SO WATCH BY GOSSIPGUN |

SO WATCH BY GOSSIPGUN

 
อ่านก่อนดู Terminator : Dark Fate ภาคต่อที่แท้จริงของหนังชุดฅนเหล็ก
 
HIGHLIGHTS
 
  • หนังคนเหล็กเรื่องใหม่นี้ ออกฉายในโอกาสครบรอบ 35 ปีหนังภาคแรกแบบพอดิบพอดี ความน่าสนใจคือ หนังได้ เจมส์ คาเมรอน ผู้กำกับจากสองภาคแรกกลับมาอำนวยการสร้าง และได้สองนักแสดงนำอย่าง อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ และ ลินดา แฮมิลตัน จากสองภาคแรก กลับมารับบทนำอีกครั้ง
 
  • แม้ว่าหนังเรื่องนี้ จะเป็นหนังคนเหล็กเรื่องที่ 6 ในบรรดาทั้งหมด แต่เจมส์ คาเมรอน ขอให้ผู้ชม ลืมหนังคนเหล็กเรื่องที่ 3-5 ไปให้หมด เพราะนี่คือภาคต่อที่แท้จริงของ Terminator 2 : Judgement Day ความวุ่นวายของเส้นเรื่องก่อนหน้านี้ ถือว่าเป็นคนละไทม์ไลน์กัน
 
  • นักวิจารณ์จากเมืองนอก ต่างให้คำชมกับภาพยนตร์เรีื่องนี้ โดยบอกว่า นี่ึคือหนัง Terminator ที่ดีที่สุดในรอบ 28 ปี นับตั้งแต่ T2 เลยทีเดียว โดยส่วนใหญ่ชื่นชมการแสดงของ 3 นักแสดงหญิงอย่าง ลินดา แฮมิลตัน, แม็คเคนซีย์ เดวิส และนาตาเลีย เรเยส โดยทั้งสามแสดงถึงพลังหญิงแกร่งอย่างเต็มที่ ทำให้หนังมีรสชาติที่สดใหม่ แตกต่างจากหนังคนเหล็กภาคก่อนๆที่ชู อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ เป็นตัวหลัก
         
**************************************
 
ย้อนรอยความสำเร็จ The Terminator
 
ก่อนหน้า Avatar และ Titanic ก่อนที่ เจมส์ คาเมรอน จะขึ้นแท่นเป็นผู้กำกับหนังที่ทำเงินสูงสุดตลอดกาลของโลก ผู้กำกับวิสัยทัศน์กว้างไกลคนนี้แจ้งเกิด จากหนังไซไฟทุนต่ำอย่าง The Terminator เมื่อปี 1984 ก่อนที่จะกำกับหนังเรื่องนี้ เจมส์ มีหนังในเครดิตเพียงเรื่องเดียวคือ Piranha II ซึ่งเป็นหนังเกรดบี ที่นอกจากจะไม่ทำเงินแล้ว คำวิจารณ์ยังย่ำแย่อีกด้วย สำหรับโปรเจ็คใหม่ เขาได้แรงบันดาลใจมาจากหนังเรื่อง Halloween ของ จอห์น คาร์เพนเตอร์ แต่เปลี่ยนจากผู้ร้ายใส่หน้ากาก มาเป็นหุ่นยนต์ไซบอร์กจากโลกอนาคตแทน
 
The Terminator ได้รับการอนุมัติสร้างด้วยทุนสร้างเพียง 4 ล้านเหรียญฯเท่านั้น (ภาคล่าสุดใช้ทุนสร้างเฉียด 200 ล้านเหรียญฯ) เล่าเรื่องราวของหุ่นยนต์ T-800 จากโลกอนาคต ที่ถูกส่งกลับมายังปัจจุบันเพื่อสังหาร ซาร่าห์ คอนเนอร์ หญิงสาวที่ในอนาคตจะถือกำเนิด จอห์น คอนเนอร์ ชายที่จะหยุดยั้งสงครามระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักรกล และเพื่อไม่ให้มนุษย์ชนะสงคราม หุ่นยนต์ไซบอร์ก (หรือที่คนไทยเรียกกันว่า คนเหล็ก) จึงถูกส่งกลับมาเพื่อสังหารเธอ แรกเริ่มเดิมที อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ ถูกเลือกให้มารับบท ไคล์ รีส ชายจากโลกอนาคตที่ถูกส่งกลับมาเพื่อปกป้องซาร่าห์ แต่หลังจากที่อาร์โนลด์ ได้พบกับ เจมส์ คาเมรอน แบบตัวต่อตัว เจมส์ตัดสินใจเปลี่ยนให้อาร์โนลด์ รับบทหุ่นคนเหล็กแทน และหานักแสดงท่านอื่นมารับบท ไคล์ รีส (ซึ่งได้ ไมเคิล บีนห์ มารับบทนำ)
 
ส่วนบทของ ซาร่าห์ คอนเนอร์ นั้น เจมส์เลือกให้ ลินดา แฮมิลตัน นักแสดงหญิงวัย 28 ปี (ในขณะนั้น) ที่เพิ่งมีผลงานหนังสยองขวัญ Children of the Corn มารับบทดังกล่าว ซึ่งต่อมา ลินดาและเจมส์ กลายมาเป็นคู่รักกัน ทั้งคู่เริ่มคบหาดูใจกันตั้งแต่ปี 1991 หลังจากหนัง Terminator 2 เข้าฉาย และแต่งงานกันในปี 1997 ก่อนที่จะเลิกรากันในอีก 2 ปีต่อมา หลังจากหนัง Titanic เข้าฉาย กลับมาที่เรื่องราวของหนัง กลายเป็นว่า บทดังกล่าวเป็นทั้งบทแจ้งเกิดและบทที่แฟนๆจดจำถึง ลินดา แฮมิลตัน มาจนถึงทุกวันนี้ เช่นเดียวกับ อาร์โนลด์ ชวาร์เซเนกเกอร์ ที่บทคนเหล็ก กลายเป็นบทประจำของเขา และช่วยให้เขาได้รับความนิยมในขีดสุดในช่วงเวลาต่อมา
 
The Terminator ภาคแรกขึ้นอันดับ 1 ในอเมริกาในสองสัปดาห์แรกของการฉาย และกวาดรายได้ไปมากกว่า 70 ล้านเหรียญฯจากทั่วโลก และกวาดคะแนนนักวิจารณ์จาก Rotten Tomatoes ไปมากถึง 100% เต็ม (หมายความว่า ไม่มีนักวิจารณ์ท่านไหน ให้คะแนนลบกับหนังเรื่องนี้เลย) หลังจากหนังเข้าฉาย Terminator ก็กลายเป็นตำนาน มีทั้งหนังภาคต่อตามออกมา มีซีรีส์ที่ต่อยอดจากเรื่องดังกล่าว มีนิยายที่เขียนขยายเรื่องจากเส้นเรื่องหลัก แถมยังมีการสร้างวีดีโอเกมส์ออกมาอีกด้วย นอกจากนี้หนังยังได้รับการยกย่องในเวลาต่อมา ว่านี่คือหนึ่งในหนังวิทยาศาสตร์ที่ดีที่สุด แถมด้วยประโยค "I'll Be Back” ที่อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ พูดในหนัง ก็กลายเป็นประโยคคลาสสิคในวงการภาพยนตร์
 
 
ไอเดียสำหรับ Terminator 2 : Judgement Day เกิดขึ้นทันทีหลังจากที่หนังภาคแรกประสบความสำเร็จ แต่เจมส์ คาเมรอนเผยว่า เทคโนโลยีสำหรับการสร้างหนังเรื่องนี้ยังไม่พร้อม เพราะไอเดียสำหรับภาคต่อของเจมส์ คือการสร้างไซบอร์กรุ่น T-1000 ที่เหนือชั้นว่า T-800 ในภาคแรก ไซบอร์กตัวนี้ต้องสามารถเปลี่ยนรูปร่าง จากหุ่นเหล็กกลายเป็นโลหะเหลวได้ จนกระทั่ง เจมส์ คาเมรอน เสร็จสิ้นการสร้างภาพยนตร์เรื่อง The Abyss ในปี 1989 เขาจึงมั่นใจว่า งานคอมพิวเตอร์กราฟฟิคสามารถพัฒนาจนสร้างหนังในแบบที่เขาวาดฝันไว้ได้แล้ว จึงมีการเริ่มต้นงานสร้างภาคต่อของ Terminator ขึ้น ด้วยการได้ ลินดา แฮมิลตัน กลับมารับบท ซาร่าห์ คอนเนอร์ อีกครั้ง และได้ อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ กลับมารับบทหุ่น T-800 แต่ในภาคนี้ เป็นหุ่นตัวดี ที่ถูกส่งกลับมาเพื่อปกป้อง จอห์น คอนเนอร์ ที่ในภาคสองอยู่ในวัย 10 ขวบ
 
 
หลังจากคัดเลือกนักแสดงมากถึงหลายร้อยคน เจมส์ คาเมรอน ตัดสินใจเลือก เอ็ดเวิร์ด เฟอร์ลอง เด็กผู้ชายที่ไม่มีประสบการณ์ด้านการแสดงเพื่อรับบทนี้ และเลือกให้ โรเบิร์ต แพททริค มารับบทไซบอร์กตัวร้ายรุ่นอัปเดตอย่าง T-1000 ซึ่ง เจมส์ มองว่า โรเบิร์ตสดใหม่ เหมาะสำหรับรับบทหุ่นยนต์ที่ทันสมัยกว่า ตัวที่ อาร์โนลด์ แสดง โดยจากทุนสร้างเพียง 4 ล้านเหรียญฯในภาคแรก Terminator 2 : Judgement Day ใช้ทุนสร้างไปมากถึง 100 ล้านเหรียญฯ ไม่เพียงแต่เพิ่มขึ้นจากภาคแรกอย่างมหาศาล หนังยังขึ้นแท่นหนังที่ใช้ทุนสร้าง สูงสุดตลอดกาลในยุคนั้น อย่างไรก็ตาม หนังก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก ด้วยการกวาดรายได้จากทั่วโลกไปมากกว่า 500 ล้านเหรียญฯ ขึ้นแท่นหนังทำเงินสูงสุดของปี 1991 และขึ้นแท่นหนังทำเงินสูงสุดตลอดกาลอันดับ 3 เป็นรองเพียง Star Wars ของ จอร์จ ลูคัส และ E.T. ของ สตีเว่น สปีลเบิร์กเท่านั้น
 
ภาคต่อของ Terminator ที่ไร้เงา เจมส์ คาเมรอน
 
หลังจากความสำเร็จของ Terminator 2 เจมส์ คาเมรอน สนใจจะกำกับภาคต่อ แต่ด้วยความไม่พร้อมในหลายๆอย่าง ทำให้เขาและอาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ จับมือกันสร้างหนังแอ็กชั่นฟอร์มยักษ์เรื่องอื่นแทน นั่นคือ True Lies ในปี 1994 และเจมส์ คาเมรอน ก็ไปต่อกับภาพยนตร์ฟอร์มมหึมาอย่าง Titanic และ Avatar ทำให้เขาไม่สนใจที่จะกลับมาทำหนังคนเหล็กอีก จนกระทั่งปัจจุบัน
 
Terminator 3 : Rise of the Machines เป็นจริงได้ในอีก 12 ปีต่อมา (หรือในปี 2003) แม้ว่า อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ จะยอมกลับมารับบทนำ แต่ผู้ให้กำเนิดหนังคนเหล็กอย่าง เจมส์ คาเมรอน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับหนังภาคต่อนี้ โดยสตูดิโอดึงเอา โจนาธาน มอสโทว์ จาก U-571 มาทำหน้าที่แทน สำหรับพล็อตเรื่องของภาคนี้ ยังคงวนลูปอยู่กับการที่ฅนเหล็กถูกส่งจากโลกอนาคต กลับมาสังหารสมาชิกในตระกูลคอนเนอร์ โดยภาค 3 จะเล่าเหตุการณ์ 10 ปี หลังจากภาคที่แล้ว จอห์น คอนเนอร์ และว่าที่ภรรยาของเขา ตกเป็นเป้าของหุ่นยนต์จากโลกอนาคตอีกครั้ง เมื่อฅนเหล็กตัวล่าสุดในคราบผู้หญิง ถูกส่งกลับมาเพื่อสังหารพวกเขา มนุษย์จึงได้ส่งหุ่นฅนเหล็ก (ซึ่งรับบทโดย อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์) กลับมาปกป้องจอห์นอีกครั้ง
 
 
สำหรับหนังภาคนี้ ใช้ทุนสร้างไปมากถึง 180 ล้านเหรียญฯ แต่กลับทำเงินจากทั่วโลกเพียง 400 ล้านเหรียญฯ น้อยกว่าภาค T2 เมื่อ 10 ปีก่อนหน้านี้ ที่ทำเงินทั่วโลกไปถึง 500 ล้านเหรียญฯ นอกจากนี้ คะแนนนักวิจารณ์จากเว็บไซด์ Rotten Tomatoes ลดลงเหลือ 69% แม้ว่าสถานการณ์ของภาคนี้จะไม่ได้เลวร้ายอะไรมากนัก แต่ก็ถือว่าเป็นก้าวถอยหลังก้าวแรก สำหรับหนังชุดฅนเหล็ก หลังจากที่สองภาคแรกทำไว้ได้ดีเหลือเกิน
 
ต่อมาในปี 2009 หนังคนเหล็กเรื่องที่ 4 ออกฉายในชื่อว่า Terminator Salvation ความแตกต่างของภาคนี้คือ เป็นภาคเดียวที่ไม่มีทั้ง เจมส์ คาเมรอน และอาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ เข้ามาเกี่ยว ซึ่งรายแรกยังคงวุ่นกับโปรเจ็คหนัง Avatar ของตัวเอง ในขณะที่รายหลัง พักงานในฮอลลีวู้ดทั้งหมด เพื่อทำงานการเมืองในตำแหน่งผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย อีกทั้งพล็อตเรื่องในภาคนี้ จะเล่าในอนาคต ต่างจากสามภาคก่อนหน้าที่เล่าในยุคปัจจุบัน โดยหนังกระโดดข้ามไปในสมัยที่มนุษย์ก่อสงครามกับหุ่นยนต์ หนังได้ คริสเตียน เบล มารับบท จอห์น คอนเนอร์ ในวัยผู้ใหญ่ ซึ่งกำลังนำกองทัพต่อสู้เพื่อปกป้องโลก ซึ่งกำลังจะถูกเหล่าเครื่องจักรกลยึดครอง นอกจากนี้ ภาคนี้ยังมีการแนะนำตัวละคร ไคล์ รีส ในสมัยยังเป็นวัยรุ่น (ตัวละครนี้ จะถูกส่งไปช่วย ซาร่าห์ คอนเนอร์ ในอดีต ในหนัง The Terminator ภาคแรก)
 
 
สำหรับ Terminator Salvation เป็นผลงานการกำกับของ แม็คจี จากหนัง Charlie's Angels ฉบับปี 2000 โดยนอกจาก คริสเตียน เบล แล้ว หนังยังได้ แซม เวิร์ธทิงตัน พระเอกจาก Avatar มาร่วมแสดง และ เฮเลน่า บอนแฮม คาร์เตอร์ จาก Harry Potter โดยภาคนี้นั้น มีการทุ่มทุนสร้างไปมากถึง 200 ล้านเหรียญฯ แต่กลับทำรายได้ทั่วโลกไปเพียง 377 ล้านเหรียญฯ ลดลงจากภาคที่ 2 และ 3 อย่างน่าเสียดาย แถมหนังยังได้คะแนนนักวิจารณ์เฉลี่ยจากเว็บไซด์ Rotten Tomatoes เพียง 33% เท่านั้น ถือว่าเป็นอีกหนึ่งก้าวถอยหลังสำหรับแฟรนไชส์คนเหล็กเรื่องนี้
 
เดิมที Terminator Salvation ถูกวางให้เป็นหนังเรื่องแรกในไตรภาคใหม่ของคนเหล็ก แต่เมื่อผลตอบรับไม่เป็นดังคาด ทำให้แผนดังกล่าวถูกพับไป ค่ายหนังเริ่มต้นรีบูทหนังคนเหล็กใหม่อีกรอบด้วย Terminator Genisys กับความหวังว่ามันจะเปรี้ยงอีกครั้ง เพราะรอบนี้ได้ อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ ที่หมดหน้าที่จากการเมือง กลับมาเล่นหนังแล้ว โดยหนังจะย้อนกลับไปเล่าพล็อตคล้ายคลึงกับภาคแรกอีกครั้ง เมื่อ ไคล์ รีส ถูกส่งจากโลกอนาคตกลับมายังปัจจุบัน เพื่อปกป้องซาร่าห์ คอนเนอร์ จากไซบอร์กที่ย้อนอดีตกลับมาตามไล่ล่าเธอ แม้ว่าหนังจะเริ่มต้นเรื่องคล้ายคลึงกับคนเหล็กภาคแรก แต่หลังจากนั้นมีการเดินเรื่องด้วย ไทม์ไลน์ที่แตกต่างไปจากเดิม ทำให้ไม่ซ้ำทางกับภาคก่อนๆ
 
 
นอกจาก อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์แล้ว ภาคนี้ยังถมนักแสดงอีกเพียบ ไล่ตั้งแต่ เอมิเลีย คลาร์ก ที่กำลังโด่งดังสุดๆจากซีรีส์ Game of Thrones มาประกบกับ เจสัน คลาร์ก, ไจย์ คอร์นีย์ และแมตต์ สมิธ และแม้ว่าหนังจะทำเงินมากกว่าภาคที่แล้วก็ตาม ด้วยการกวาดรายได้จากทั่วโลกไปถึง 440 ล้านเหรียญฯ แต่ก็ยังถูกมองว่า น่าผิดหวังอยู่ดี ยิ่งคะแนนนักวิจารณ์ที่ชื่นชอบลดลงเหลือเพียง 26% เท่านั้น ทำให้ Terminator Genisys ถูกมองว่า เป็นความพยายามอีกครั้ง ที่ไม่ประสบความสำเร็จ สำหรับแฟรนไชส์ชุดนี้
 
เมื่อดรีมทีมจากต้นฉบับกลับมา ใน Terminator : Dark Fate
 
 
 
หลังจากปล่อยให้หนังชุด Terminator ตกไปอยู่ในมือผู้ผลิตเจ้าอื่นเกือบ 30 ปี ในที่สุด เจมส์ คาเมรอน ก็ทนให้โปรเจ็คที่เขารัก ถูกทำพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีกไม่ไหวแล้ว จึงยอมเจียดเวลาจากการสร้าง Avatar ภาค 2-5 (ใช่แล้วครับ เขาจะสร้างภาคต่อทีเดียว 4 เรื่อง และถ่ายทำเสร็จแล้วด้วย) มาเขียนโครงเรื่องสำหรับหนังคนเหล็กภาคใหม่นี้
 
Terminator : Dark Fate แม้ว่าจะเป็นหนังเรื่องที่ 6 ในแฟรนไชส์ทั้งหมด แต่ เจมส์ คาเมรอน เผยว่า นี่คือภาคต่อที่แท้จริงของ Terminator 2 : Judgement Day เปรียบเหมือนภาคปิดไตรภาคฅนเหล็กของเขา ดังนั้น ผู้ชมไม่ต้องกังวลว่า สามภาคที่ผ่านมาเส้นเรื่องจะเป็นอย่างไร และถูกแตกเรื่อง ต่อยอด ไปวุ่นวายขนาดไหน ขอให้จำเส้นเรื่องในสองภาคแรกได้ก็พอ โดยในภาคใหม่นี้ นอกจากจะได้ อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ กลับมารับบทคนเหล็กแล้ว ที่สำคัญสุดคือการดึงเอา ลินดา แฮมิลตัน กลับมารับบท ซาร่าห์ คอนเนอร์ อีกครั้ง
 
 
สำหรับเรื่องราวในภาคนี้ นอกจาก ซาร่าห์ คอนเนอร์ จะกลับมาจับอาวุธไล่ปราบคนเหล็กอีกครั้ง ยังมีเส้นเรื่องใหม่ ตัวละครใหม่ เมื่อคนเหล็กจากโลกอนาคตตัวใหม่ ถูกส่งกลับมายังปัจจุบันเพื่อฆ่าแดนี่ หญิงสาวที่จะให้กำเนิดทายาทที่จะหยุดยั้งสงครามระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนต์ (คล้ายกับซาร่าห์ในภาคแรก) เธอจึงต้องถูกจำกัดเสียก่อน ฝั่งของมนุษย์ได้ส่ง เกรซ หญิงแกร่งที่ถูกดัดแปลงร่างกายให้เก่งเกินมนุษย์กลับมาปกป้องแดนี่ โดยมีความร่วมมือจาก ซาราห์ คอนเนอร์ ที่คอยไล่กำจัดฅนเหล็ก ที่อาจหลงเหลืออยู่ในโลกปัจจุบัน ส่วนตัวละครคนเหล็กของ อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ แม้จะไม่ใช่บทนำแล้ว แต่ก็ยังปรากฏตัวในภาคนี้ แต่จะเกี่ยวข้องกับพล็อตทั้งหมดอย่างไร คงต้องไปติดตามกันเอาเอง
 
 
จากกระแสคำวิจารณ์ที่ออกมา ทั้งจากเมืองนอกและในไทย ค่อนข้างคิดเห็นตรงกับผู้เขียนว่าTerminator : Dark Fate คือหนังคนเหล็กที่ดีที่สุดในรอบ 28 ปี นับตั้งแต่ Terminator 2 : Judgement Day เผลอๆอาจจะดีกว่าภาคแรกที่เป็นหนังทุนต่ำด้วยซ้ำ นี่คือหนังคนเหล็กที่มีหัวจิตหัวใจ มีอารมณ์ขัน และที่สำคัญมาพร้อมกับฉากแอ็กชั่นที่ตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก ปัญหาของหนังคนเหล็กภาคหลังๆแทบทั้งหมด คือเส้นเรื่องที่ซับซ้อนเกินความจำเป็น พอมีการเดินทางย้อนเวลากลับไปมา มีการแก้ไขเรื่องราวซ้ำแล้วซ้ำเล่า กลายเป็นเงื่อนตายที่ยากเกินจะแก้ไข (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาค Terminator Genisys) แต่พอภาคนี้ เลือกที่จะลืม ภาค 3-5 เสีย ดำเนินเรื่องราวต่อจากภาค 2 ทำให้มันสามารถเดินเรื่องใหม่ได้อย่างอิสระ มีเส้นเรื่องที่เรียบง่ายไม่ซับซ้อน แม้แต่ผู้ชมที่เกิดไม่ทัน ภาคแรกและภาคสอง ก็สามารถสนุกกับภาคใหม่นี้ได้ โดยไม่ต้องย้อนกลับไปชม
 
 
สำหรับจุดเด่นสุดของ Terminator : Dark Fate คือการเลือกใช้พลังหญิงมาเป็นหัวใจสำคัญของหนัง อันที่จริงแล้วหนังชุดคนเหล็ก แม้จะมีภาพของอาร์โนลด์ ชวาร์เซเนกเกอร์ ในบทคนเหล็กเป็นไอค่อน เป็นภาพจำ แต่หนังถูกหล่อเลี้ยงด้วยพลังความเป็นเพศหญิง ความเป็นแม่คนเสมอมา นับตั้งแต่ภาคแรกๆ เช่นเดียวกัน ภาคนี้เลือกจะหยิบองค์ประกอบนี้ขึ้นมาเป็นจุดเด่น ทั้งการชูให้ตัวละคร ซาร่าห์ คอนเนอร์ของ ลินดา แฮมิลตัน เป็นตัวละครที่มีบทบาทสำคัญ พร้อมชูสองตัวละครใหม่ คือ แดนี่ และเกรซ ทำให้หนังเดินเรื่องไปพร้อมกับการต่อสู้ของผู้หญิงถึง 3 คน ที่มีแรงขับเคลื่อนต่างกันไป ทำให้หนังมีความสดใหม่มากยิ่งขึ้น ไม่จำเจกับเส้นเรื่องเดิม เรื่องพล็อตจะคล้ายของเก่า ที่มีมนุษย์จากอนาคตถูกส่งกลับมายังอดีตเพื่อช่วยเหลือคนที่มีบทบาทสำคัญในสงครามสู้กับหุ่นยนต์ แต่พอได้ตัวละครใหม่ๆ เติมเข้ามา หนังก็มีความสดใหม่มากขึ้นเยอะ
 
 
สำหรับ Terminator ภาคนี้ทำได้ดีอย่างมาก คือ ฉากแอ็กชั่น ที่ชวนตื่นเต้นอย่างมาก ตั้งแต่ซีนแรก กับฉากไล่ล่าในเม็กซิโก ที่ทำออกมาได้อย่างระทึก เป็นการเปิดตัวตัวละครต่างๆได้อย่างดี และฉากอื่นๆที่ตามมาหลังจากนั้น ก็สนุกและชวนตื่นตาเป็นอย่างมาก รวมถึงฉากไล่ล่าบนเครื่องบินที่สุดแสนจะระทึก แต่ที่เซอร์ไพรสสุด คือการใส่อารมณ์ขันเข้ามาในหนัง คงหนีไม่พ้นสไตล์ของผู้กำกับ ทิม มิลเลอร์ ที่ผ่านผลงานอย่าง Deadpool มาก่อน หยิบเอาความเป็นตลกหน้าตายมาใส่ เรียกเสียงหัวเราะได้หลายฉาก รวมถึงหยิบเอาประเด็นที่สาวๆมาอยู่ด้วยกัน ก็มักจะมีการจิกกัด ไม่ถูกกันบ้าง มาใช้ให้เป็นประโยชน์ ทำให้หนังมีเสน่ห์มากกว่าหนังฅนเหล็กเรื่องก่อนหน้านี้ได้เยอะ ที่ค่อนข้างนิ่ง และดูไม่มีหัวจิตหัวใจเสียเหลือเกิน
 
 
โดยรวม Terminator : Dark Fate ไม่เสียชื่อ เจมส์ คาเมรอน ที่กลับมาคุมโปรเจ็คนี้เองอีกครั้ง และหนังกลายเป็นหนังคนเหล็กที่ดีที่สุดในรอบ 28 ปีอย่างง่ายดาย ด้วยพล็อตที่ไม่ซับซ้อน เดินเรื่องน่าติดตาม หนังมีองค์ประกอบบางอย่างจากสองภาคแรก ที่ทำให้กลิ่นอายความคลาสสิกยังมีอยู่ และมีองค์ประกอบใหม่ๆที่มากพอ ที่ทำให้หนังเรื่องนี้ไม่เชยไปตามยุคใหม่ ใครที่กำลังแพลนว่าจะไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ขอแนะนำว่า ห้ามเข้าโรงช้าเป็นอันขาด เพราะจะมีฉากสำคัญที่จุดชนวนพล็อตต่างๆตั้งแต่ซีนแรก และถ้ามีโอกาสขอแนะนำระบบ IMAX ถือว่าจอใหญ่จัดเต็มสำหรับหนังคนเหล็กภาคล่าสุดมากๆเลย
 
**************************************
 
เกร็ดน่าสนใจเกี่ยวกับ Terminator : Dark Fate
 
  • เจมส์ คาเมรอน เผยว่า Terminator : Dark Fate จะเป็นบทสรุปของหนังชุดคนเหล็กทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น สามภาคที่เขาสร้าง หรือภาคอื่นๆ โดยหนังจะจบบริบูรณ์ ไม่มีฉากแถมแต่อย่างใด และหวังว่าหลังจากนี้ คงจะไม่มีหนัง Terminator ออกมาให้ชมอีกแล้ว
 
  • นี่คือหนัง Terminator เรื่องแรกในรอบ 16 ปีที่คว้าเรท R มาพร้อม เพราะฉากแอ็กชั่นที่จัดเต็มเรื่องความรุนแรง ความสมจริง ต่างจากหนังคนเหล็กสองภาคที่แล้วอย่าง Terminator Salvation และ Terminator Genisys ที่เข้าฉายด้วยเรท PG-13 ซึ่งเบากว่าเรท R (เด็กอายุต่ำกว่า 17 ปี ต้องเข้าชมพร้อมกับผู้ปกครองเท่านั้น)
 
  • เป็นความบังเอิญที่ แม็คเคนซีย์ เดวิส นักแสดงหญิงที่รับบทเกรซในเรื่องนี้ เพิ่งผ่านผลงานอย่าง Blade Runner 2049 ซึ่งเป็นหนังไซไฟเกี่ยวกับโลกอนาคต และเป็นภาคต่อเช่นเดียวกัน โดยหนังภาคแรกของทั้ง Blade Runner และ Terminator ต่างออกฉายในยุค 80 และได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานเรื่องเยี่ยมในยุคนั้น


ติดตามคอลัมน์ SO WATCH และ ฟังวิทยุออนไลน์ Chill Online เพลงเพราะทำงานเพลิน ได้ที่ 
www.chillfm.fm และที่
Application : Atimeonline โหลดฟรีที่ App Store และ Play Store
Facebook : Chill FM
Instagram : chillfmfanpage
Twitter : chillfmfanpage
 
********************
 
SO WATCH

BY GOSSIPGUN
 

บันเทิง