SO WATCH BY GOSSIPGUN |

SO WATCH BY GOSSIPGUN

 
 
Gemini Man หนังแอ็กชันที่มาพร้อมเทคโนโลยีสุดล้ำ
 
HIGHLIGHTS
 
  • Gemini Man คือหนังแอ็กชันที่ถูกพัฒนาโปรเจ็ค มาอย่างยาวนานถึง 20 ปี ซึ่งเพิ่งจะมาเกิดขึ้นจริงในยุคนี้ เพราะงานเทคโนโลยีด้านภาพยังไม่รองรับในสมัยนั้น หนังต้องปรับลดอายุของนักแสดงให้ดูเด็กลง โดยในเรื่อง วิล สมิธ ต้องแสดงเป็นตัวละครเดียวกันใน 2 วัย
 
  • นี่คือผลงานล่่าสุดของ อั้ง ลี่ ผู้กำกับเจ้าของรางวัลออสการ์ถึงสองตัวจาก Brokeback Mountain และ Life of Pi ที่หยิบเอาเทคโนโลยีสามมิติแบบล่าสุดอย่าง 3D+ HFR มาใช้งาน หลังเคยทดลองมาแล้วกับงานชิ้นก่อนอย่าง Billy Lynn's Long Halftime Walk แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่คาดหวังไว้
 
  • หนังเล่าถึง นักแม่นปืนสไนเปอร์เบอร์ต้นๆของรัฐบาล ที่กำลังจะวางมือ แต่หลังจากเขาสงสัยในฐานะของเหยื่อคนล่าสุด เขาเลยกลายเป็นเป้าในการถูกกำจัดจากรัฐบาลแทน องค์กรลับจึงได้ส่งร่างโคลนนิ่งของเขา แต่ในวัยที่อ่อนเยาว์กว่า เพื่อมาสังหารเขา กลายเป็นหนังพล็อตเก๋ ที่มาพร้อมกับงานภาพ CG ที่ทันสมัย

**************************************
 
เส้นทางกว่าจะขึ้นจอของ Gemini Man
 
 
กว่าที่ภาพยนตร์แอ็กชันเรื่อง Gemini Man  ที่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หนังเรื่องนี้ใช้เวลายาวนานถึง 22 ปีกว่าจะเป็นจริงขึ้นมาได้ ไอเดียแรกของหนังเกิดขึ้นที่ดิสนีย์ ตามแผนการแรกเกิดขึ้นภายใต้การดูแลของโปรดิวเซอร์มือทองอย่าง ดอน ซิมส์สัน และผู้กำกับ โทนี่ สก็อตต์ ที่เคยจับมือกันสร้างหนังแอ็กชั่นเขย่าวงการอย่าง Top Gun และ Beverly Hills Cop2 มาแล้ว แต่ท้ายที่สุดโปรเจ็คนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริงในยุคนั้น (และปัจจุบันทั้งคู่ก็ได้เสียชีวิตไปแล้ว)
 
หลังจากนั้นดิสนีย์ก็พยายามจะสรรหาผู้กำกับหนังแอ็กชั่นคนอื่นๆมาดูแลโปรเจ็ค ไม่ว่าจะเป็น คอร์ติส แฮนสัน และโจ คาร์นาฮาน รวมถึงวางแผนเลือกนักแสดงมารับบทนำมากมาย อาทิ แฮร์ริสัน ฟอร์ด, โรเบิร์ต เดอ นีโร, อัล ปาชิโน, ไมเคิล ดักกลาส, คริส โอ โดเนล, เมล กิ๊บสัน, เควิน คอสเนอร์, ทอมมี่ ลี โจนส์, เพียร์ซ บรอสแนน, บรู๊ซ วิลลิส, ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน และอีกเพียบ เรียกว่ากวาดตามองไว้หมดเกือบทั้งวงการแล้ว แต่ท้ายที่สุดโปรเจ็คนี้ก็ไม่สามารถเดินหน้าได้ เพราะเทคโนโลยีในสมัยนั้น ยังไม่พัฒนาไปไกล ที่จะรองรับการสร้างหนังเรื่อง Gemini Man ได้ ที่จะต้องมีการลดอายุนักแสดง ให้ดูอ่อนวัยกว่าตัวจริงถึง 20 ปี
 
ในปี 2008 เป็นเวลานานกว่า 10 ปี หลังจากโปรเจ็ควางแผนจะสร้าง Gemini Man ก็เกืิอบจะเป็นรูปเป็นร่างอีกครั้ง หลังจากที่ดิสนีย์ดึงเอา นิโคลัส เคจ มารับบทนำ โดยเคจใช้เวลาอยู่กับโปรเจ็คนี้พักใหญ่ จนกระทั่งเขาตัดสินใจชวนดิสนีย์ ทำหนังเรื่องอื่นแทน นั่นคือ The Sorcerer's Apprectice ซึ่งเขารับบทเป็นพ่อมดที่พยายามจะสอนเด็กหนุ่มในยุคปัจจุบันให้ใช้เวทมนตร์ต่อสู้กับปีศาจร้าย โดยหนังเรื่องนี้ถูกวางไว้ว่าจะสานต่อความสำเร็จจาก Pirates of the Caribbean แต่กลับไม่ได้รับความนิยมมากเท่า
 
จนกระทั่งเวลาผ่านไปอีกเกือบ 10 ปี ค่ายหนัง Skydance ตัดสินใจซื้อสิทธิ์โปรเจ็คหนัง Gemini Man มาจากมือของดิสนีย์ และวางแผนให้ เจ้าพ่อหนังแอ็กชั่นอย่าง เจอร์รี่ บรั๊คไฮเมอร์ อำนวยการสร้าง ซึ่งในยุค 80-90 เจอร์รี่ บรั๊คไฮเมอร์เอง คือคู่หูผู้สร้างหนังกับ ดอน ซิมป์สัน ดังนั้น นี่จึงเป็นเหมือนการสานต่อความต้องการเดิมของเพื่อนสนิท ที่อยากจะสร้างหนังเรื่องนี้ แต่ในสมัยนั้นงานคอมพิวเตอร์กราฟฟิคยังไม่พร้อม และเมื่อเวลานี้มาถึง จึงเหมาะสมแล้ว ที่จะปัดฝุ่นหยิบเอา Gemini Man มาสร้างเสียที
 
หลังจากที่ เจอร์รี่ บรั๊คไฮเมอร์ ตอบตกลงจะอำนวยการสร้างโปรเจ็คนี้ แผนการต่างๆก็เดินหน้าต่อไปอย่างรวดเร็ว เขาได้พูดคุยกับ อั้ง ลี่ ผู้กำกับเจ้าของรางวัลออสการ์จาก Life of Pi และ Brokeback Mountain มากำกับหนังเรื่องนี้ ซึ่งอั้ง ลี่ คลั่งไคล้ในเทคโนโลยี 3D+ HFR งานภาพสามมิติรูปแบบใหม่มาก เขาได้พยายามครั้งหนึ่งแล้วใน Billy Lynn's Long Halftime Walk แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เขาจึงพยายามจะนำกลับมาใช้อีกครั้งกับ Gemini Man ซึ่ง เจอร์รี่ บรั๊คไฮเมอร์ ก็เห็นด้วยกับความพยายามในครั้งนี้
 
เมื่อ วิล สมิธ ต้องมาเจอกับ วิล สมิธ
         
 
หลังจากผ่านมือนักแสดงมามากกว่า 20 ชีวิต ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่หนังถูกวางแผนไว้ว่าจะสร้าง ในที่สุด นักแสดงที่ตกลงเซ็นสัญญาเพื่อรับบทนำ คือ "วิล สมิธ" ในบทบาทของ เฮนรี่ โบรแกน สไนเปอร์แถวหน้า ที่ไม่ว่าจะถูกว่าจ้างเพื่อสังหารใคร ก็สามารถทำภารกิจได้ลุล่วงเสมอ แต่หลังจากที่สังหารคนมามากกว่า 70 ชีวิต เขาก็ตัดสินใจว่า ถึงเวลาจะต้องวางมือเสียที
 
 
แต่ไม่นานหลังจากเฮนรี่ ได้สังหารเป้าหมายคนสุดท้าย เขาก็พบว่าเหยื่อของเขากลับไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายแบบที่รัฐบาลบอกเขา บุคคลดังกล่าวที่เฮนรี่ปลิดชีวิตเป็นเพียงนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์บางอย่างที่ไม่ถูกใจรัฐบาลนัก เฮนรี่จึงค่อยๆสืบเรื่องราวดังกล่าว และเมื่อทางการได้ทราบว่า เฮนรี่อาจจะเป็นอันตรายต่อพวกเขา จึงได้มีการส่งนักฆ่ามือฉมังเพื่อมาจัดการกับเฮนรี่ แต่คนที่จะสามารถสังหารสไนเปอร์มีอาชีพได้นั้น มีเพียงไม่กี่คน และคนที่ถูกส่งมาเพื่อจัดการเขา คือ ก็คือตัวของเขาเอง แต่เป็นเวอร์ชั่นที่อายุน้อยกว่า
 
 
บุคคลที่ว่านี้ มาจากโครงการเจมิไน โครงการลับท่ีมีการเอา DNA ของทหารมืออาชีพ มาโคลนนิ่งเป็นอีกร่างนึง เช่นเดียวกับ เฮนรี่ เนื่องจากเขาคือนักแม่นปืนที่ฝีมือเยี่ยมที่สุด เขาจึงถูกโคลนนิ่งไว้อย่างลับๆ และตอนนี้ก็ถึงเวลาแล้ว ที่ร่างโคลนของเขาจะถูกปล่อยตัวออกมา เพื่อสังหารเฮนรี่ตัวจริง ที่แก่กว่า แข็งแรงน้อยกว่า และเชื่องช้ากว่า งานนี้ เฮนรี่จะสามารถเอาตัวรอดได้หรือไม่ และใครกันแน่ที่อยู่เบื้องหลังปฏิบัติการดังกล่าว คอหนังคงต้องไปติดตามกันเองในหนังเรื่องนี้
 


โดยนอกจาก วิล สมิธ แล้ว หนังยังได้นักแสดงดังๆมาร่วมสมทบอีกเพียบ อาทิ ไคลฟ โอเว่น จาก King Arthur และ Shoot 'Em Up ในบทบาทเจ้าหน้าที่ระดับสูงขององค์กร, แมรี่ อลิซาเบ็ธ วินสตีด จาก Final Destination 3 และ Live Free or Die Hard ในบทของเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรอง ที่ต้องมาติดร่างแห หนีตายไปพร้อมๆกับเฮนรี่ และ เบเนดิกท์ หว่อง จาก Doctor Strange ในบทเพื่อนเก่าของเฮนรี่ ที่เชี่ยวชาญในการบิน ซึ่งจะมาช่วยเหลือพระเอกในการหลบหนี จากร่างโคลนของตัวเอง
 
 
Gemini Man พล็อตเก่าแก่ แต่เทคโนโลยีล้ำสมัย
 


ภาพรวมของหนัง Gemini Man มีข้อดีและข้อด้อยผสมกันอยู่ในหลากหลายประเด็น แต่ที่ได้รับการชื่นชมมากที่สุด คงหนีไม่พ้น เทคโนโลยีการสร้างและการฉายในโรงภาพยนตร์ เริ่มจาก CG การลดอายุของนักแสดงนำในเรื่อง ที่หนังสามารถเนรมิต วิล สมิธ ในวัยหนุ่มได้ออกมาอย่างสมจริง คล้ายกับ วิล สมิธ ยุคสมัยที่เขาเล่น Bad Boys ภาคแรกเมื่อ 25 ปีที่แล้ว ดูแตกต่างจาก วิล สมิธ ในวัย 50 ปีเป็นอย่างมาก ทำให้ผู้ชมสามารถเชื่อว่า นี่คืออีกตัวละครหนึ่ง ไม่ใช่ คนเดียวกับพระเอก และตัวของ วิล สมิธ เองก็แสดงในสองบทบาทที่มีความแตกต่างกัน แม้ว่าจะเป็นตัวละครเดียวกันก็ตาม แต่เฮนรี่ในวัยหนุ่ม กลับโผงผาง ทะเยอทะยานมากกว่า ส่วน เฮนรี่ในวัยผู้ใหญ่ ดูสุขุม และอารมณ์เย็นกว่า ทำให้ทั้งงานภาพและคาแร็คเตอร์ของ เฮนรี่ ทั้งสองวัยนั้น ดูมีความต่างกันในหลายมิติ
 


อีกหนึ่งเทคโนโลยีล้ำสมัย ที่ถูกใช้กับหนัง Gemini Man คืองานสามมิติรูปแบบใหม่ ที่เรียกว่า 3D+ HFR ซึ่งให้งานภาพที่ละเอียดมากกว่าหนังทั่วโลก ซึ่งโดยปกติแล้ว ภาพเคลื่อนไหวในแต่ละวินาที จะใช้ภาพนิ่ง 24 ภาพ แต่สำหรับหนังเรื่องนี้ ใช้ภาพนิ่งถึง 120 ภาพ ทำให้กลายเป็นระบบที่เรียกว่า High Frame Rates แต่สำหรับในไทยนั้น เครื่องฉายตามโรงภาพยนตร์ต่างๆ รองรับเพียง 60 ภาพต่อวินาที ซึ่งหลังจากที่ลองรับชม Gemini Man ในระบบนี้ จะพบว่ามีความแตกต่างจากภาพสามมิติ ในหนังเรีื่องอื่นๆอย่างเห็นได้ ภาพมีความชัดค่อนข้างมาก งานภาพดูสมจริง คล้ายกับเราอยู่ในหนังเรื่องนั้นๆ ไม่ได้รู้สึกเวียนหัวหรือปวดตาเท่าภาพสามมิติในหนังเรื่องอื่นๆ ถ้าจะให้เปรียบเทียบ หนังมีความชัดคล้ายกับการยืนดูตามทีวีในห้างสรรพสินค้า ซึ่งถ้ามีโอกาส ก็อยากให้ผู้ชมได้ลองสัมผัสระบบ 3D+ กันดูสักครั้ง

 
อีกหนึ่งส่วนที่ Gemini Man ทำได้ดีคือฉากแอ็กชั่น ที่เป็นไฮไลต์มากๆ สองฉาก ประกอบด้วย ฉากไล่ล่าที่ประเทศโคลัมเบีย ที่ตัวละครเฮนรี่หนีการตามล่าจากตัวเขาเองในเวอร์ชั่นเด็ก ซึ่งหนังทำได้น่าตื่นเต้น ระทึก และสมจริงมากๆ โดยเฉพาะครึ่งหลังที่มีการขี่มอเตอร์ไซด์ไล่กันในเมือง ยิ่งถ้าชมในระบบ 3D+ ซึ่งให้อารมณ์เหมือนเราอยู่ในฉากนั้น ยิ่งสนุกเข้าไปใหญ่ และอีกฉากที่ฮือฮามาก คือ ฉากแอ็กชั่นใหญ่ช่วงไคลแม็กซ์ ซึ่งขออนุญาตไม่อธิบายว่าเกิดอะไรขึ้น เพื่ออรรถรสในการรับชม แต่ไฮไลต์หลักอยู่ที่อาวุธปืนกลของคนร้าย ที่กระหน่ำยิ่งอย่างดุเดือด สมจริงขั้นสุดจริงๆ
 


อย่างไรก็ตาม ส่วนที่คอหนังจำนวนไม่น้อยวิจารณ์กันมากที่สุด คงหนีไม่พ้น บทภาพยนตร์ ที่ทั้งพล็อตและบทสนทนา มีความเชย คล้ายกับหนังเจอร์รี่ บรั๊คไฮเมอร์ยุค 90 ชวนให้คิดถึงหนังตระกูล The Rock, Con Air รวมไปถึง Enemy of the State ที่เราจะได้เห็นพระเอก วิล สมิธ หนีการตามล่าจากรัฐบาล ซึ่งหน่วยงานรัฐใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยในการไล่ล่า ดูพล็อตจะคล้ายคลึงกับ Gemini Man พอสมควร แม้จะไม่มี วิล สมิธ ในวัยเด็กกว่ามาปรากฏก็ตาม แถมหลายฉากยังชวนให้คิดถึง Face/Off ซึ่งสองตัวละครนำ สลับหน้ากันเพื่อไล่ล่าซึ่งกันและกัน โดยหลายฉากของ Gemini Man มีกลิ่นอายทำนองนั้นอยู่ จึงไม่แปลกใจ ที่หลายครั้ง หนังจะทำให้คนดูสงสัยว่า นี่คือหนังใหม่ หรือหนังเก่าเก็บจากยุค 90 กันแน่ รวมไปถึงการคลี่คลายปมต่างๆ ก็ดูจะเกิดขึ้นอย่างง่ายดาย กว่าที่ควรจะเป็น จนกลายเป็นจุดบกพร่องของหนัง
 


สรุปแล้ว Gemini Man มีทั้งส่วนดีและส่วนเสียผสมกันไป ข้อดีที่น่าจะถูกใจคอหนัง คือ งานภาพที่ใช้ CG อย่างล้ำสมัย ทั้งการลดอายุของนักแสดงนำ รวมไปถึงการนำเสนอในงานภาพแบบ 3D+ ก็ชวนตื่นตาอย่างมาก ที่เซอร์ไพรสคงหนีไม่พ้นฉากแอ็กชั่นที่ทำได้ระทึกและน่าตื่นตาหลายฉากทีเดียว จุดติที่หลายคนคิดเห็นตรงกัน คือ บทภาพยนตร์และพล็อต ที่ถูกแซวกันไปว่า เก็บเข้ากรุไว้ตั้งแต่ยุค 90 หรือไม่ ทำไมหนังจึงดูบทสนทนาเชย ทั้งๆที่ยุคสมัยดำเนินมาจนกระถึงจะเข้าสู่ปี 2020 แล้ว ใครอยากลองดูหนัง CG ดีๆ ก็ลองมาชมกันได้ แต่ขอให้ทำใจเรื่องบทและพล็อตมาสักนิดนะครับ
 
**************************************
 
เกร็ดที่น่าสนใจเกี่ยวกับ "Gemini Man"
 
  • ภาพยนตร์เรื่องนี้ ถือว่าเป็นการร่วมงานกันครั้งที่ 4 ของพระเอก วิล สมิธ กับโปรดิวเซอร์มือทองอย่าง เจอร์รี่ บรั๊คไฮเมอร์ โดย 3 ครั้งก่อนหน้าที่ทั้งคู่จับมือกันทำหนังคือ Bad Boys 1-2 และ Enemy of the State ซึ่งหลังจากทั้ง 3 เรื่องที่ว่านี้ ทั้งสองคนก็ห่างหายจากการทำหนังด้วยกันไปนานถึง 16 ปีเต็ม
 
  • บางฉากของภาพยนตร์เรื่องนี้ ยกกองถ่ายไปถ่ายทำกันที่ประเทศโคลัมเบีย ตามเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหนัง โดยภาพยนตร์ในปีนี้ ที่ยกกองไปถ่ายทำในนั่นเช่นเดียวกัน คือ Long Shot หนังโรแมนติกเบาสมอง ของ ชาร์ลีซ เธียรอน และ เซ็ธ โรแกน
 
  • พระเอก วิล สมิธ ร่วมงานกับลูกชายอย่าง เจเด็น สมิธ ในหลายโอกาส ทั้งคู่แสดงหนังด้วยกันใน The Pursuit of Happyness และ After Earth ส่วนเจเด็น นำแสดงใน The Karate Kid ที่พ่อของเขาอำนวยการสร้าง สำหรับ Gemini Man แม้ว่า เจเด็น จะไม่ได้ร่วมจอ แต่ก็มีการหยิบเอาซิงเกิ้ลเพลง Icon ที่ขับร้องโดย เจเด็น สมิธ มาใช้ประกอบในตัวอย่างภาพยนตร์ด้วย



ติดตามคอลัมน์ SO WATCH และ ฟังวิทยุออนไลน์ Chill Online เพลงเพราะทำงานเพลิน ได้ที่ 
www.chillfm.fm และที่
Application : Atimeonline โหลดฟรีที่ App Store และ Play Store
Facebook : Chill FM
Instagram : chillfmfanpage
Twitter : chillfmfanpage
 
******************************************
 
SO WATCH

BY GOSSIPGUN


บันเทิง