SO WATCH BY GOSSIPGUN |

SO WATCH BY GOSSIPGUN



10 หนังออริจินัลจาก NETFLIX ที่คอหนังห้ามพลาดก่อนสิ้นปี
 
คอหนังหลายท่านอาจจะพอได้ยินเกี่ยวกับสงคราม Streaming Service ที่กำลังจะร้อนแรงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปลายปีนี้ หลังความสำเร็จของ Netflix สตูดิโอเจ้าอื่นๆก็ทยอยเปิดให้บริการการชมภาพยนตร์และซีรีส์ ผ่านระบบสตรีมมิ่งของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นดิสนีย์ที่จะเริ่มให้บริการ Disney+ ในเดือนพฤศจิกายนนี้, ทางด้าน Apple ก็กำลังจะมีบริการของตัวเอง นั่นคือ Apple TV+  โดยมี ซีรีส์ที่เป็นเรือธงสำคัญคือ The Morning Show ที่ได้ เจนนิเฟอร์ อนิสตัน มารับบทนำ รวมถึงช่องภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่ อย่าง HBO ก็กำลังจะมี HBO Max เปิดตัวเช่นกัน ทำเอากลุ่มคอหนังคอซีรีส์ อาจจะต้องควักเงินเพิ่มเพื่อสมัครสมาชิกบริการเหล่านี้
 
แต่เจ้าสนามอย่าง Netflix ที่มาก่อนใครเพื่อน และครองส่วนแบ่งมากที่สุดในขณะนี้ ก็ไม่รอช้า ยังคงทยอยสร้าง Original Series และ Original Movies หรือซีรีส์และภาพยนตร์ที่ไม่สามารถหาชมที่อื่นได้ เพื่อดึงกลุ่มผู้ชมเดิมให้อยู่ต่อ และเพิ่มฐานสมาชิกใหม่เข้ามา โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงปลายปีแบบนี้ ที่เร่งเครื่องปล่อยภาพยนตร์คุณภาพชุดใหญ่ ที่มีโอกาสสร้างกระแสด้วยการเข้าชิงรางวัลต่างๆ แบบที่ปีที่แล้ว Roma ของผู้กำกับ อัลฟอนโซ กัวรอน สามารถทำได้ รวมถึงปล่อยภาพยนตร์ฟอร์มโต ที่หวังจะดึงคนดูกลุ่มใหญ่ เช่นเดียวกับปลายปีที่แล้วที่มี Bird Box หนังระทึกขวัญของ แซนดร้า บูลล็อค ที่สร้างกระแสโด่งดังไม่แพ้หนังโรงเลยทีเดียว แต่ปีนี้ ความหวังของ Netflix ไม่ได้มีแค่เรื่องสองเรื่องเท่านั้น แต่จัดมาชุดใหญ่ แบบไม่ให้แฟนๆได้พักกันเลยทีเดียว สัปดาห์นี้คอลัมน์ So Watch จึงขอหยิบเอาหนังไฮไลต์ 10 เรื่องของ Netflix ก่อนหมดปีมาแนะนำกัน อ่านจบแล้ว อย่าลืมเข้าไปเสิร์ชหาใน Netflix และกดเข้า My List กันไว้นะครับ
 
**************************************
 
The Irishman
 
 
ภาพยนตร์ทุนสร้างระดับ 175 ล้านเหรียญฯของผู้กำกับรุ่นใหญ่ มาร์ติน สกอร์เซซี่ ที่สตูดิโอยักษ์ใหญ่มากมายขอบอกผ่าน ไม่กล้าลงทุนด้วย แต่ Netflix กลับยอมควักเงินสร้างเรื่องนี้ เพราะไว้ใจในฝีมือของผู้สร้างหนังชั้นครู ที่เคยผ่านผลงานอย่าง Raging Bull, Goodfellas และ The Departed มาแล้ว หนังจะเล่าเรื่องราวในแวดวงของมาเฟียแบบที่สกอร์เซซี่ถนัดอีกครั้ง
 
ความน่าสนใจของ The Irishman คือการที่หนังได้นักแสดงระดับตำนานอย่าง โรเบิร์ต เดอนีโร และอัล ปาชิโน่ มาเจอกันเป็นครั้งที่ 4 ในจอภาพยนตร์ (แต่เป็นครั้งแรกที่ อัล ปาชิโน่ ได้ร่วมงานกับ สกอร์เซซี่) รวมถึงผู้กำกับคนดัง ยังไปชักชวนให้ โจ เพสซี่ นักแสดงรุ่นเดอะที่วางมือไปแล้ว กลับมารับงานอีกครั้งได้ และถึงขั้นแซวกันว่า ถูกปฏิเสธไปถึง 50 ครั้ง กว่าจะยอมกลับมารับเล่นหนังเรื่องนี้ได้
 
โดยฟังจากพล็อตคร่าวๆแล้ว ว่าเกี่ยวกับแวดวงอาชญากรรมเจ้าพ่อคนดังไม่น่าจะใช้ทุนสร้างมากมายถึงเบอร์นี้ แต่เหตุผลที่ทำให้ The Irishman เป็นหนังที่แพงที่สุดของ มาร์ติน สกอร์เซซี่ คือการใช้เทคนิคทางคอมพิวเตอร์ลดอายุนักแสดง โดย โรเบิร์ต เดอนีโร จะเล่นเป็นตัวละครเดิมตั้งแต่วัยหนุ่ม ยันแก่ ดังนั้นหนังจึงใช้ CGI ลดวัยดาราบนจอ จนกระทั่งเข้ากับบทบาทที่รับเล่น ซึ่งงานนี้ได้รับคำชมอย่างล้นหลามว่าสมจริงเป็นอย่างมาก ต้องมาลุ้นกันท้ายที่สุดว่า นอกจากหนังจะได้เข้าชิงออสการ์ ในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ตามที่คาดหมายไว้แล้ว จะได้เข้าชิงในสาขาเทคนิคภาพยอดเยี่ยมด้วยหรือไม่ (ชมได้ 27 พฤศจิกายนใน Netflix)
 
6 Underground
 
 
ผลงานชิ้นล่าสุดของผู้กำกับหนังแอ็กชั่นแถวหน้าของฮอลลีวู้ด อย่าง ไมเคิล เบย์ จาก Transformers, Armageddon, Bad Boys, The Rock และ Pearl Harbor ที่กลับมาจับผลงานแนวถนัดอีกครั้ง กับหนังบู๊สุดเว่อร์ เน้นความมันส์ของผู้ชมเป็นหลัก แถมงานนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ ไมเคิล เบย์ มาร่วมงานกับพระเอกสุดเกรียนอย่าง ไรอัน เรย์โนลด์ จาก Deadpool เห็นแค่ชื่อผู้กำกับและนักแสดงนำ ก็น่าจะการันตีความสะใจของผู้ชมระหว่างดูได้อยู่แล้ว
 
หนังเล่าเรื่องราวของแก๊งเศรษฐีทั้งหมด 6 คน ที่วางแผนแกล้งตาย เพื่อไปรวมตัวกัน ตั้งกลุ่ม เป็นแก็งปราบอาชญากร พวกเขาตัดสินใจลบตัวตนของตัวเอง เพื่อทำภารกิจเสี่ยงตายร่วมกัน เพื่อจัดการกับผู้มีอำนาจที่คอรัปชั่น และเป็นแผลร้ายของสังคม โดยงานนี้ตัวละครของพระเอก ไรอัน เรย์โนลด์ เป็นหัวหน้าทีมของปฏิบัติการนี้ โดยหนังมีการทุ่มทุนสร้างมากถึง 150 ล้านเหรียญฯ ไม่น้อยไปกว่าหนังของ ไมเคิล เบย์ ที่ฉายในโรงภาพยนตร์เลยทีเดียว การันตีว่า แม้จะปล่อยให้ชมกันทาง Netflix แต่ถ้าผู้ชมมีชุดโฮมเธียเตอร์ ที่ต่อระบบเสียงแบบสนั่นหวั่นไหวได้ ก็ควรจะดูในจอ และระบบเสียงที่กระหึ่มมากที่สุด (ชมได้ 13 ธันวาคมใน Netflix)
 
Marriage Story
 
 
อีกหนึ่งภาพยนตร์ที่กลายเป็นตัวเต็งแถวหน้าของเวทีออสการ์ในปีนี้ หลังจากเปิดฉายรอบปฐมทัศน์ไปแล้ว ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส ก็คว้าคำวิจารณ์ในแง่บวกไปอย่างล้นหลาม จนกระทั่งคะแนนเฉลี่ยนักวิจารณ์ล่าสุดใน Rotten Tomatoes สูงปรี๊ดถึง 98% เลยทีเดียว รวมไปถึงหลายเสียงมั่นใจว่า สองนักแสดงนำของเรื่องอย่าง สการ์เล็ต โจแฮนน์สัน และ อดัม ไดรเวอร์ น่าจะได้เข้าชิงออสการ์ในสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม และนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ตามลำดับอย่างแน่นอน
 
โดยทั้งสองรับบทบาทเป็นคู่สามีภรรยา ที่ทำอาชีพเป็นนักแสดงและผู้กำกับเวที ที่กำลังเผชิญกับปัญหาชีวิตคู่ขั้นวิกฤต ด้วยความคิดที่แตกต่างกัน แม้ว่าพวกเขาจะพยายามหาทางออก แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น กลับยากเกินที่จะแก้ไขและเยียวยาได้ หนังเป็นผลงานชิ้นล่าสุดของ โนอาห์ บัมแบชต์ จากหนังดราม่าชั้นยอด ที่เน้นเรื่องราวเกี่ยวกับการสำรวจความสัมพันธ์ ทั้ง The Squid and The Whale, Margot at the Wedding และ The Meyerowitz Theory และไม่แน่ว่า ในเวทีออสการ์ปีนี้ เขาอาจจะต้องแข่งขันกับคนรักของเขาอย่าง เกรต้า เกอร์วิก ที่จะมีผลงานเรื่อง Little Women ซึ่งอาจจะได้ชิงรางวัลเช่นเดียวกันด้วย (ชมได้ 6 ธันวาคมใน Netflix)

The Laundromat  
 
 
ผลงานล่าสุดของ สตีเว่น โซเดอห์เบิร์ก ผู้กำกับที่ถนัดหนังการเมืองและตลกร้าย จาก Ocean's Eleven, Eric Brockovich และ Traffic ที่ดึงเอานักแสดงขั้นเทพมาแสดงแบบแน่นขนัดจอ ไล่ตั้งแต่ เมอรีล สตริป, แกรี่ โอลด์แมน, แอนโตนิโอ แบนเดอรัส, เจมส์ ครอมเวลล์ และ ชารอน สโตน เล่าเรื่องราวที่ฟังดูจะเครียดแต่กลับทำออกมาได้บันเทิงเกินคาด กับเหตุการณ์จริงของกรณี Panama Papers การแฉบริษัทที่รับจ้างตั้งบริษัทอีกที เพื่อให้เหล่าบรรดาคนรวยและผู้มีอิทธิพลหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษี โดยบริษัทเหล่านี้มีแต่ชื่อ ไม่มีพนักงานหรือการดำเนินงานจริง
 
โดยเรื่องราวหลักจะเล่าถึงตัวละครของ เมอรีล สตริป แม่ม่ายรุ่นใหญ่ที่เสียคนรักไปกับอุบัติเหตุเรือล่ม แต่กลับไม่ได้รับค่าเสียหายชดเชยอย่างเป็นธรรม จนกระทั่งเธอค้นพบว่าบริษัทประกัน เป็นเพียงบริษัทลวงโลก เธอจึงเดินหน้าเพื่อแฉกลโกงทั้งหมด โดยมีบริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศปานามา ชักใยอยู่เบื้องหลัง อย่างที่กล่าวไป แม้จะหยิบเรื่องราวที่ดูจะจริงจังมาทำเป็นหนัง แต่ สตีเว่น โซเดอห์เบิร์ก ก็สามารถถ่ายทอดออกมาให้บันเทิง แต่ก็ยังคงแน่นด้วยสาระได้ (ชมได้แล้ววันนี้ใน Netflix)
 
Earthquake Bird
 
 
ผลงานชิ้นล่าสุดของ อลิเซีย วิกันเดอร์ นักแสดงหญิงเจ้าของรางวัลออสการ์จาก The Danish Girl ในหนังแนวลึกลับสืบสวนสอบสวน จากนิยายขายดีของ ซูแซนน่า โจนส์ ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2001 โดยเธอรับบทเป็น ลูซี่ ฟลาย หญิงสาวที่ถูกกล่าวหาว่าอาจจะเป็นฆาตกร หลังการหายตัวไปอย่างลึกลับของ ลิลลี่ เพื่อนสนิทของเธอ หลังเหตุการณ์ที่ทั้งสองต่างตกหลุมรัก ช่างภาพหนุ่มสุดฮ็อตชาวญี่ปุ่น จนกระทั่งเกิดเป็นรักสามเส้า ก่อนที่เหตุการณ์สยองจะเกิดขึ้น
 
ความแตกต่างของ Earthquake Bird จากหนังฮอลลีวู้ดส่วนใหญ่ คือการเล่าเหตุการณ์ในกรุงโตเกียว ช่วงปี 1989 กลายเป็นหนังแนวฆาตกรรมที่บรรยากาศรวม ต่างจากเรื่องอื่นๆในประเภทเดียวกัน สำหรับหนังเรื่องนี้เป็นผลงานล่าสุดของ วอช เวสต์เมอร์แลนด์ ที่เคยมีผลงานเด่นคือเรื่อง Still Alice ที่ส่งให้ จูลี่แอนน์ มัวร์ ชนะรางวัลออสการ์มาแล้ว (ชมได้ 15 พฤศจิกายนใน Netflix)
 
Uncut Gems
 
 
ใครจะไปคิดว่านักแสดงตลกแถวหน้าอย่าง อดัม แซนด์เลอร์ จะกลายเป็นตัวเต็งรางวัลในสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม จากการพลิกบทบาทในหนังสุดเข้มข้นเรื่องนี้ โดยในเรื่อง อดัม รับบทเป็นเจ้าของร้านเพชร ที่เป็นนักพนันตัวยง ด้วยการที่เขาติดการพนันแบบเข้าเส้น ทำให้เป็นหนี้มูลค่ามหาศาล เขาจึงต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อหาเงินมาใช้หนี้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายจนเกินไป และเขาอาจจะต้องแลกด้วยชีวิต
 
นี่คือผลงานชิ้นล่าสุดของ โจชัว และเบนจามิน ซาล์ฟดี้ย์ ที่ทำหนังฟอร์มเล็กมาโดยตลอด โดยผลงานหนังทริลเลอร์ชิ้นนี้ น่าจะเป็นผลงานชิ้นใหญ่สุดเท่าที่ทำมา ด้วยการนักแสดงแถวหน้ามารับบทนำ หนังเปิดฉายในเทศกาลหนังเทลลูไรด์ และโตรอนโต้ เมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และกวาดคำชมไปอย่างล้นหลาม โดยได้คะแนนเฉลี่ยนักวิจารณ์จาก Rotten Tomatoes ไปสูงถึง 94% ซึ่งหนังมีโปรแกรมจะเข้าฉายโรงในอเมริกาเดือนธันวาคมนี้ ส่วนประเทศอื่นๆนอกเหนือจากอเมริกาทั้งหมด Netflix คว้าสิทธิ์มาครองแล้ว และคาดว่าน่าจะได้ชมกันก่อนสิ้นปีอย่างแน่นอน (เร็วๆนี้ใน Netflix)
 
Fractured 
 
 
ผลงานชิ้นล่าสุดของ แซม เวิร์ธทิงตัน พระเอกจาก Avatar และ Clash of the Titans ในหนังระทึกขวัญ เล่าถึงเรื่องราวของ เรย์ สามีและคุณพ่อที่กำลังประสบปัญหาครอบครัว หลังขับรถพาทุกคนไปฉลองเทศกาลขอบคุณพระเจ้ากับบ้านของภรรยา แต่แล้วพวกเขากลับประสบอุบัติเหตุ ทำให้ต้องเดินทางไปรักษาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง แต่หลังจากเรย์สลบไปแล้วตื่นขึ้นมา เขาพบว่า ภรรยาและลูกสาวของเขาหายตัวไป โดยเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลก็ยืนยันว่า เรย์ เดินทางเข้ามารับการรักษาเพียงคนเดียว หรือว่าเรื่องราวทัั้งหมด จะเกิดจากผลกระทบทางสมอง ทำให้เรย์ จินตนาการเรื่องราวไปเองเพียงคนเดียว ?
 
สำหรับหนังทริลเลอร์ชิ้นนี้ เป็นผลงานชิ้นล่าสุดของ แบรด แอนเดอร์สัน จาก The Machinist และ The Call ที่กลับมาจับผลงานแนวลุ้นระทึกอีกครั้ง ซึ่งสำหรับเรื่องนี้ถือว่าทำได้อย่างน่าพึงพอใจ หนังคว้าคะแนนนักวิจารณ์จาก Rotten Tomatoes ไป 64% ซึ่งถือว่าค่อนไปทางดี แม้ว่าหนังจะเล่าเรื่องราวในสถานที่จำกัด เพียงแค่ในโรงพยาบาลเท่านั้น ก็สามารถทำออกมาได้อย่างตื่นเต้น ทำให้ผู้ชมได้ลุ้นตามกันไปว่าความจริงที่เกิดขึ้น คืออะไรกันแน่ (ชมได้แล้ววันนี้ใน Netflix)
 
The Two Popes
 
 
ภาพยนตร์ดราม่าที่เป็นการมาเจอกันของสองนักแสดงรุ่นใหญ่อย่าง แอนโธนี่ ฮ็อปกิ้นส์ จาก The Silence of the Lambs และ โจนาธาน ไพรซ์ จากซีรีส์ Game of Thrones ในบทบาทของ สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 และพระสันตะปาปาฟรานซิส ในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อ จุดเปลี่ยนที่สำคัญของคริสตจักร
 
หนังเป็นผลงานชิ้นล่าสุดของ เฟอร์นันโด ไมเรลเรส ที่เคยเข้าชิงรางวัลออสการ์มาแล้ว จาก City of God และ The Constant Gardener โดยหลังจากหนังเปิดฉายรอบปฐมทัศน์ในเทศกาลภาพยนตร์โตรอนโต เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ก็ได้รับการเชิดชูมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสดงอันทรงพลังของสองนักแสดงนำ ที่น่าจะมีบทบาทสำคัญในช่วงการประกาศผลรางวัลต้นปีหน้า คอหนังหลายคนที่มีโอกาสได้ชมเรื่องนี้แล้ว ต่างบอกว่า น่าจะเป็นหนังเซอร์ไพรสฮิตแห่งปีอย่างแน่นอน (ชมได้ 20 ธันวาคมใน Netflix)
 
Klaus
 
 
ภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องแรกภายใต้การสร้างของ Netflix ปล่อยออกมาเพื่อต้อนรับช่วงเทศกาลแห่งความสุขช่วงปลายปี เล่าถึงต้นกำเนิดของคริสต์มาส และซานต้าคลอส โดยตัวละครหลักคือ เจสเปอร์ บุรุษไปรษณีย์ ที่ค้นพบชายร่างยักษ์ที่ชื่อว่า คลอส บุคคลที่มักเก็บตัวเงียบ เพื่อประดิษฐ์ของเล่นในแบบฉบับของเขาเอง เจสเปอร์เลยมีไอเดียว่าคลอส ควรจะเอาของเล่นไปแจกจ่ายให้กับเด็กๆเพื่อสร้างความสุขให้กับพวกเขา
 
ผลงานชิ้นนี้เป็นงานของ เซอร์จิโอ พลาโบ ศิษย์เก่าของดิสนีย์ ที่เคยมีส่วนสำคัญในผลงานแอนิเมชั่นปลายยุค 90 อย่าง The Hunchback of Notre Dame, Hercules และ Tarzan หลังจากเขาออกจากค่ายใหญ่ มาตั้งสตูดิโอผลิตแอนิเมชั่นเองที่สเปน นี่ถือว่าเป็นผลงานกำกับภาพยนตร์แบบเต็มตัวเรื่องแรกของเขา โดยมีหลายกระแสกล่าวกันว่า หนังเรื่องนี้อาจจะมีโอกาสเบียดแอนิเมชั่นของค่ายใหญ่ๆ เพื่อเข้าชิงออสการ์ ในสาขาแอนิเมชั่นยอดเยี่ยมประจำปีนี้ก็เป็นอันได้ (ชมได้ 15 พฤศจิกายนใน Netflix)
 
The King
 
 
ภาพยนตร์พีเรียดผลงานล่าสุดของ ทิโมธี ชาลาเม่ต์ นักแสดงหนุ่มที่น่าจับตามองมากที่สุดจาก Call Me By Your Name และ Lady Bird ดัดแปลงจากบทละครของวิลเลี่ยม เช็คสเปียร์ที่ชื่อว่า "Henriad” โดยเขาต้องรับบทเป็นพระเจ้าเฮนรี่ที่ 5 เด็กหนุ่มที่จำเป็นต้องขึ้นครองบัลลังก์หลังจากพระบิดาสิ้นพระชนม์ การขึ้นเป็นกษัตริย์ของเขาไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงผู้ครองบัลลังก์ในช่วงเวลาที่แผ่นดินกำลังวุ่นวาย ทั้งการทำสงครามกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมไปถึงไส้ศึกผู้ไม่หวังดี ที่แฝงกายอยู่เต็มไปหมด ภายในพระราชวัง
 
นอกจากนักแสดงหนุ่มคนดังแล้ว หนังยังมีดาราฝีมือดีร่วมจออีกเพียบ ทั้ง โรเบิร์ต แพททินสัน พระเอกจาก Twilight, โจเอล เอ็ดเกอร์ตัน นักแสดงฝีมือดีจาก Warrior, เบน เมนเดลซอห์น นักแสดงที่กำลังโดดเด่นจากบทร้ายใน Ready Player One รวมไปถึงหนังยังได้ ลิลลี่-โรส เด็ปป์ ลูกสาวคนสวยของพระเอก จอห์นนี่ เด็ปป์ มาร่วมจออีกด้วย (ชมได้แล้ววันนี้ใน Netflix)


ติดตามคอลัมน์ SO WATCH และ ฟังวิทยุออนไลน์ Chill Online เพลงเพราะทำงานเพลิน ได้ที่ 
www.chillfm.fm และที่
Application : Atimeonline โหลดฟรีที่ App Store และ Play Store
Facebook : Chill FM
Instagram : chillfmfanpage
Twitter : chillfmfanpage
 
******************************************
 
SO WATCH

BY GOSSIPGUN
 
 
 

บันเทิง