SO WATCH BY GOSSIPGUN |

SO WATCH BY GOSSIPGUN

 
 
10 หนังคริสต์มาสอิ่มเอมใจ ที่ควรหามาชมส่งท้ายปี
 
กำลังจะก้าวเข้าสู่เดือนธันวาคม ในบรรยากาศของการเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาสและวันปีใหม่อย่างเต็มตัวแล้ว โดยในทุกๆปีก็จะมีภาพยนตร์เกี่ยวกับคริสต์มาส ออกฉายเป็นประจำ อาทิ ในปีนี้ ก็จะมี Last Christmas หนังโรแมนติกคอเมดี้ที่ชื่อหนังได้รับแรงบันดาลใจมาจากเพลงฮิตของ Wham! เอามาตั้งเป็นชื่อหนัง เล่าถึงคริสต์มาสในปีหนึ่งที่นางเอกและพระเอกได้มาเจอกัน ซึ่งรับบทโดย เอมิเลีย คลาร์ก จาก Game of Thrones และเฮนรี่ กู้ดดิ้ง จาก Crazy Rich Asians รวมไปถึงใน Netflix ก็มีหนังใหม่เกี่ยวกับคริสต์มาสปล่อยให้ชมกันเพียบ แต่ที่โดดเด่นสุด คือแอนิเมชั่นเรื่อง Klaus ที่ได้รับคำชมอย่างล้มหลามในแง่ของการสร้าง ที่ภาพออกมาสวย และพล็อตเรื่องก็ชวนประทับใจ !
 
คอลัมน์ So Watch ในสัปดาห์นี้ เลยขอหยิบยกหนังในบรรยากาศคริสต์มาส มาแนะนำกันทั้งหมด 10 เรื่อง โดยจะมีหนังเก่าและใหม่คละเคล้ากันไป รวมถึงประเภทของหนังเองก็มีหลากหลายแนว แต่ทุกเรื่องล้วนมีจุดร่วมเดียวกัน คือเล่าเรื่องในช่วงเทศกาลคริสต์มาส และถ่ายทอดจิตวิญญาณของคริสต์มาสอย่างเต็มตัว โดยการันตีว่า ทั้ง 10 เรื่อง เหมาะแก่การหยิบมารับชม ตลอดเดือนธันวาคมนี้อย่างแน่นอน
 
**************************************
 
Home Alone
 
ภาพยนตร์เบาสมองที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในช่วงต้นยุค 90 เล่าเรื่องราวของ เควิน เด็กหนุ่มวัย 8 ขวบ ที่ถูกครอบครัวทิ้งให้อยู่บ้านคนเดียวโดยไม่ได้ตั้งใจ ในขณะที่ทุกคนกำลังวุ่นวายขึ้นเครื่องบินไปยังปารีส เพื่อพักผ่อนช่วงปีใหม่ เขากลับถูกลืมอย่างโดดเดี่ยวที่บ้านในชิคาโก้ แต่แล้วความวุ่นวายก็เกิดขึ้น เมื่อสองโจรคิดว่าบ้านหลังนี้ไม่มีใครอยู่ช่วงคริสต์มาส จึงตัดสินใจย่องเบาเข้ามาปล้น แต่ปรากฏว่า กลับมีเด็กน้อยคนนี้คอยอยู่ และวางกับดักสุดแยบยล ไว้เพื่อรอจับคนร้ายอย่างพวกเขาอยู่แล้ว
 
 
Home Alone เป็นผลงานกำกับของ คริส โคลัมบัส ที่ต่อมามีผลงานเด่นๆอย่าง Harry Potter and the Sorcerer's Stone ที่แจ้งเกิด แม็คคัลลี่ย์ คัลกิ้น เด็กหนุ่มให้กลายเป็นนักแสดงผู้โด่งดังในชั่วข้ามคืน จากทุนสร้างเพียงแค่ 18 ล้านเหรียญฯ (ซึ่งน้อยมาก) หนังกลับกวาดรายได้จากทั่วโลกไปมากกว่า 470 ล้านเหรียญฯ จนกระทั่งทำให้มีภาคต่อตามออกมา โดยเฉพาะภาคที่ 2 ซึ่งประสบความสำเร็จไม่แพ้กัน นอกจากนี้หนังยังได้เข้าชิงรางวัลออสการ์อีก 2 สาขา คือ ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม และเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมอีกด้วย
 
Love Actually
 
ภาพยนตร์โรแมนติกคอเมดี้แห่งยุค โดย ริชาร์ด เคอร์ติส มือเขียนบทหนังรักสัญชาติอังกฤษชั้นเยี่ยมจาก Four Weddings and a Funeral และ Notting Hill ที่ต่อมามีผลงานโดดเด่นมากอย่าง About Time เล่าเรื่ิองราวความรักในหลากหลายรูปแบบในช่วงเวลาของคริสต์มาส ทั้งความรักในแบบชายหญิง, แบบชายชาย, ความรักระหว่างพ่อลูก, ความรักระหว่างพี่น้อง, ความรักของคนต่างภาษา, ความรักของเจ้านายและลูกน้อง, ความรักของคนต่างวัย รวมไปถึงความรักที่ไม่อาจจะสมหวังได้ ที่ทั้งหมดถูกถ่ายทอดออกมาอย่างละมุน และชวนซาบซึ้งกินใจ
 


เนื่องจากพล็อตที่เกี่ยวข้องกับตัวละครจำนวนมาก หนังจึงมีนักแสดงอังกฤษชื่อดังมากมายมาร่วมจอ อาทิ ฮิวจ์ แกรนต์ ในบทของเดวิด นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ ที่ตกหลุมรักเลขาสาว, โคลิน เฟิร์ธ ในบทของเจมี่ นักเขียนหนุ่มที่ตกหลุมรักกับแม่บ้านสาวชาวโปรตุเกส ที่ไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้, เลียม นีสัน ในบทของ แดเนี่ยล ชายที่เพิ่งสูญเสียภรรยาไป และต้องเลี้ยงดูลูกชายบุญธรรมโดยลำพัง, เคียร่า ไนท์ลี่ย์ ในบทของจูเลียต หญิงสาวที่เพิ่งแต่งงานไป ซึ่่งพบว่าชายคนนึงกำลังจะบอกรักเธอ รวมไปถึงนักแสดงคุณภาพอีกเพียบ ทั้ง เอ็มม่า ธอมป์สัน, ลอร่า ลินด์นี่ย์, มาร์ติน ฟรีแมน, อลัน ริคแมน และโรแวน แอคคินสัน ที่คอหนังรู้จักกันดีจากบทมิสเตอร์บีน
 
จากทุนสร้างเพียง 40 ล้านเหรียญฯ หนังประสบความสำเร็จอย่างมากและกวาดรายได้จากทั่วโลกไปมากถึง 250 ล้านเหรียญฯ ขึ้นแท่นหนึ่งในหนังฟีลกู้ดที่คอหนังหยิบมาชมซ้ำแล้วซ้ำอีกบ่อยที่สุดในช่วงปลายปีแบบนี้
 
The Polar Express
 
ภาพยนตร์แอนิเมชั่นผจญภัย ฝีมือการสร้างของ โรเบิร์ต เซเมคิส จาก Forrest Gump และ Back To The Future เล่าเรื่องราวของ เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่พบว่า มีรถไฟมาจอดเทียบบ้านของเขาในคืนก่อนวันคริสต์มาส ปรากฏว่ารถไฟขบวนนี้ เต็มไปด้วยเด็กผู้มีความฝัน และกำลังจะแล่นมุ่งหน้าไปยังขั้วโลกเหนือ เพื่อที่พวกเขาจะได้พบเจอกับซานต้าคลอส กลายเป็นทริปการเดินทางแห่งความฝันที่พวกเขาไม่มีวันจะลืมเลือน
 


ความน่าสนใจของ The Polar Express นอกจากพล็อตที่สนุกสนาน อิ่มเอมและชวนประทับใจในท้ายที่สุดแล้ว ยังเป็นเรื่องราวของเทคนิคงานสร้าง ที่หยิบเอาเทคโนโลยีล้ำสมัยในยุคนั้นอย่าง Motion Capture มาให้ คือให้นักแสดงจริงๆมาเล่น แต่คอมพิวเตอร์บันทึกทุกรายละเอียด สีหน้า ท่าทาง การขยับตัวไว้ และนำไปแปลงในคอมพิวเตอร์ให้กลายเป็นตัวละครในแอนิเมชั่น โดยงานนี้ได้นักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์อย่าง ทอม แฮงค์ มาแสดงเป็นถึง 9 ตัวละครในหนังเรื่องนี้ และเพราะการใช้เทคนิคการสร้างที่ล้ำสมัยในยุคนั้น ทำให้หนังใช้ทุนสร้างไปมากถึง 165 ล้านเหรียญฯ แต่ด้วยคุณภาพของหนังก็ทำให้หนังสามารถกวาดรายได้กลับคืนมาได้ถึง 310 ล้านเหรียญฯ ขึ้นแท่นหนังผจญภัยในบรรยากาศขั้วโลกเหนือที่หยิบมาดูซ้ำกี่ทีก็ไม่มีวันเบื่อ
 
The Grinch
 
ต้นฉบับคือหนังสือเด็กที่ชื่อว่า How The Grinch Stole Christmas ของด็อกเตอร์ซูส ถูกหยิบนำมาดัดแปลงสร้างเป็นหนังหลายเวอร์ชั่น แต่ที่โด่งดังสุด คือเวอร์ชั่นคนแสดงเมื่อปี 2000 ที่ได้นักแสดงตลกคุณภาพอย่าง จิม แคร์รี่ มารับบทนำ และเวอร์ชั่นที่คอลัมน์ So Watch ขอหยิบมาแนะนำ คือเวอร์ชั่นล่าสุดที่เป็นหนังแอนิเมชั่น ซึ่่งเพิ่งเข้าฉายไปเมื่อปี 2018 ที่ผ่านมา และได้ นักแสดงคุณภาพอย่าง เบเนดิกท์ คัมเบอร์แบช มาพากย์เสียงเป็นตัวละครนำอย่าง เดอะกริ้นช์
 


หนังเล่าเรื่องราวของ เดอะกริ้นช์ ตัวประหลาดสีเขียวที่อาศัยอย่างสันโดษนอกเมือง เขาเกลียดการเฉลิมฉลอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทศกาลคริสต์มาส เพราะปมบางอย่างในใจ ทำให้เขาวางแผนจะทำลายการฉลองให้สิ้นซาก โดยเดอะกริ้นช์ มีแพลนที่จะป่วนเมือง ขโมยของขวัญ ทำลายของตกแต่ง เพื่อไม่ให้คริสต์มาสในเมืองนี้เกิดขึ้น หนังแอนิเมชั่นฉบับล่าสุดนี้ เป็นผลงานของค่าย อิลลูมิเนชั่น โดยมีหนังเบาสมองที่โดดเด่นมากมายทั้ง Despicable Me, The Secret Life of Pets และ Sing โดยหนัง The Grinch ในฉบับล่าสุดนี้ ก็ประสบความสำเร็จอย่างงดงามไม่แพ้เวอร์ชั่นก่อน จากทุนสร้าง 75 ล้านเหรียญฯ สามารถกวาดรายได้จากทั่วโลกไปมากถึง 511 ล้านเหรียญฯ เรียกว่าทั้งสนุกและกินใจผู้ชม ในทุกๆรูปแบบที่มีการสร้าง
 
Jingle All The Way
 
ภาพยนตร์เบาสมองในบรรยากาศคริสต์มาส ที่หยิบเอาพระเอกฅนเหล็กอย่าง อาร์โนลด์ ชวาร์เซเนกเกอร์ จากหนัง The Terminator, Total Recall และ True Lies มาพลิกบทบาท มารับบทเป็นคุณพ่อที่ต้องออกมาหาของเล่นเพื่อลูกชายในวันคริสต์มาส โดยในเรื่องนี้ เขารับบทเป็น ฮาเวิร์ด ชายผู้บ้างาน และแทบไม่มีเวลาให้ครอบครัว จนกระทั่งเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองมาถึง เขาคลั่งงานถึงขนาดลืมซื้อของขวัญให้ลูก นั่นคือหุ่น เทอร์โบ-แมน ซูเปอร์ฮีโร่ที่กำลังได้รับความนิยมในหมู่เด็กๆอย่างมาก จนกระทั่งของเล่นชิ้นนี้เกลี้ยงตลาด เขาจึงต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อตามหาของเล่นชิ้นนี้มาให้ได้ เพราะนี่คือความหวังสุดท้าย ที่เขาจะซื้อใจครอบครัว หลังเขาทำผิดพลาดเสมอมา
 


หนังเป็นผลงานการอำนวยการสร้างของ คริส โคลัมบัส เจ้าพ่อหนังอารมณ์ดี จากทั้ง Home Alone, Mrs.Doubfire และ Harry Potter โดยหนังเรื่องนี้ถือว่าแฟนคลับของอาร์โนลด์ก็ดูได้ เพราะยังมีฉากแอ็กชั่นสนุกๆให้ติดตาม แต่ก็ไม่รุนแรงจนเกินไป เพราะสร้างมาเพื่อให้สามารถดูได้ทุกเพศทุกวัย และจากความสำเร็จของหนัง ทำให้มีการสร้างภาคต่ออย่าง Jingle All The Way 2 ตามออกมาด้วย แต่เพราะอาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ วางมือจากอาชีพนักแสดงไปทำงานด้านการเมือง ทำให้ต้องมีนักแสดงอื่นมารับบทนำ หนังเลยถูกส่งไปฉายในรูปแบบ DVD แทนที่จะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์
 
A Christmas Carol
 
ต้นฉบับคือหนังสือคลาสสิคของ ชาร์ล ดิกเก้นส์ เมื่อปีค.ศ. 1843 ที่ถูกนำมาดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์, ละครโทรทัศน์ และละครเวที หลากหลายเวอร์ชั่น แต่ที่หยิบมาแนะนำในสัปดาห์นี้ คือ ฉบับหนังแอนิเมชั่นฟอร์มยักษ์เมื่อปี 2008 ของผู้กำกับ โรเบิร์ต เซเมคิส จาก Forrest Gump และ Back to The Future ที่เขาขอสานต่อความสำเร็จหลังจาก The Polar Express ด้วยการหยิบเอาเทคโนโลยีแบบ Motion Capture มาใช้ต่อในหนังเรื่องนี้
 


โดย A Christmas Carol ฉบับนี้ได้นักแสดงตลกฝีมือเยี่ยมอย่าง จิม แคร์รี่ มารับบทนำเป็น สกรูจ นายธนาคารผู้เลือดเย็นจอมละโมบ ที่ได้รับการเตือนจากวิญญาณของเพื่อนเก่าว่า กำลังจะมีผีสามตนมาเยือนเขา คือผีแห่งคริสต์มาสในอดีต ผีแห่งคริสต์มาสในปัจจุบัน และผีแห่งคริสต์มาสจากอนาคต ทำให้เขาได้เห็นภาพจากช่วงเวลาต่างๆในชีวิตของเขา ที่กำลังผ่านเลยไปอย่างไร้คุณค่าและไม่มีความสุข โดยนอกจาก จิม แคร์รี่ เองแล้ว หนังยังได้นักแสดงคุณภาพมาร่วมจออีกเพียบ ทั้ง แกรี่ โอลด์แมน, โคลิน เฟิร์ธ, บ็อบ ฮอสกิ้นท์ และ โรบิน ไรท์ เพนน์ ซึ่ง A Christmas Carol ตัวพล็อตเองนั้น คลาสสิกและอยู่เหนือกาลเวลาอยู่แล้ว ไม่ว่าจะหยิบเอาฉบับไหนมาชม หรืออ่าน ก็มักจะได้แง่คิดที่ดีกับตนเองเสมอ
 
The Holiday
 
ภาพยนตร์โรแมนติกคอเมดี้ในบรรยากาศวันหยุดยาวช่วงปลายปี เล่าถึงชีวิตรักอันแสนเศร้าของสองสาวที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน อย่าง อแมนด้า (รับบทโดย คาเมรอน ดิแอซ) สาวนักธุรกิชาวอเมริกันสุดเปรี้ยวจี๊ด และไอริส (รับบทโดย เคต วินสเล็ต) คอลัมน์นิสชาวอังกฤษ ที่รู้จักกันผ่านทางอินเตอร์เน็ต และตัดสินใจแลกบ้านกันอยู่ในช่วงคริสต์มาส เพื่อนำตัวเองออกจากความเศร้า ออกจากชีวิตแบบเดิม ได้ไปเจอสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ประสบการณ์ใหม่ๆ และสิ่งที่พวกเธอนั้นไม่คาดคิด นั่นคือความรักครั้งใหม่อีกด้วย
 


หนังเป็นผลงานของ แนนซี่ ไมเยอร์ เจ้าแม่หนังรักคุณภาพจาก What Woman Want, Something Gotta's Give, The Parent Trap, It's Complicated และ The Intern ซึ่งนอกจากจะได้สองสาวที่เอ่ยไปมารับบทนำแล้ว หนังยังมีสองหนุ่มอารมณ์ดีอย่าง จู้ด ลอว์ และแจ็ค แบล็ค มาร่วมแสดงอีกด้วย โดยหนังสามารถกวาดรายได้จากทั่วโลกไปมากถึง 200 ล้านเหรียญฯ และถูกแฟนหนังรักหยิบมาชมซ้ำบ่อยครั้ง ในหลายปีหลังจากหนังเข้าฉาย
 
The Christmas Chronicles
 
หนังอบอุ่นในแนวแฟนตาซีของทาง Netflix ผลงานการอำนวยการสร้างอีกหนึ่งเรื่องของ คริส โคลัมบัส นอกจาก Home Alone ที่ทางคอลัมน์ได้แนะนำไปแล้วในตอนต้น เล่าเรื่องราวของ เคต และเทดดี้ สองพี่น้องที่วางแผนจะดักจับซานต้าคลอส ในคืนก่อนวันคริสต์มาส เพื่อพิสูจน์ให้ได้ว่าเขานั้นมีตัวตนจริง แต่แล้วเมื่อแผนการของพวกเขาพังพินาศ และเป็นผลทำให้ ซานต้าคลอส ไม่สามารถส่งของขวัญต่อได้ ทั้งคู่จึงร่วมมือกับเหล่าบรรดาเอล์ฟ ในการทำให้คริสต์มาสครั้งนี้ ยังได้เฉลิมฉลองกันต่อไปได้
 


สำหรับบทซานต้า คลอสในหนังเรื่องนี้นักแสดงรุ่นใหญ่อย่าง เคิร์ต รัสเซล จาก Escape From New York และ The Thing มารับบทนำ โดยแม้ว่าจะหนังจะไม่ได้เข้าฉายโรง และปล่อยให้ชมกันใน Netflix เท่านั้น แต่งานสร้างไม่ธรรมดาจริงๆ หนังมาพร้อมกับ สเปเชี่ยลเอฟเฟ็คสุดอลังการ และเรื่องราวชวนประทับ ที่ดูซ้ำกี่รอบก็ยังคงอิ่มเอมและสนุกสนานอยู่
 
Die Hard
 
หนึ่งในหนังคริสต์มาสที่ไม่ซ้ำแนวกับเรื่องไหน แต่จิตวิญญาณของความเป็นคริสต์มาสอยู่อย่างครบคัน นั่นคือ Die Hard ภาพยนตร์แอ็กชั่นที่ส่งให้พระเอก บรู๊ซ วิลลิส กลายเป็นเจ้าพ่อหนังบู๊ในนามของ คนอึด หนังเล่าเรื่องราวของ จอห์น แม็คเคลน เจ้าหน้าที่ตำรวจจากนิวยอร์กที่เดินทางมายังแอลเอ เพื่อฉลองวันคริสต์มาสกับภรรยา แต่ปรากฏว่าคนรักของเขาถูกจับเป็นตัวประกัน โดยผู้ก่อการร้ายที่บุกยึดตึกสูงกลางเมืองแห่งหนึ่ง เขาจึงแหกทุกกฏ และทำทุกทางเพื่อช่วยเหลือคนรักของเขา ให้ออกมาจากตึกนั้นให้ได้
 


เรียกว่าเป็นหนังแอ็กชั่นที่สนุกครบรส ทั้งฉากบู๊เสี่ยงตายสุดระทึก รวมไปถึงฉากอบอุ่นที่ไม่ทิ้งความเป็นคริสต์มาส สำหรับภาคแรกนั้น เป็นผลงานกำกับของ จอห์น แม็คเทียร์แนน จาก  Predator, The Hunt For Red October และ Last Action Hero ซึ่งความสำเร็จของหนังภาคแรก ทำให้มีการสร้างภาคต่อของหนังชุด Die Hard ตามออกมาอีกถึง 4 ภาค แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคริสต์มาสแต่อย่างใด ถ้าใครอยากจะดูหนังบู๊ในบรรยากาศของการเฉลิมฉลอง ต้องไม่พลาดภาคแรกเท่านั้น
 
The Santa Clause
 
ภาพยนตร์เบาสมองเมื่อปี 1994 ที่ได้นักแสดงตลกชื่อดังอย่าง ทิม อัลเลน มารับบทเป็นสก็อตต์ ชายธรรมดาๆคนหนึ่งที่ดันพลาดทำซานต้าคลอส ตกลงมาจากหลังคาในคืนวันก่อนคริสต์มาส ทำให้ซานต้าไม่สามารถส่งของขวัญได้ เขากับลูกชายจึงตัดสินใจทำภารกิจนี้แทน จนกระทั่งต่อมาสก็อตต์ได้มีโอกาสเดินทางไปยังขั้วโลกเหนือ และพบว่าภารกิจที่ยิ่งใหญ่กำลังรอคอยเขาอยู่ นั่นคือการเป็นซานต้าคลอสคนต่อไป !
 


จากทุนสร้างเพียงแค่ 20 ล้านเหรียญฯ ภาพยนตร์ฟีลกู้ดจากดิสนีย์เรื่องนี้สามารถกวาดรายได้มากถึง 200 ล้านเหรียญฯ ทำให้สตูดิโออนุมัติสร้างภาคต่อ จนกระทั่งมี The Santa Clause ภาค 2 และ 3 ตามออกมา นอกจากมนต์เสน่ห์ของคริสต์มาสที่ผสมผสานกับความอิ่มเอมตามสไตล์ดิสนีย์แล้ว ด้วยมุกตลกที่เข้าถึงทุกคนในครอบครัวของ ทิม อัลเลน ทำให้หนังประสบความสำเร็จอย่างสูง ติด Top 5 หนังทำเงินสูงสุดในอเมริกาประจำปี 1994

ติดตามคอลัมน์ SO WATCH และ ฟังวิทยุออนไลน์ Chill Online เพลงเพราะทำงานเพลิน ได้ที่ 
www.chillfm.fm และที่
Application : Atimeonline โหลดฟรีที่ App Store และ Play Store
Facebook : Chill FM
Instagram : chillfmfanpage
Twitter : chillfmfanpage
 
******************************************
 
SO WATCH

BY GOSSIPGUN
 
 
 

บันเทิง