคาดหวังไว้
 

ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร ที่คนดูจะมองว่า Ad Astra คือหนังแอ็กชั่นระทึกขวัญฟอร์มยักษ์ เพราะหนังมี แบรด พิตต์ รับบทนำ แถมตัวอย่างหนังยังตัดต่อออกมาซะระทึก จนพาลเข้าใจคลาดเคลื่อนกันไป ว่าหนังที่จริงแล้วเป็นแบบไหน เมื่อเห็นนักแสดงแถวหน้าของฮอลลีวู้ด มาแสดงนำในหนังทุนสร้างระดับ 80 ล้านเหรียญฯ ไม่แปลกใจที่คนดูจะคาดหวังหนังแบบเดียวกับ Armageddon, The Martian หรือ Gravity แต่อันที่จริงแล้ว หนังมีความใกล้เคียงกับเหล่าบรรดาหนังที่เอ่ยชื่อมาเพียง 30% เท่านั้น เพราะนั่นคือปริมาณฉากระทึกที่หนังมี แต่อีก 70% ของ Ad Astra คือหนังวิทยาศาสตร์ปรัชญาอย่างเต็มตัว ที่เน้นสำรวจสภาพจิตใจของตัวละครนำ พยายามนำเสนอแนวคิดบางอย่างในการใช้ชีวิต
 
 
Ad Astra เลยกลายเป็นหนังไซไฟที่คะแนนของผู้ชมทั่วไป กับคอหนังพันธุ์แท้หรือกลุ่มนักวิจารณ์ สวนทางกันโดยสิ้นเชิง หนังได้คะแนนบวกในเว็บไซต์ Rotten Tomatoes มากถึง 83% หมายความว่า หนังเป็นขวัญใจของนักวิจารณ์อย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม คะแนนของผู้ชมทั่วไป ที่โหวตความชื่นชอบในหนังเรื่องนี้ ในเว็บไซต์เดียวกัน กลับได้คะแนนเพียง 42% เท่านั้น รวมถึงคะแนน Cinema Score ที่มีการสำรวจจากผู้ชมทั่วอเมริกาในวันแรกที่หนังเข้าฉายได้เพียงเกรด B- เท่านั้น ในขณะที่หนังอวกาศอย่าง Gravity ได้คะแนนเฉลี่ยระดับ A- ส่วน The Martian ได้เกรด A เลยทีเดียว

 
งานโปรดักชันที่ทำให้ Ad Astra ขึ้นแท่นหนังเอพิค
 
แม้แก่นแท้ของ Ad Astra จะเป็นหนังไซไฟปรัชญา แต่ด้วยทุนสร้างระดับ 80 ล้านเหรียญ และทีมงานคุณภาพในทุกภาคส่วน ทำให้งานสร้างของหนังเรื่องนี้ ไม่ใช่หนังอวกาศไก่กา แต่มาพร้อมกับงานโปรดักชั่นที่เนี้ยบ ดูดีระดับพรีเมี่ยม เป็นงานสร้างที่ผ่านการคิด การออกแบบ การไตร่ตรองมาอย่างดี ทำให้คุณภาพของหนัง ไม่แพ้หนังวิทยาศาสตร์แถวหน้าเรื่องไหนๆ

 
สิ่งที่ทำให้หนัง Ad Astra ขึ้นแท่นหนังอวกาศชั้นเยี่ยม ลำดับแรกคือการรักษาบรรยากาศของหนังได้อย่างดีเยี่ยม อารมณ์ที่หนังพยายามจะสื่อสารกับผู้ชมมากที่สุดคือ "ความเคว้งคว้าง" เมื่อทุกภาคส่วนเข้าใจตรงกัน ว่าหนังพยายามจะสื่อสารสิ่งนี้ งานสร้างทั้งภาพและเสียงจึงล้วนสอดคล้องและส่งเสริมซึ่งกันและกัน หนังพยายามจะสื่อถึงความเคว้งคว้าง ว่างเปล่าของอวกาศมากถึงมากที่สุด ด้วยภารกิจการเดินทางออกไปนอกโลก ไปยังดวงดาวอันไกลโพ้น ที่มนุษย์แทบจะไม่รู้เลยว่ามีสิ่งมีชีวิตอื่นอีกหรือไม่ ดังนั้น พื้นที่นอกโลก จึงเป็นบริเวณที่ว่างเปล่า หนังจึงถ่ายทอดความรู้สึกดังกล่าว ออกมาได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งงานภาพ ไม่ว่าจะเป็นฉากที่ดวงจันทร์ ดาวอังคาร หรือแม้แต่บริเวณรอบๆดาวเนปจูน ล้วนสัมผัสได้ถึงความว่างเปล่าแทบทั้งสิ้น และหนังยังขยี้ต่อด้วยงานเสียง ที่หนังแทบจะไม่ใส่ดนตรีประกอบใดๆ มีเพียงเสียงเอ็ฟเฟ็ค จากสิ่งของตามสมควรเท่านั้น ยิ่งทำให้ผู้ชมรู้สึกถึงความเงียบสงัดของบริเวณนอกโลกได้อย่างดี อีกทั้งยังสอดคล้องกับความรู้สึก สิ่งที่ตัวละครรอย ของแบรด พิตต์ กำลังนึกคิด ตัวละครนี้กำลังเผชิญหน้ากับความรู้เคว้งคว้างในจิตใจ (ซึ่งทางผู้เขียนของกล่าวถึงเพิ่มเติมในหัวข้อถัดไป)
 
 
ลำดับถัดมา คือ งานภาพที่ถูกถ่ายทำออกมาผ่านสายตาของ ฮอยต์ ฟาน ฮอยเตมา ผู้กำกับภาพชาวสวิตเซอร์แลนด์ สื่ออารมณ์ได้อย่างดีเยี่ยม เขาผู้นี้เคยร่วมงานกับ คริสโตเฟอร์ โนแลน มาแล้วใน Dunkirk และ Interstellar และคุ้นเคยกับอารมณ์เงียบเหงาเป็นอย่างดี จากผลงานของ สไปซ์ จอนซ์ เรื่อง Her ดังนั้น เขาจึงสามารถใช้งานกำกับภาพ มาสื่ออารมณ์และสื่อความหมาย ให้กับ Ad Astra อย่างพอเหมาะ รวมถึงการใช้สีอีกด้วย ถ้าผู้ชมสังเกต จะเห็นว่าหลายฉากใน Ad Astra มีการเลือกใช้โทนสีเดียว ในการสื่ออารมณ์ฉากนั้นๆ
 

หัวใจและแนวคิดหลักภายใต้
Ad Astra
 
อิทธิพลหลักของ Ad Astra เชื่อว่ามาจากหนังไซไฟปรัชญาในช่วงปลายยุค 60 จนถึงต้นยุค 70 อย่าง 2001 : A Space Odyssey และ Solaris ที่ถือได้ว่าเป็นมิติใหม่ของหนังอวกาศ ที่มาพร้อมกับแนวคิดที่แฝงไว้อย่างลึกซึ้ง Ad Astra ดำเนินรอยตามหนังทั้งสองเรื่องนี้ แต่ก็ไม่ได้ดูยาก หรือโหดสำหรับผู้ชมทั่วไปมากเท่านั้น หนังยังพยายามเล่าเรื่องให้ผู้ชมกลุ่มทั่วไป ดูตามเส้นเรื่องได้ไม่ยาก และใส่ฉากตื่นเต้นเข้ามา เพื่อเอาใจคอหนังกลุ่มทั่วไป แต่ความช้าในจังหวะการเล่าเรื่อง เพื่อพยายามจะสื่ออารมณ์ของตัวละครนำนั้น ก็เป็นจุดให้กลุ่มคนดูทั่วไป สติหลุดจากการดู Ad Astra พอสมควร
 
ประโยคที่อาจจะอธิบาย ภาพรวมการเล่าเรื่องของ Ad Astra คือ "ยิ่งไกลออกไปจากโลกเท่าไหร่ ยิ่งลงลึกในใจของตัวละครมากเท่านั้น" หนังเริ่มต้นด้วยการแนะนำตัวละคร รอย นักบินอวกาศที่สภาพจิตใจว่างเปล่า ไม่มีอะไรมาเติมเต็มเขาได้ แม้แต่คนรักที่ดูห่างเหิน เหมือนมีอะไรบางอย่างที่รอยพยายามจะไขว่คว้ามาตลอดเวลา แต่ก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร และเมื่อรอย ได้ทราบข่าวดีว่า พ่อของเขาที่ห่างหายไปนานถึง 16 ปี อาจจะยังมีชีวิตอยู่ เขาจึงมีความหวังที่จะเยียวยาบาดแผลในใจอีกครั้ง และเมื่อตัวละครรอย เดินทางออกไปนอกโลกไกลขึ้นเท่าไหร่ ความวังเวงก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น เขายิ่งมีเวลาในการทบทวนความรู้สึกนึกคิด และสภาพจิตใจมากขึ้น ว่าแท้จริงแล้ว ปัญหาของเขาคืออะไร เขาต้องการอะไรกันแน่ อะไรคือคำตอบที่แท้จริง ของคำถามที่ค้างคาในใจมาอย่างยาวนาน
 
 
(ส่วนต่อไปของบทความ จะเผยตอนจบของ Ad Astra ถ้ายังไม่ได้ดู อ่านข้ามไปหัวข้อถัดไปได้เลยครับ)
 
 
ท้ายที่สุดใน Ad Astra รอยได้พบคำตอบในการเดินทางครั้งนี้ว่า ไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นใดนอกโลก นอกจากมนุษย์โลกด้วยกัน รอยค้นพบว่า ความสุขที่แท้จริง ก็คือคนใกล้ตัว ที่พร้อมจะรักและเข้าใจเขาเสมอ ในตอนต้นของหนัง รอยพยายามจะออกไปนอกโลก เพื่อไปเจอพ่อ ไปหาคำตอบ หนีออกไปไกลจากภรรยา แต่ท้ายที่สุดแล้ว เขากลับพบว่า คำตอบทั้งหมด คือคนที่บ้าน คนที่โลก คนรอบตัวของเขานี่เอง รอยเสียเวลาในการไปไกลถึงดาวเนปจูน เพื่อค้นพบว่า สิ่งดีๆไม่ได้อยู่ไกลตัวเลย อยู่รอบตัวเรานี่เอง แนวคิดนี้ คล้ายคลึงกับ Solaris หนังอวกาศคลาสสิคของ รัสเซีย ที่ตัวละครเอก พยายามจะเดินทางออกไปนอกโลก เพื่อลืมปัญหาในอดีต ลืมเรื่องที่ผ่านมาทั้งหมด แต่เขากลับค้นพบในภายหลังว่า ต่อให้หนีไปไกลแค่ไหน ก็ไม่อาจลืมได้ ปัญหาทั้งหมด ต้องแก้ที่ภายใน ในจิตใจของมนุษย์เรานี่เอง หนังทั้งสองเรื่อง จึงมาพร้อมกับแนวคิดที่คล้ายคลึงกันว่า ปัญหาทั้งหมดของมนุษย์เกิดจากจิตใจของมนุษย์ จงแก้ที่ใจของคนเราเถิด ต่อให้หนีไปไกลกี่ล้านไมล์ ก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น จงมองลงไปในสิ่งที่ใกล้ตัวเรามากที่สุด
 
แบรด พิตต์ กับบทบาทสำคัญใน Ad Astra
 
แม้จะมีนักแสดงร่วมจอมากมาย แต่ Ad Astra คือ One Man Show ของแบรด พิตต์ ไม่เพียงแต่ตัวละครรอย จะเป็นตัวเดินเรื่องเพียงคนเดียวของหนังแล้ว หนังยังใช้ประโยชน์จากการลงเสียงอีกด้วย หลายครั้งที่รอยไม่ได้กล่าวอะไรออกมา แต่หนังพยายามจะสื่อความรู้สึก ความคิดของรอย ผ่านการบรรยายของ แบรด พิตต์ ซึ่งช่วยได้อย่างมาก ระหว่างดู Ad Astra คล้ายกับผู้ชมกำลังค่อยๆซึมลึกลงไปในหัวของรอย แล้วหนังก็ค่อยๆพาเราเดินทางไปพร้อมกับตัวละครนี้ ไม่ว่ารอยจะไปไหน รอยกำลังคิดอะไร ผู้ชมจะสัมผัสได้เช่นกัน
 
 
แบรด พิตต์ ในวัย 55 ปี ทำหน้าที่รอยได้อย่างสมบูรณ์แบบ น่าจะเป็นอีกหนึ่งบทบาทชั้นเยี่ยมที่น่าจดจำของพระเอกคนนี้ นอกจากการแสดงแล้ว น้ำเสียงในการบรรยายยังถ่ายทอดและสื่ออารมณ์ได้อย่างดีเยี่ยม จนแอบคิดว่าน่าเสียดายเหมือนกัน ที่แบรด พิตต์ ยังไม่เคยได้รับรางวัลใหญ่ๆอย่าง ออสการ์ ในสาขาการแสดงเลย แม้จะเคยเข้าชิงจาก 12 Monkey, The Curious Case of Benjamin Button และ Moneyball แต่เขากลับเคยชนะออสการ์ จากในฐานะผู้อำนวยการสร้างหนังอย่าง 12 Years เท่านั้น
 
กลุ่มนักแสดงสมทบอย่าง ทอมมี่ ลี โจนส์ ในบทพ่อของรอย, ลีฟ ไทเลอร์ ในบทรักของรอย, โดนัลด์ ซัทเธอร์แลนด์ ในบทนักบินอวกาศรุ่นเดอะ และรูธ เน็กการ์ ในบทเจ้าหน้าที่บนดาวอังคาร ล้วนทำหน้าที่ได้อย่างดี แม้บทของแต่ละคนจะไม่เยอะเท่าไหร่นัก แต่ก็ส่งผลสำคัญต่อความรู้สึกนึกคิดของรอย ในแต่ละช่วงเวลา ล้วนมีอิทธิพลสำคัญต่อภาพรวมหนังทั้งสิ้น
 
 
สรุปแล้ว Ad Astra คือหนังอวกาศชั้นเยี่ยม ที่มาพร้อมกับงานสร้างของยอดฝีมือในแต่ละส่วน หนังมาพร้อมกับข้อความที่ตั้งใจจะสื่อสารกับผู้ชม ที่ค่อนข้างลึกซึ้งกินใจ ถ้าผู้ชมเตรียมใจให้พร้อม ว่าจะเข้าชมหนังแนวนี้ คงจะไม่ผิดหวัง แต่ถ้าเข้าใจคลาดเคลื่อน หรือไม่ทราบถึงภาพรวมของหนังที่แท้จริงมาก่อน อาจจะตกใจถึงความเอื่อยเฉื่อยของหนังก็เป็นได้ ซึ่งมันเป็นความตั้งใจในการเล่าเรื่อง ที่จะค่อยๆดิ่งลึกลงไป ในความรู้สึกนึกคิดของพระเอก ถ้าคุณสนใจจะชมเรื่องนี้ เตรียมตัวเตรียมใจ พักผ่อนให้พอ แล้วคุณอาจจะดำดิ่งไปกับ Ad Astra ได้อย่างไม่ยากเย็นอะไรนัก
 
 
เกร็ดเล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับหนัง
 
  • นอกจากรับบทนำแล้ว แบรด พิตต์ ยังทำหน้าที่อำนวยการสร้าง Ad Astra ด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ เขาเองเคยโปรดิวซ์หนังคุณภาพมาเพียบ ไล่ตั้งแต่ 12 Years a Slave, The Big Short, The Departed, Eat Prey Love, Moonlight, Moneyball, The Tree of Life, Fury และอีกเพียบ
 
  • แม้ แบรด พิตต์ จะไม่เคยเล่นหนังอวกาศมาก่อน แต่เหล่าบรรดานักแสดงสมทบ ล้วนผ่านบทบาทในหนังอวกาศมาแล้ว ทั้ง ลีฟ ไทเลอร์ กับบทนางเอก Armageddon รวมถึง ทอมมี่ ลี โจนส์ และ โดนัลด์ ซัทเธอร์แลนด์ เคยร่วมจอกันในหนังอวกาศเรื่อง Space Cowboys ของ คลิ้นต์ อีสต์วู้ดมาแล้ว
 
  • เดิมที แบรด พิตต์ วางแผนจะรับบทนำใน The Lost City of Z ผลงานกำกับชิ้นก่อนหน้านี้ ของผู้กำกับ เจมส์ เกรย์ แต่เนื่องด้วยคิวถ่ายทำที่ว่างไม่ตรงกัน ทำให้แบรด พิตต์ ต้องถอนตัวจากหน้าที่นักแสดงนำ และย้ายไปเป็นผู้อำนวยการสร้างแทน แต่ในที่สุด แบรด พิตต์ ก็ได้ร่วมงานบนหน้าจอ ของหนังเจมส์ เกรย์ ใน Ad Astra แทน
 
ติดตามคอลัมน์ SO WATCH และ ฟังวิทยุออนไลน์ Chill Online เพลงเพราะทำงานเพลิน ได้ที่ 
www.chillfm.fm และที่
Application : Atimeonline โหลดฟรีที่ App Store และ Play Store
Facebook : Chill FM
Instagram : chillfmfanpage
Twitter : chillfmfanpage
 

*************************


 
SO WATCH

BY GOSSIPGUN

บันเทิง