SO WATCH BY GOSSIPGUN |

SO WATCH BY GOSSIPGUN


รีวิว Maleficent : Mistress of Evil ภาคต่อของเจ้าหญิงนิทราในอีกมุมมอง
 
HIGHLIGHTS
 
  • นี่คือภาคต่อของ Maleficent หนังดิสนีย์ที่หยิบเอาเรื่องราวของ Sleeping Beauty หรือเจ้าหญิงนิทรามาเล่าใหม่ ในมุมมองของตัวร้าย ซึ่งความน่าสนใจของภาคต่อ คือการเปิดโอกาสให้ดิสนีย์ ได้สร้างสรรค์เรื่องราวเพิ่มเติมขึ้นมาใหม่ แตกต่างจากภาคแรกที่เดินเรื่องค่อนข้างใกล้เคียงกับต้นฉบับ
 
  • หลังจากห่างหายไปทำงานเบื้องหลังและงานเพื่อสังคม Maleficent : Mistress of Evil ถือว่างานหน้าจอเรื่องแรกในรอบ 4 ปี ของ แองเจลิน่า โจลี่ นับตั้งแต่ By The Sea เมื่อปี 2019 ผลงานที่นอกจากจะแสดงนำแล้ว เธอยังกำกับการแสดงเองด้วย (และได้ สามีตัวจริงในตอนนั้นอย่าง แบรด พิตต์ มารับบทนำ)
 
  • หนังภาคนี้ ถือว่าเป็นศึกระหว่างสองตัวแม่อย่างแท้จริง เพราะการที่ได้ มิเชลล์ ไฟฟเฟอร์ มารับบท ควีนอิงกริด ราชินีที่ต้องการสงครามในภาคนี้ ทำให้หนังเปิดโอกาสให้มีฉากปะทะกันระหว่าง แองเจลิน่า โจลี่ กับ มิเชลล์ ไฟฟเฟอร์ อย่างเต็มที่ สมใจอยากแฟนๆอย่างแน่นอน
         
**************************************
 
ย้อนรอยความสำเร็จ Maleficent ภาคแรก
 

Maleficent ออกฉายครั้งแรกเมื่อปี 2014 โดยหนังมาในยุคแรกๆของการที่ดิสนีย์หยิบเอาการ์ตูนคลาสสิกในค่ายตัวเองกลับมาปัดฝุ่นทำใหม่ หลังจากความสำเร็จของ Alice In Wonderland เมื่อปี 2010 หลังจากนั้นทางค่ายก็ปล่อย Oz The Great and Powerful ออกมาในปี 2013 และตามด้วยหนังเรื่องนี้
 
 
ซึ่ง Maleficent มีความแตกต่างจากเหล่าบรรดาหนังเวอร์ชั่น Live-Action ที่สร้างจากการ์ตูนเก่าๆของทางค่าย เนื่องจากโดยส่วนใหญ่แล้ว มักจะเล่าเรื่องตามขนบเดิม ไม่ได้มีการใช้เส้นเรื่องใหม่แต่อย่างใด (อาทิ Beauty and the Beast, Cinderella และล่าสุด The Lion King ที่เล่าเรื่องแบบเดิมแทบจะ 100%) แต่สำหรับ Maleficent มันมีความแตกต่างออกไป เนื่องจากเป็นการหยิบเอาการ์ตูนดิสนีย์คลาสสิกลำดับที่ 16 อย่าง Sleeping Beauty หรือเจ้าหญิงนิทรากลับมาสร้างใหม่ แต่แทนที่จะเอาเจ้าหญิงเป็นตัวเดินเรื่อง ดิสนีย์กลับพลิกกับ Maleficent ตัวร้ายประจำเรื่องมาเป็นตัวเดินเรื่องแทน ด้วยมุมมองที่น่าสนใจกว่าของตัวละครนี้ ทำให้หนังค่อนข้างมีความแตกต่างจากเรื่องอื่นๆทั้งหมด
 
บุคคลที่ทำให้โปรเจ็ค Maleficent เป็นจริงขึ้นมาได้ คงหนีไม่พ้นนางเอกอย่าง แองเจลิน่า โจลี่ ที่เธอถูกเลือกให้รับบทดังกล่าวตั้งแต่ปี 2010 ก่อนหนังเข้าฉายถึง 4 ปี ตั้งแต่ยุคสมัยที่ ทิม เบอร์ตัน ถูกวางตัวให้กำกับโปรเจ็คนี้ จนกระทั่งทิมถอนตัวไป โจลี่พยายามผลักดันโปรเจ็คนี้อย่างมาก ด้วยความชื่นชอบในตัวละครมาเลฟิเซนต์ตั้งแต่สมัยเด็กๆ จนกระทั่งโปรดิวเซอร์ใหญ่ของหนังอย่าง โจ ร็อธ เคยออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ถ้าโปรเจ็คนี้ ไม่ได้ แองเจลิน่า โจลี่ มาเล่น คงต้องพับไป เพราะไม่มีใครที่เหมาะสมไปมากกว่าเธออีกแล้ว จนกระทั่งท้ายที่สุดเมื่อหนังออกฉาย ก็สามารถกวาดรายได้ไปมากกว่า 750 ล้านเหรียญฯ จากทั่วโลก ขึ้นแท่นหนังทำเงินสูงสุดอันดับ 4 ของปีดังกล่าว เป็นรองเพียง Transformers : Age of Extinction, The Hobbits : The Battle of Five Armies และ Guardians of the Galaxy เท่านั้น นอกจากนี้หนังยังขึ้นแท่น หนังที่แองเจลิน่า โจลี่ แสดงและทำเงินสูงสุดในชีวิตการทำงานของเธอ
 
 

หลังจากติดภาพ ลาร่า ครอฟต์ จากหนังชุด Tomb Raider มาพักใหญ่ Maleficent แทบจะลบภาพติดตาของเธอไปเสียหมด จนบทบาทมาเลฟิเซนต์ขึ้นแท่น หนึ่งในบทที่น่าจดจำที่สุดในการแสดงของเธอ แม้ว่าตัวหนัง Maleficent ภาคแรกนั้น จะได้รับคำวิจารณ์ที่ค่อนข้างก้ำกึ่ง แต่การแสดงของเธอนั้น เป็นที่ยกย่องของเหล่าบรรดานักวิจารณ์เป็นอย่างมาก ถือว่าเป็นหนึ่งในจุดสูงสุดสำหรับการแสดงของเธอ โดยหลังจาก Maleficent ออกฉาย โจลี่ก็แทบจะเฟดออกจากหน้าจอ ไปทำงานเบื้องหลังและงานเพื่อสังคมเท่านั้น โดยช่วงเวลาระหว่าง Maleficent ทั้งสองภาค ซึ่งนานถึง 5 ปี เธอปรากฏตัวบนหน้าจอในหนังเรื่องเดียวเท่านั้น คือ By The Sea เมื่อปี 2015 ซึ่งเธอกำกับการแสดงเอง (และแสดงประกบอดีตสามีอย่าง แบรด พิตต์)
 
เส้นทาง 5 ปีก่อนจะมีภาคต่อของ Maleficent
 
แม้ Maleficent ก็กวาดรายได้อย่างสูงให้กับดิสนีย์ แต่สตูดิโอก็ใช้เวลานานถึง 5 ปี กว่าที่จะเข็นให้หนังภาคต่ออย่าง Maleficent : Mistress of Evil เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ได้ ซึ่งถือว่าไวกว่ากำหนดเดิม เดิมทีหนังถูกวางโปรแกรมไว้ในเดือนพฤษภาคมปีหน้า แต่เนื่องจากหนังเสร็จสมบูรณ์แล้ว จึงขยับวันฉายให้เร็วขึ้นถึง 8 เดือน มิฉะนั้น หนังภาคนี้จะเข้าฉายห่างจากภาคแรก นานถึง 6 ปีเต็มเลยทีเดียว


สาเหตุหลักที่ทำให้ Maleficent ใช้เวลานานกว่าจะกลับมาขึ้นจอได้ ด้วยคิวการทำงานของ แองเจลิน่า โจลี่ อย่างที่แฟนๆทราบกันดี ว่าเธอทุ่มเทเวลาไม่น้อย ให้กับงานเบื้่องหลัง นั่นคือกำกับภาพยนตร์ โดยตลอดระยะเวลา 5 ปี ที่หนัง Maleficent ทั้งสองภาคออกฉาย เธอปล่อยผลงานกำกับภาพยนตร์ออกมาถึง 3 เรื่อง ประกอบด้วยหนังสงครามอย่าง Unbroken ในปี 2014, หนังดราม่าที่ว่าด้วยชีวิตคู่รักที่หมดไฟอย่าง By The Sea เมื่อปี 2015 และหนังที่สร้างเรื่องเหตุการณ์จริงอันแสนจะหดหู่ในกัมพูชาอย่าง First They Killed My Father เมื่อปี 2017 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องหลัง แม้ว่าจะปล่อยฉายใน Netflix แต่ก็ได้รับคำชมอย่าล้นหลาม รวมถึงงานเพื่อสังคม ที่โจลี่ทำมาโดยตลอด ทำให้กว่าเธอจะเซ็นต์สัญญาเพื่อกลับมารับบทนำในภาคต่อของ Maleficent ก็เกิดขึ้นในปี 2016 แล้ว
 
 
สำหรับ Maleficent : Mistress of Evil นั้น นอกจาก แองเจลิน่า โจลี่ จะกลับมารับบทนำแล้ว บุคคลสำคัญ 3 คนจากภาคแรก ที่กลับมาร่วมทีมกันอีกครั้ง ประกอบด้วยหัวเรือใหญ่อย่าง โจ ร็อธ ที่กลับมาทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างอีกครั้ง, ลินดา วูฟเวอร์ตัน มือเขียนบทหญิงคนเก่งจากภาคแรก ก็กลับมาสานต่องานในภาคสอง รวมถึง นักแสดงที่เป็นที่รักอย่าง แอลล์ แฟนนิ่ง ก็กลับมารับบทเจ้าหญิงออโรร่าอีกครั้ง (ซึ่งในคราวนี้เธอโตขึ้นมาก) มีเพียงผู้กำกับจากภาคแรก ที่ไม่ได้กลับมาทำหน้าที่เดิม โดยดิสนีย์ได้เลือกให้ โจชิม โรนนิ่ง ผู้กำกับจาก Pirates of the Caribbean ภาค 5 ซึ่งเคยควบคุมงานสร้างโปรเจ็คใหญ่ๆมาแล้ว มาทำหน้าที่กำกับภาพยนตร์ในภาคนี้ ซึ่งมีงานโปรดักชั่นที่อลังการขึ้นจากภาคที่แล้ว
 
 
ในส่วนของนักแสดงนั้น มีสมาชิกใหม่ที่สร้างความฮือฮาในหมู่แฟนๆหลายท่าน แต่ที่ถูกจับตามองที่สุด คงหนีไม่พ้นนักแสดงรุ่นใหญ่อย่าง มิเชลล์ ไฟฟเฟอร์ ที่มารับบท ควีน อิงกริด หรือราชินีตัวร้าย ที่เป็นศัตรูคนสำคัญของมาลิฟิเซนต์ ซึ่งงานนี้เพียงแค่จากตัวอย่าง ก็ทำเอาแฟนๆต่างฮือฮา เพราะน่าจะมีฉากโชว์พลังตัวแม่แข่งกับโจลี่อย่างแน่นอน ส่วนสามนักแสดงชาย ที่เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ในภาคนี้ประกอบด้วย ชิวาเทล เอจิโอฟอร์ นักแสดงฝีมือดีจาก 12 Years a Slave รับบทผู้นำในเผ่าพันธุ์ของ มาเลฟิเซนต์ที่รักสงบ ส่วน เอ็ด สไครน์ พระเอกจาก The Transporter Refueled มารับบทสมาชิกในเผ่าพันธ์ุของ มาเลฟิเซนต์ที่ใฝ่ในสงคราม ในขณะที่บทบาทเจ้าชายฟิลลิป คนรักของเจ้าหญิงออโรร่านั้น ก็มีการเปลี่ยนตัวนักแสดง เนื่องจาก แบรนดอน ทเวตน์ ที่สวมบทบาทนี้ในภาคแรก คิวการถ่ายทำไม่ลงตัว ต้องไปรับบทนำในซีรีส์เรื่อง Titans ทำให้ทางดิสนีย์ตัดสินใจเปลี่ยนตัวเป็น แฮร์ริส ดิกคินสัน ซึ่งหลังจากนี้ เขากำลังจะเป็นพระเอกใน The King's Man หนังต้นกำเนิดคิงส์แมนอีกด้วย ทำให้เขากลายเป็นหนุ่มฮ็อตคนใหม่ ที่น่าจับตามองพอสมควร
 
 
นอกจากหนังภาคนี้จะฉายห่างจากภาคแรกนานถึง 5 ปีแล้ว เรื่องราวในเกิดขึ้นใน Maleficent : Mistress of Evil ก็เล่าห่างจากภาคก่อนนานถึง 5 ปีเช่นกัน เมื่อเจ้าชายฟิลลิป วางแผนจะขอคนรักอย่าง เจ้าหญิงออโรร่า แต่งงาน เพื่อเป็นการเชื่อมสันติภาพระหว่างสองแผ่นดิน ซึ่งออโรร่าก็ตกปากรับคำในการเข้าพิธีวิวาห์ แต่เมื่อข่าวดังกล่าวหลุดไปเข้าหู มาเลฟิเซนต์ ก็ทำให้เธอโกรธเป็นอย่างมาก เพราะไม่ต้องการให้ออโรร่าแต่งงาน เนื่องจากเกรงว่า ทำให้ลูกสาวของเธอนั้นเป็นอันตราย ในขณะเดียวกับกษัตริย์ซึ่งเป็นบิดาของเจ้าชายฟิลลิปก็ถูกลอบทำร้าย และใส่ความว่า มาเลฟิเซนต์เป็นคนก่อเหตุ จากงานวิวาห์ที่หวังว่าจะสร้างความสงบระหว่างสองดินแดน กลับเป็นชนวนใหม่ นำไปสู่สงครามระหว่างเผ่าพันธุ์มนุษย์ และเผ่าพันธุ์เหล่าภูติ การปะทะกันระหว่าง มาเลฟิเซนต์ และควีนอิงกริด มารดาของเจ้าชายฟิลลิปที่กระหายสงคราม และเต็มไปด้วยจิตใจที่เกลียดชังพวกอมนุษย์ทั้งหลาย และหวังว่าจะปราบพวกมันให้ราบคาบ
 
 
Maleficent ภาคใหม่ที่ไฉไล และอลังการขึ้น
 
แม้ว่า Maleficent ภาคแรกจะเล่าในมุมมองที่แตกต่างออกไป และประสบความสำเร็จทางด้านรายได้ แต่ก็ไม่ได้รับคำชมมากเท่าที่ควร หนังได้คะแนนนักวิจารณ์เฉลี่ยจากเว็บไซด์ Rotten Tomatoes เพียง 53% เท่านั้น เช่นเดียวกับผู้เขียน ที่ก็ไม่ได้ชื่นชอบ Maleficent ภาคแรกมากเท่าไหร่นัก ทำให้ไม่ได้คาดหวังใดๆกับการมาของหนังภาคต่อนี้
 
ผลปรากฏว่า Maleficent : Mistress of Evil สร้างความบันเทิงระหว่างชมได้มากกว่าที่คาดหวังไว้เยอะพอสมควร ลำดับแรกต้องขอบคุณเรื่องราวในหนัง ที่เพิ่มความน่าสนใจมากกว่าภาคแรก ต้องยอมรับว่า แม้ Maleficent จะกลับมุมมองการเล่าเรื่องของ Sleeping Beauty แต่ผู้ชมก็ยังสามารถคาดเดาพล็อตเรื่องได้อยู่ดี เพราะเป็นนิทานเก่าแก่ที่เล่าต่อกันมาหลายยุคสมัย ผิดกับภาคต่อนี้ ที่เปิดโอกาสให้ดิสนีย์ได้สร้างสรรค์เรื่องราวขึ้นมาใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเส้นเรื่องหลัก จากความรัก นำไปสู่สงคราม ซึ่งมีความเกลียดชังเป็นแรงผลักดัน ทำให้หนังภาคต่อมีงานโปรดักชั่นที่อลังการขึ้น มีตัวละครใหม่และเส้นเรื่องใหม่ให้น่าติดตามมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ หนังยังพาผู้ชมไปทำความรู้จักกับเผ่าพันธุ์ของ มาเลฟิเซนต์อีกด้วย เผยให้เห็นว่า เธอไม่ใช่เพียงผู้เดียวที่อาศัยอยู่ เธอเองไม่ได้อยู่ตามลำพัง ทำให้เราได้เห็นตัวตนของเธอ ในด้านที่แตกต่างออกไปจากภาคแรก ตัวพล็อตเหล่านี้นี่เอง ที่สร้างความน่าสนใจให้กับภาคนี้ แม้ว่าการเดินเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะบทสนทนาพอจะคาดเดาได้ ตัวละครมีการเปลี่ยนใจ หรือเปลี่ยนข้างกันอย่างง่ายดาย คล้ายละครหลังข่าวก็ตาม แต่ก็ถือว่าตามสูตรของดิสนีย์ ดูง่ายไม่ซับซ้อน เหมาะกับทุกเพศทุกวัย
 
 
ไฮไลต์หลักที่สำคัญของ Maleficent : Mistress of Evil คงหนีไม่พ้น การปะทะกันของสองนางพญาตัวแม่ อย่าง แองเจลิน่า โจลี่ ในบทบาทของ มาเลฟิเซนต์ และมิเชลล์ ไฟฟเฟอร์ ในบทของควีนอิงกริด หนังภาคนี้อาจจะสามารถเรียกชื่อเล่นว่า "ศึกสองแม่" ก็เป็นอันได้ เอาจริงๆแล้ว มันคือการตีกันของ แม่เขยและแม่สะใภ้นั่นเอง แต่มีประเด็นเรื่องเผ่าพันธุ์และแผ่นดินเข้ามาเกี่ยวข้อง เลยทำให้ดูอลังการมากยิ่งขึ้น นักแสดงทั้งสองท่าน แผ่รัศมีความเป็นนางพญาออกมาได้อย่างดีเยี่ยม จริตจัดเต็ม น่าจะถูกใจสาวแท้สาวเทียมพอสมควร แม้ว่าในภาคนี้ โจลี่ เองจะลดบทบาทไปบ้าง เพื่อแบ่งเวลาให้กับเส้นเรื่องอื่นๆ แต่เราก็จะได้เห็นแง่มุมของเธอที่มากขึ้น อาทิ แง่มุมอบอุ่นที่ภาคนี้ เราจะได้เห็นเธอยิ้ม เธอหัวเราะแบบสดใสจริงๆก็มี ส่วน มิเชลล์ ไฟฟเฟอร์ เป็นบทที่มาเผื่อถ่วงดุลโจลี่อย่างแน่นอน คล้ายตัวดีฝ่ายดำ กับตัวร้ายฝ่ายขาว การแสดงของ มิเชลล์ แม้จะเป็นตัวร้ายที่ดูไม่มีมิติอะไรมากนัก แต่เพียงแค่เธอทำหน้าตาดุร้าย น่าเกรงขาม ก็เอาอยู่ในแทบทุกซีนของการปรากฏตัวแล้ว
 
 
อีกหนึ่งส่วนที่อดชื่นชมไม่ได้สำหรับ Maleficent : Mistress of Evil คือความอลังการงานสร้างของโปรดักชั่น หนังเปิดเรื่องรวมถึงพยายามให้ภาพในมุมกว้างบ่อยครั้งมาก ทำให้ผู้ชมได้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของทั้งสองอาณาจักร ความอลังการของปราสาทฝั่งพระเอก ความกว้างไกลของป่าและหุบเขา ยิ่งบวกกับการชมภาพยนตร์ในระบบ IMAX3D ยิ่งสร้างความน่าตื่นตา และเสริมศักยภาพของหนังมากยิ่งขึ้นไปอีก แม้จะดูออกว่าเป็นงานคอมพิวเตอร์กราฟฟิกเสียส่วนใหญ่ แต่ก็อดตื่นตากับภาพที่ปรากฏบนจอไม่ได้ เพราะเหมือนเราถูกกลืนเข้าไปอยู่ในดินแดนเหล่านี้จริงๆ ต้องปรบมือให้ดิสนีย์ ที่ยังคงเก่งและแม่นยำ ในการเนรมิตอาณาจักรแฟนตาซีเหล่านี้ ได้น่าตื่นตาเสมอ
 
ครบรอบ 60 ปี Sleeping Beauty ของดิสนีย์
 
         
ไม่ว่าจะบังเอิญหรือตั้งใจก็แล้วแต่ กลายเป็นการเข้าฉายของ Maleficent : Mistress of Evil มาในปีที่ครบรอบการเข้าฉาย 60 ปีของหนังแอนิเมชั่น Sleeping Beauty หรือเจ้าหญิงนิทราแบบพอดิบพอดี ที่ออกฉายครั้งแรกเมื่อปี 1959 แต่ถ้าจะให้ย้อนกลับไปถึงต้นกำเนิดของเรื่องราวเจ้าหญิงนิทราที่แท้จริงนั้น อาจจะย้อนกลับไปไกลถึง 700-800 ปีกันเลยทีเดียว เพราะหลักฐานแรกที่ค้นพบการมีอยู่ของเรื่องราวดังกล่าวนั้น เผยว่า มีการตีพิมพ์เกี่ยวกับเจ้าหญิงนิทราเป็นครั้งแรก ในสมัย ค.ศ.1330 กันเลยทีเดียว !
 
แม้ว่าจะขึ้นแท่นอีกหนึ่งแอนิเมชั่นคลาสสิคที่ทุกบ้านแทบจะต้องมีวีดีโอเทป แต่เชื่อหรือไม่ว่า สมัยที่ Sleeping Beauty ออกฉาย แทบจะกลายเป็นฝันร้ายของดิสนีย์ ด้วยคำวิจารณ์ที่ค่อนข้างก้ำกึ่ง (เช่นเดียวกับ Maleficent) แต่หายนะที่แท้จริง คือการที่หนังใช้ทุนไปมากถึง 6 ล้านเหรียญฯ ซึ่งถ้าเป็นยุคนี้ถือว่าธรรมดามาก แต่สมัยนั้น ขึ้นแท่นการ์ตูนของดิสนีย์ที่ใช้ทุนสร้างมากที่สุด ด้วยระยะเวลาในการพัฒนางานสร้างมากถึง 8 ปีเต็ม ผลปรากฏว่า หนังกลับไม่สามารถกวาดรายได้แบบที่คาดหวังไว้ ทำให้ดิสนีย์ หยุดสร้างการ์ตูนจากนิทานแฟรี่เทลไปนานอีกถึง 30 ปีเต็มๆ ก่อนจะกลับมาสร้างอีกครั้ง ใน The Little Mermaid ในปี 1989 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มของยุคทองอีกครั้งของดิสนีย์ ในช่วงยุค 90
 
อย่างไรก็ตาม แม้ว่า Sleeping Beauty จะทำรายได้สมัยฉายครั้งแรกเมื่อปี 1959 เพียงแค่ 5.1 ล้านเหรียญฯ แต่หลังจากถูกนำมาฉายในโรงภาพยนตร์ หลายครั้งหลายคราหลังทศวรรษต่อๆมา ก็ทำให้หนังกวาดรายได้รวมไปกว่า 51 ล้านเหรียญฯ มาคืนทุนอีกนานหลังจากนั้น

 
**************************************
 

เกร็ดน่าสนใจเกี่ยวกับ
Maleficent : Mistress of Evil
 
  • ตลอด 5 ปีระหว่างหนัง Maleficent ทั้งสองภาคเข้าฉาย แองเจลิน่า โจลี่ เล่นหนังใหญ่เพียงเรื่องเดียวเท่านั้น คือ By The Sea ที่เธอกำกับการแสดงเอง ในขณะที่ แอลล์ แฟนนิ่ง มีผลงานหนังมากถึง 15 เรื่องใน 5 ปี โดยมีผลงานเด่นๆ อาทิ The Neon Demon, 20th Century Woman, The Beguiled และ Teen Spirit
 
  • นี่ถือว่าเป็นหนังดิสนีย์ เรื่องที่ 2 ในรอบ 3 เดือน ของ ชีวาเทล เอจิโอฟอร์ นักแสดงชื่อดังจาก 12 Years a Slave และ Doctor Strange เพราะเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เขาเพิ่งมี The Lion King ฉบับใหม่เข้าฉายไป ซึ่งเขาพากย์เสียงเป็น สการ์ ตัวร้ายหลักประจำเรื่อง เขาคือคุณน้าของซิมบ้า ที่หวังจะครองบัลลังก์แทนหลาน
 
  • แม้จะเป็นหนังแฟนตาซีเพื่อครอบครัว แต่ทีมนักแสดงของ Maleficent : Mistress of Evil ก็ถือว่าแข็งแกร่งใช่เล่น เพราะประกอบด้วย แองเจลิน่า โจลี่ นักแสดงที่ชนะรางวัลออสการ์มาแล้ว รวมถึงหนังยังมีนักแสดงอีก 4 ท่าน ที่ต่างเคยเข้าชิงรางวัลออสการ์ ทั้ง มิเชลล์ ไฟฟเฟอร์ ที่เคยชิงรางวัลมาแล้วถึง 3 ครั้ง, อิเมลด้า สตอนตั้น ชิงออสการ์นำหญิงยอดเยี่ยมจาก Vera Drake, เลสลี่ย์ แมนวิลล์ ชิงออสการ์สมทบหญิงยอดเยี่ยมจาก Phantom Thread และ ชีวาเทล เอจิโอฟอร์ ซึ่งเคยเข้าชิงนำชายจาก 12 Years a Slave

ติดตามคอลัมน์ SO WATCH และ ฟังวิทยุออนไลน์ Chill Online เพลงเพราะทำงานเพลิน ได้ที่ 
www.chillfm.fm และที่
Application : Atimeonline โหลดฟรีที่ App Store และ Play Store
Facebook : Chill FM
Instagram : chillfmfanpage
Twitter : chillfmfanpage
 
******************************************
 
SO WATCH

BY GOSSIPGUN

บันเทิง