SO WATCH BY GOSSIPGUN |

SO WATCH BY GOSSIPGUN



10 หนังเดือนธันวาคมนี้ ที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง
 
           
เผลอแป๊ปเดียวก็เข้าสู่เดือนสุดท้ายของปีแล้วครับ ซึ่งสำหรับแวดวงภาพยนตร์แล้ว ในทุกๆปี เดือนธันวาคมถือว่าเป็นเดือนที่มักจะมีหนังเข้าฉายหลากหลายมากที่สุด เนื่องด้วยใกล้เทศกาลเฉลิมฉลองอย่างคริสต์มาส ซึ่งผู้คนในอเมริกามักจะหยุดยาว ดังนั้นสตูดิโอต่างๆก็มักจะวางโปรแกรมหนังฟอร์มใหญ่เอาไว้ ในขณะเดียวกัน ก็เป็นช่วงที่ใกล้จะเข้าสู่ฤดูกาลประกาศผลรางวัลต่างๆ ทำให้มีหนังคุณภาพ ที่มีสิทธิ์ลุ้นรางวัลทยอยเข้าฉายตลอดเดือนนี้เช่นกัน
 
ในขณะที่ฝั่งของหนังไทย หลังจากหลีกเลี่ยงการวางโปรแกรมช่วงกลางปี เนื่องจากชนกับหนังฟอร์มยักษ์จำนวนมากช่วงซัมเมอร์ ทำให้ช่วงปลายปีแบบนี้ก็จะมีหนังไทยน่าดู เข้าฉายเยอะเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้ ที่ค่ายหนังอารมณ์ดีอย่าง GDH มีหนังไทยเข้าฉายในเดือนเดียวกันถึง 2 เรื่องเลยทีเดียว ดังนั้นคอลัมน์ SO WATCH ในสัปดาห์นี้ จึงขอหยิบยกเอาหนังน่าดูตลอดทั้งเดือน จำนวน 10 เรื่อง หลากแนวหลายสัญชาติมาแนะนำกัน ซึ่งแต่ละเรื่องต่างก็มีความน่าสนใจ และไม่ควรพลาดแทบทั้งสิ้น
 
**************************************

 
Star Wars : The Rise of Skywalker
 
ภาพยนตร์โปรแกรมยักษ์ใหญ่ส่งท้ายปี ที่เป็นการปิดไตรภาคล่าสุดของหนังสงครามอวกาศอย่าง Star Wars ที่เล่าเรื่องมาอย่างยาวนานกว่า 40 ปี ในที่สุดเส้นเรื่องของตระกูลสกายวอล์กเกอร์ ก็กำลังจะดำเนินมาสู่บทสรุปกันแล้ว โดยในภาคนี้ แม้ว่าทางดิสนีย์จะยังไม่ปล่อยรายละเอียดออกมาให้ผู้ชมได้รู้ก่อนมากนัก แต่เชื่อว่า หนังจะเฉลยปมเรื่องราวทั้งหมดอย่างแน่นอน รวมไปถึงที่มาของ เรย์ (รับบทโดย เดซี่ย์ ริดลี่ย์ ตัวละครสำคัญที่มีบทบาทหลักจากภาค The Force Awakens และ The Last Jedi) รวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับ ไคโร เลน (รับบทโดย อดัม ไดรเวอร์) ที่เข้าสู่ด้านมืดอย่างเต็มตัวและเป็นผู้นำฝั่งตัวร้ายแล้ว
 
 
เจ.เจ.อับรามส์ ผู้กำกับหนัง Star Wars ภาคนี้ที่กลับมาเล่าเรื่องราวในจักรวาลนี้อีกครั้ง หลังจากภาค The Force Awakens เผยว่า บทสรุปคือสิ่งที่เขาหวาดกลัวมากที่สุด เพราะหนังภาคนี้ไม่ใช่แค่เป็นตอนจบสำหรับไตรภาคใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นบทสรุปของเส้นทางจักรวาล Star Wars ยาวนานถึง 42 ปี การเขียนบทภาพยนตร์ภาคนี้ ให้ทั้งทรงพลัง ประทับใจ มีความหมาย และสามารถคลี่คลายปมต่างๆให้มากที่สุด จึงเป็นเรื่องยากและกดดันเป็นอย่างมาก


สำหรับหนังในภาคนี้ ได้มีการเชิญให้ บิลลี่ ดี วิลเลี่ยม นักแสดงรุ่นใหญ่กลับมารับบท แลนโด้ คาริสเซี่ยนอีกครั้ง เขาคือหนึ่งในตัวละครที่แฟนๆรักที่สุด ซึ่งปรากฏตัวครั้งสุดท้ายใน Star Wars : Return of the Jedi เมื่อ 30 ปีที่แล้ว นอกจากนี้ ภาคนี้ยังเป็นการปรากฏตัวครั้งสุดท้ายในโลกภาพยนตร์ของ ดาราผู้ล่วงลับอย่าง แคร์รี่ ฟิชเชอร์ อีกด้วย ซึ่งเธอเสียชีวิตก่อนที่ภาพยนตร์ภาคนี้จะเปิดกล้อง ทางผู้สร้างจึงตัดสินใจขออนุญาตครอบครัวของเธอ นำเอาฟุตเทจเก่าๆที่เคยถ่ายทำไว้และไม่ได้ใช้ในภาค The Last Jedi หยิบมาใช้ในภาคนี้ ให้เส้นเรื่องของเจ้าหญิงเลอา เดินทางมาถึงบทสรุปที่สมบูรณ์แบบมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อเป็นการอุทิศให้กับเธออีกด้วย เพราะถ้าไม่มี แคร์รี่ ฟิชเชอร์ เมื่อ 40 ปีที่แล้ว หนังชุด Star Wars ก็คงจะไม่สมบูรณ์แบบเช่นในวันนี้ (เข้าฉาย 19 ธันวาคมนี้)


Ford V Ferrari
 
ภาพยนตร์คุณภาพผลงานล่าสุดของ เจมส์ แมนโกลด์ ผู้กำกับจาก Logan และ Walk The Line ที่หยิบยกเอาเรื่องจริงในแวดวงยานยนต์ช่วงยุค 60 มาสร้างเป็นหนังใหม่ เมื่อกิจการการผลิตรถยนต์ของ แบรนด์ดังอย่าง "ฟอร์ด" กำลังประสบปัญหายอดขายตกลงอย่างต่อเนื่อง พวกเขาตัดสินใจพลิกภาพลักษณ์แบรนด์ให้เป็นดั่งผู้ชนะ ด้วยการผลิตรถแข่งรุ่นใหม่ เพื่อลงสนามแข่งในฝรั่งเศสที่ชื่อว่า เลอมังค์ สนามที่นักแข่งรถต้องใช้ความอึด วัดความเร็วกันด้วยเวลายาวนานถึง 24 ชั่วโมง ซึ่งแชมป์เก่าของสนามนี้ คือ "เฟอร์รารี่" ที่ฟอร์ดเอง พยายามจะโค่นแชมป์ และชิงความเป็นที่หนึ่งมาให้ได้
 
 
ปัญหาหลักของฟอร์ดคือ พวกเขามีเวลาเพียงแค่ 90 วันเท่านั้น ในการผลิตรถและลงสนามแข่ง พวกเขาจึงตัดสินใจจ้าง คารอล เชลบี้ (รับบทโดย แมตต์ เดม่อน) ชาวอเมริกันเพียงคนเดียวที่เคยชนะในสนามนี้ มาคุมทีมในการผลิตรถและหานักแข่งมาคุมพวงมาลัย ซึ่งเชลบี้ ไว้ใจชายเพียงคนเดียวเท่านั้น นั่นคือ เคน ไมล์ (รับบทโดย คริสเตียน เบล) แต่ปัญหาคือ ทางฟอร์ด ไม่เชื่อมั่นชายคนนี้ เพราะพฤติกรรมที่ไม่แน่นอน และควบคุมไม่ได้ หวั่นว่าจะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์
 
ท่ามกลางหนังภาคต่อและหนังรีเมกมากมาย Ford v Ferrari คือหนังต้นฉบับที่ไม่ควรมองข้าม เพราะหนังมีองค์ประกอบที่ครบถ้วนทั้งในแง่คุณภาพ งานสร้างที่สมจริง การแสดงของ แมตต์ เดม่อน และคริสเตียน เบล ทำได้อย่างดีเยี่ยมทั้งคู่ และที่สำคัญหนังยังเล่าเรื่องได้สนุกมากอีกด้วย แม้ว่าจะมีความยาวมากถึง 2 ชั่วโมง 30 นาที ในฉากแข่งรถก็สามารถเล่าได้อย่างน่าตื่นเต้น ในฉากดราม่าก็บีบอารมณ์ ในฉากครอบครัวก็อบอุ่นกินใจ ถือว่าเป็นหนังดีอีกเรื่องที่มีองค์ประกอบได้คุณภาพแทบทุกด้าน (เข้าฉาย 5 ธันวาคมนี้)



Jumanji : The Next Level
 
หลังความสำเร็จของการที่ค่ายโซนี่ พิคเจอร์ หยิบเอา Jumanji หนังดังเมื่อปี 1995 นำมาสร้างใหม่เมื่อสองปีที่แล้ว ทำให้ทางค่ายตัดสินใจเดินหน้าสร้างภาคต่อทันที กับ Jumanji : The Next Level โดยในภาคนี้ได้ผู้กำกับ เจค คาสเดน และทีมนักแสดงหลัก กลับมารับบทนำครบทุกคน ไล่ตั้งแต่ ดเวย์น จอห์นสัน, เควิน ฮาร์ท, คาเรน กิลเลน และแจ็ค แบล็ค ที่ถึงแม้ว่าจะกลับมารับบทเดิม แต่คาแร็คเตอร์ไม่เหมือนเดิม เนื่องจากในภาคที่แล้ว แต่ละคนรับบทเป็นตัวละครในวีดีโอเกมส์จูแมนจี้ ซึ่งผู้เล่นแต่ละคนในโลกแห่งความเป็นจริง มีคาแร็คเตอร์ไม่เหมือนกัน พอมาในภาคใหม่นี้ มีการเปลี่ยนผู้เล่น ทำให้คาแร็คเตอร์ในเกมของแต่ละตัวละคร จึงเปลี่ยนไปจากเดิมด้วย



เรื่องราวในภาคใหม่นี้ เกิดขึ้นเมื่อ สเปนเซอร์ เด็กหนุ่มพระเอกจากภาคแรก ตัดสินใจเก็บเกมจูแมนจี้ไว้ในห้องใต้ถุนในบ้านของคุณปู่เขา แต่เมื่อเพื่อนๆของสเปนเซอร์มาถึง กลับพบว่า สเปนเซอร์ได้หายตัวไปแล้ว แก๊งเพื่อนจึงตัดสินใจเข้าไปยังโลกแห่งจูแมนจี้อีกครั้งเพื่อช่วยชีวิตเพื่อนคนนี้ แต่ความป่วนของภาคนี้ไม่ได้จบเพียงแค่นั้น เพราะคุณปู่ของสเปนเซอร์และเพื่อนสนิทของเขา ดันหลุดเข้าไปในโลกแห่งจูแมนจี้เช่นกัน ทำให้ความฮาของภาคนี้ยิ่งทวีคูณเข้าไปใหญ่ โดยหนังได้สองนักแสดงรุ่นใหญ่อย่าง แดนนี่ เดอวีโต้ จาก Batman Returns และโดนัลด์ โกลเวอร์ จาก Lethal Weapon มาร่วมจอด้วย (เข้าไทย 25 ธันวาคมนี้)
 

Knives Out
 
ภาพยนตร์ตามล่าหาว่าใครคือฆาตกร (หรือที่เรียกว่าแนว Whodunit) ที่ผู้กำกับ ไรอัน จอห์นสัน จาก Star Wars : The Last Jedi ได้รับแรงบันดาลใจ มาจากเจ้าแม่นิยายแนวนี้อย่าง อกาธ่าห์ คริสตี้ ที่หนังสือเล่มดังของเธออย่าง Murder on the Orient Express เคยถูกนำมาสร้างเป็นหนังใหญ่มาแล้ว โดย Knives Out เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในตระกูลทรอมเบล่ย์ เมื่อผู้ใหญ่ในตระกูลอย่าง ฮาร์ลาน (รับบทโดย คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์) เกิดมาเสียชีวิตในคืนวันเกิดครบรอบ 85 ปีของเขา อย่างเป็นปริศนาในคฤหาสน์หลังโต ที่มีบรรดาลูกหลานต่างเดินทางมาร่วมฉลอง แม้ว่าตำรวจจะมองว่าเขาเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย แต่นักสืบเอกชน เบอนัวต์ บล็องค์ (รับบทโดย แดเนี่ยล เคร็ก) กลับมองว่า นี่คือการฆาตกรรมอำพราง แต่สมาชิกในบ้านแต่ละคน ล้วนมีเหตุจูงใจให้เป็นฆาตกรแทบทั้งนั้น
 


ความสนุกสนานของ Knives Out นอกจากที่ผู้ชมจะได้ลุ้นว่าใครคือฆาตกรนั้น หนังยังเลือกใช้ Mood & Tone ในทางตลกร้าย ซึ่งทำให้ภาพรวมด้านอารมณ์ของหนัง ค่อนข้างต่างจากหนังประเภทเดียวกันนี้ ที่ค่อนข้างจะซีเรียส หนังเลือกใช้พล็อตประเภท Dysfunctional Family (หรือครอบครัวไม่สมประกอบ) มาใช้ หยิบเอาความไม่ลงรอยกันของสมาชิกในตระกูล มาเป็นพล็อตหลัก เปิดโอกาสให้หนังมีบทสนทนาชวนปวดหัวและกวนประสาทมากมาย กลายเป็นหนังฆาตกรรมที่ทั้งสนุก ระทึก และเบาสมองไปพร้อมๆกันอีกด้วย
 
ท่ามกลางหนังรางวัลมากมายที่เข้าฉายในช่วงปลายปี แต่ปรากฏว่า Knives Out สามารถทำคะแนนนักวิจารณ์ในเว็บไซด์ Rotten Tomatoes ได้อย่างดีเยี่ยมถึง 96% โดยนอกจากนักวิจารณ์จะชื่นชมทั้งในแง่ของบทภาพยนตร์และ การแสดงของทีมนักแสดง ที่ประกอบด้วย แดเนี่ยล เคร็ก, เจมี่ ลี เคอร์ติส, ไมเคิล แชนนอน, โทนี่ คอลเล็ต, ดอน จอห์นสัน, อนา เดอ อามาส และคริส อีแวนส์ ล้วนทำได้ดีแทบทุกคน (เข้าฉาย 10 ธันวาคมนี้)
 
ตุ๊ดซี่ส์ แอนด์ เดอะเฟค
 
น้อยครั้งนักที่ซีรีส์ซึ่งประสบความสำเร็จจะถูกดัดแปลงไปขึ้นจอในรูปแบบภาพยนตร์ แม้แต่ฮอลลีวู้ดเอง ก็มีแบบนับเรื่องได้ (อาทิ Sex and the City, The X-Files, The Simpsons) แต่สำหรับซีรีส์ไทย ดูเหมือนว่า ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ จะเป็นเรื่องแรกๆเลยด้วยซ้ำ และการตัดสินใจนำเรื่องราวของแก๊งเพื่อนตุ๊ดซี่ส์ มาขึ้นจอใหญ่ของ จีดีเอช ดูเหมือนว่าทางค่ายจะมั่นใจในโครงเรื่องอยู่ไม่น้อย ว่าแข็งแรงพอที่จะกลายเป็นหนังใหญ่ได้ และตัวซีรีส์เองก็มีแฟนคลับมากพอ ที่จะยอมจ่ายเงินค่าตั๋วเข้าไปดูหนัง ต่างจากสมัยเป็นซีรีส์ที่สามารถดูได้ฟรีทางโทรทัศน์
 


ความสนุกของ ตุ๊ดซี่ส์ แอนด์ เดอะเฟค เกิดขึ้นเมื่อ กอล์ฟ (รับบทโดย ปิงปอง ธงชัย) ดันเอาร่างยักษ์ของตนไปชนกับ เคที่ (รับบทโดย ชมพู่ อารยา) ซูเปอร์สตาร์ตัวแม่ของวงการ ทำให้เธอได้รับบาดเจ็บไม่สามารถทำงานได้ ผู้จัดการของเธอจึงขู่กอล์ฟว่า ต้องรับผิดชอบค่าเสียหาย เป็นเงินมูลค่ามหาศาลถึง 50 ล้านบาท กอล์ฟจึงตัดสินใจนำปัญหานี้ไปปรึกษาแก๊งเพื่อนตุ๊ดซี่ส์ของตน ที่ประกอบด้วย กัส, คิม และแนตตี้ นำไปสู่ไอเดียการสร้าง เคที่ ตัวปลอม เนื่องจากทางแก๊งได้รู้จักกับ เจ๊น้ำ (รับบทโดย ชมพู่ อารยา เช่นกัน) แม่ค้าขายผัดผงกระหรี่ปากจัด นิสัยแย่ ที่ทำศัลยกรรมมาจนคล้ายเคที่ มาปลอมตัวเพื่อหลอกผู้คนว่า นี่คือซูเปอร์สตาร์
 
จุดที่ ตุ๊ดซี่ส์ แอนด์ เดอะเฟค ประสบความสำเร็จมากที่สุดคงหนีไม่พ้น ความตลกที่เหล่าบรรดาผู้เขียนบทจัดเต็มตลอดทั้งเรื่อง ทั้งตลกสถานการณ์ที่สามารถเข้าถึงทุกเพศทุกวัยได้ และตลกบทสนทนาตามอรรถรสของเหล่ากระเทยที่สรรหาสิ่งรอบตัว มาเปรียบเปรยจนแซ่บไม่ซ้ำใคร ซึ่งในจุดนี้ระดับความขำของแต่ละคนน่าจะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับประสบการณ์รอบตัว ถ้าอยู่ในสังคมที่ใกล้เคียงกับตัวละครในเรื่องก็น่าจะขำก๊ากได้ไม่ยาก นอกจากนี้เหล่าบรรดาแขกรับเชิญที่มาสร้างสีสัน ล้วนปล่อยความฮาแบบไม่เกรงใจใคร อาทิ เผือก พงศธร, พอลล่า เทเลอร์, แพร วทานิกา, เชฟป้อม และอีกเพียบที่ยังไม่อยากเผยตรงนี้ เพราะเดี๋ยวจะสปอยล์เอา (เข้าไทย 5 ธันวาคมนี้)
 
Cats
 
สำหรับคอละครเวทีแบบมิวสิคัล คงจะคุ้นเคยกับชื่อ Cats เป็นอย่างดี เพราะละครเพลงโดย แอนดรูว์ ลอยย์ เว็บเบอร์เรื่องนี้ ถูกเปิดการแสดงทั่วโลกมาแล้วกว่า 10,000 รอบ จนกระทั่งล่าสุดถูกนำมาดัดแปลงขึ้นจอภาพยนตร์เป็นครั้งแรก ผ่านฝีมือการกำกับภาพยนตร์ของ ทอม ฮูเปอร์ จาก Les Miserables และ The King's Speech โดยหนังเล่าเรื่องราวในค่ำคืนหนึ่งของบรรดาแมว ค่ำคืนสำคัญที่แมวทุกตัวต่างรอคอยที่ถูกเรียกว่า Jellicle Balls ซึ่งในงานนี้ แมวผู้โชคดีจะถูกประกาศชื่อ และมีสิทธิที่จะเดินทางไปยังดินแดนอันแสนจะพิเศษ นำไปสู่ชีวิตใหม่ ซึ่งก่อนที่จะประกาศผล แมวแต่ละตัวจะต้องร้องเพลงที่ขับขานและเล่าถึงชีวิตของตน
 


ความน่าสนใจของ Cats นอกจากจะดัดแปลงจากละครบรอดเวย์ที่มีแฟนคลับอยู่ในทุกประเทศทั่วโลกแล้ว หนังยังได้นักแสดงและนักร้องชื่อดัง มาร่วมจอมากมาย ไล่ตั้งแต่ จูดี้ เดนซ์, เอียน แมคเคลเลน, ไอดริส เอลบ้า, เจนนิเฟอร์ ฮัดสัน, เจมส์ คอร์เดน, เจสัน เดอรูโล่ และซูเปอร์สตาร์สาวที่แฟนๆต่างรอคอยผลงานของเธอ อย่าง เทย์เลอร์ สวิฟต์ ซึ่งนอกจากจะมาร่วมแสดงในหนังแล้ว เธอกับแอนดรูว์ ลอยย์ เว็บเบอร์ ยังร่วมทำเพลงใหม่ด้วยกัน เพื่อใช้ใน Cats ฉบับภาพยนตร์อีกด้วย (เข้าฉาย 25 ธันวาคมนี้)
 

The Angry Bird Movie 2
 
ภาพยนตร์แอนิเมชั่นภาคต่อ ที่สร้างจากวีดีโอเกมส์ดัง หลังจากภาคแรกสามารถกวาดรายได้จากทั่วโลกไปมากถึง 350 ล้านเหรียญฯ ทำให้ทางค่ายโซนี่ตัดสินใจอนุมัติภาคต่อ โดยในภาคนี้เล่าเรื่องราวของ คู่แค้นทั้งสองเกาะอย่างเกาะนก และเกาะหมู ที่ต้องสงบศึกกันครั้งแรก หลังจากที่พวกเขาสู้รบกันมานาน เนื่องจากมีเกาะลึกลับเกาะที่ 3 ปรากฏขึ้น และกลายเป็นภัยร้ายที่กำลังโจมตีพวกเขา ด้วยก้อนน้ำแข็งขนาดมหึมา ที่ถูกส่งมาเพื่อถล่มทั้งสองเกาะ เร้ด (พากย์เสียงโดย เจสัน ซูเดคิส) จึงต้องนำทีมเพื่อนๆและแก๊งหมู ลักลอบเข้าไปยังเกาะลึกลับแห่งนี้ เพื่อทำลายอาวุธร้าย รวมไปถึงศึกครั้งนี้ อาจจะทำให้เร้ดกลับมาเป็นที่นิยมในหมู่ประชาชนบนเกาะนกอีกครั้งก็เป็นได้
 


ความน่าสนใจของหนังภาคนี้ แม้ว่ากระแสของ The Angry Bird จะเงียบไปแล้ว แต่ความสนุกของภาคสองกลับทวีคูณขึ้น เนื่องด้วยหนังไม่จำเป็นต้องเสียเวลาแนะนำตัวละครอีกแล้ว และไม่ต้องเกาะเนื้อเรื่องใดๆจากตัวเกม ทำให้หนังสามารถสร้างสรรค์เรื่องราวได้เต็มที่ ข้อดีของภาคนี้คือการที่วางพล็อตให้เร้ดและผองเพื่อน เหมือนกับสายลับที่ต้องวางแผนลักลอบเข้าไปยังเกาะที่ 3 ทำให้หนังสามารถใส่มุกต่างๆที่กึ่งๆล้อเลียนหนังสายลับอย่าง Mission: Impossible มากมาย รวมไปถึงในภาคนี้ยังเพิ่มในส่วนของความอบอุ่นเข้ามา เพราะมีการเสริมเรื่องราวที่เป็น Love Story ในหลายตัวละครทีเดียว ทำให้ The Angry Bird Movie 2 ไม่ใช่หนังที่แค่ดูสนุกเท่านั้น แต่ยังอิ่มเอมใจอีกด้วย (เข้าฉาย 10 ธันวาคมนี้)
 

Last Christmas
 
หลายคนคงคุ้นชื่อ Last Christmas ในฐานะเพลงดังของวง Wham ที่ถูกนำมาคัฟเวอร์นับครั้งไม่ถ้วน และกลายเป็นหนึ่งในเพลงคลาสสิคที่จะต้องถูกเปิดเป็นประจำในช่วงปลายปีแบบนี้แทบทุกปี ล่าสุดชื่อเพลงดังกล่าวกลายเป็นแรงบันดาลใจให้นักแสดงรุ่นใหญ่ เอ็มม่า ธอมป์สัน นำมาเขียนเป็นบทภาพยนตร์เรื่องนี้ เล่าเรื่องราวของ เคท หญิงสาวดวงซวย ที่ใช้ชีวิตอยู่ในลอนดอน ในฐานะพนักงานห้างสรรพสินค้า จนกระทั่งได้มาเจอกับ ทอม โดยบังเอิญและตกหลุมรักชายคนนี้ ในช่วงเวลาไม่นานหลังจากนั้น ทั้งคู่จึงตัดสินใจร่วมกันใช้ชีวิตและฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆที่จะต้องเผชิญร่วมกัน
 


ความน่าสนใจของ Last Christmas ไม่ใช่แค่เพียงเป็นหนังคริสต์มาสฟีลกู้ดทั่วไป แต่มันคือผลงานล่าสุดของ พอล ฟีค ผู้กำกับที่เก่งกาจเหลือเกินในการสร้างหนังตลกที่มีตัวละครเพศหญิงเป็นตัวเดินเรื่อง ไล่ตั้งแต่ Bridesmaids, Spy, The Heat และ Ghostbusters ฉบับล่าสุดที่เป็นนักแสดงหญิงล้วน โดยหนังได้ เอมิเลีย คลาร์ก นักแสดงนำจากซีรี่ส์ Game of Thrones ที่แฟนๆรู้จักกันดีในฐานะแม่มังกร มาประกบกับ เฮนรี่ โกลด์ดิ้ง พระเอกสุดหล่อจาก Crazy Rich Asians (เข้าไทย 10 ธันวาคมนี้)
 

6 Underground
 
ภาพยนตร์แอ็กชั่นเรื่องล่าสุดของผู้กำกับจอมระเบิดภูเขาเผากระท่อม อย่าง ไมเคิล เบย์ (จาก Transformers, Armageddon และ Bad Boys) ที่ตัดสินใจจับมือกับ Netflix สร้างหนังบู๊ฟอร์มยักษ์ทุนสร้างมหึมาถึง 150 ล้านเหรียญฯเรื่องนี้ จนกระทั่งขึ้นแท่นหนังที่แพงสุดของ Netflix เป็นรองเพียง The Irishman เรื่องเดียวเท่านั้น และได้พระเอกแถวหน้าสุดฮ็อตอย่าง ไรอัน เรย์โนลด์ มารับบทนำ
 


โดย 6 Underground เล่าเรื่องราวของกลุ่มคนรวย ที่ตัดสินใจแกล้งตาย และร่วมทีมกัน เพื่อปฏิบัติการลับ ในการโค่นกลุ่มมาเฟียผู้มีอำนาจ โดยงานนี้มีหัวหน้าทีมคือตัวละครของ ไรอัน เรย์โนลด์ ในบทคนมาดกวนตามสไตล์ที่แฟนๆชื่นชอบ โดยสมาชิกแต่ละคนในทีมทั้ง 6 คน ต่างมีความถนัดที่แตกต่างกันไป แต่เมื่อรวมกันแล้วก็กลายเป็นทีมที่ครบเครื่อง ซึ่งทุกคนจะต้องละทิ้งชื่อจริง และลบประวัติให้หมดเพื่อความปลอดภัย และมีชื่อเรียกเป็นตัวเลข 1 ถึง 6 เท่านั้น
 
จากตัวอย่างภาพยนตร์ที่ปล่อยออกมาเรียกน้ำย่อยแฟนๆ แม้ว่าหนังจะไม่ได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ แต่ดูเหมือนงานโปรดักชั่นจะยิ่งใหญ่ระดับเดียวกับหนังไมเคิล เบย์เรื่องอื่นๆเลย มีฉากแอ็กชั่นแบบวินาศสันตะโร จำนวนมาก จากการไปถ่ายทำในโลเคชั่นสวยงาม ทั้งใน ลอสแองเจลิส, อิตาลี รวมถึงในอาหรับเอมิเรตส์  (ปล่อยฉาย 13 ธันวาคมนี้ เฉพาะใน Netflix เท่านั้น)
 

ฮาวทูทิ้ง
..ทิ้งอย่างไร ไม่ให้เหลือเธอ
 
หลังจาก ตุ๊ดซี่ส์ แอนด์ เดอะเฟค ค่ายหนังอารมณ์ดีอย่าง จีดีเอช ก็มีหนังไทยอีกเรื่องเข้าฉายในเดือนธันวาคมนี้ เป็นโปรแกรมหนังดีส่งท้ายปีอย่าง "ฮาวทูทิ้ง..ทิ้งอย่างไร ไม่ให้เหลือเธอ" ผลงานล่าสุดของผู้กำกับขวัญใจคนรุ่นใหม่ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ หลังจากเคยกำกับ "ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ" ที่ชวนเอาพระเอกขาประจำของค่ายอย่าง ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ กลับมารับบทนำอีกครั้ง ประกบนางเอกของค่ายอย่าง ออกแบบ ชุติมณฑน์ จาก ฉลาดเกมส์โกง
 


ผลงานลำดับที่ 7 ของ เต๋อ นวพล เล่าถึงจีน (รับบทโดย ออกแบบ-ชุติมณฑน์) หญิงสาวที่ต้องการจะเคลียร์บ้านเพื่อตกแต่งใหม่ ทำให้เธอตัดสินใจโละของออกจากบ้าน เลือกของไปเลือกของมา เธอเลยตัดสินใจจะทิ้งให้หมดเลย แต่เมื่อเธอได้เจอกับของบางอย่างที่เป็นของ ‘เอ็ม’ แฟนเก่า (รับบทโดย ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์) จีนจึงเริ่มพบว่า การทิ้งครั้งนี้ไม่ง่าย เพราะของบางอย่างแม้จะไม่มีประโยชน์แล้ว แต่มันยังมีเรื่องราวให้นึกถึง
 
แม้ว่าหนังจะยังไม่ฉาย แต่ #ฮาวทูทิ้ง ก็กลายเป็นกระแสในโลกออนไลน์เป็นที่เรียบร้อย โดยเฉพาะในทวิตเตอร์ ที่มีการหยิบเอาภาพโปสเตอร์มาตัดต่อเพื่อล้อเลียนมากมาย รวมไปถึงแบรนด์สินค้าน้อยใหญ่ ก็มีการหยิบยืมเอาคอนเซปท์ของหนัง ฮาวทูทิ้ง ไปดัดแปลงเพื่อโปรโมตสินค้าของตัวเองกันสนุกสนาน ส่วนหนังจริงจะกินใจแบบเดียวกับที่หนังของ เต๋อ นวพล ทุกเรื่องทำได้หรือไม่ ต้องรอติดตาม (เข้าฉาย 26 ธันวาคมนี้)
 

ติดตามคอลัมน์ SO WATCH และ ฟังวิทยุออนไลน์ Chill Online เพลงเพราะทำงานเพลิน ได้ที่ 

www.chillfm.fm และที่
Application : Atimeonline โหลดฟรีที่ App Store และ Play Store
Facebook : Chill FM
Instagram : chillfmfanpage
Twitter : chillfmfanpage
 
******************************************
 
SO WATCH

BY GOSSIPGUN

 

บันเทิง