SO WATCH BY GOSSIPGUN |

SO WATCH BY GOSSIPGUN



สรุปวงการภาพยนตร์ไทยปี 2562 : ปีที่หนังไทยมีแต่ทรงกับทรุด
 
อีกเพียงไม่กี่วันก็จะผ่านพ้นปี 2562 ไปแล้ว คอลัมน์ SO WATCH ตลอดปีที่ผ่านมา ก็มีหนังหยิบเอาหนังฮอลลีวู้ดและเอเชียมาเขียนพอสมควร แต่ไม่ค่อยได้มีโอกาสหยิบยกหนังไทยมาเขียนถึงมากนัก ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะหนังไทยตลอดปีที่ผ่านมา มีที่เข้าฉายและน่าสนใจค่อนข้างน้อยมากจริงๆ สัปดาห์นี้จึงขอถือโอกาส ย้อนมองวงการภาพยนตร์ไทยตลอดปีที่ผ่านมา รวมไปถึงมองทิศทางในปีหน้า ว่าจะเป็นเช่นไร
 
โดยตลอดปีที่ผ่านมานั้น มีภาพยนตร์ไทยเข้าฉายโรงทั้งหมด 58 เรื่อง ซึ่งเป็นจำนวนที่ค่อนข้างใกล้เคียงกับปีก่อนๆ แต่ก็ยังไม่มีเรื่องใด ที่สามารถกวาดรายได้ระดับปรากฏการณ์ได้ โดยมีภาพยนตร์ที่สามารถทำรายได้ผ่านหลัก 100 ล้านบาท ได้เพียง 2 เรื่องเท่านั้น คือ Friend Zone ระวัง..สิ้นสุดทางเพื่อน และ ตุ๊ดซี่ส์ แอนด์ เดอะ เฟค ซึ่งต่างเป็นผลงานของค่ายหนัง GDH และเป็นภาพยนตร์แนวเบาสมองเช่นเดียวกัน โดยถ้าไม่ต้องมองไกลถึงระดับ 100 ล้านบาท มองไม่สูงมากเพียงแค่ 10 ล้านบาท ก็จะมีหนังภาพยนตร์ไทยที่ทำรายได้ผ่านหลักนี้ เพียงแค่ 16 เรื่องเท่านั้น ซึ่งถือว่าค่อนข้างน้อย
 
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้วงการหนังไทยในปีนี้ ไม่ได้มีอะไรหวือหวามากนัก คงหนีไม่พ้นเรื่องเศรษฐกิจ นอกจากผู้ชมจะเลือกดูหนังไทยยากขึ้นแล้ว ผู้สร้างก็ยังต้องคิดหลายตลบก่อนจะลงทุนทำหนังไทยซักเรื่อง เพราะโอกาสที่จะได้กำไรกลับคืนมา ช่างน้อยเสียเหลือเกิน อีกทั้งพฤติกรรมการดูหนังของคนไทยในตอนนี้ การจ่ายตังค์ซื้อตั๋วหนัง เหมือนการลงทุน ถ้ามองแล้วว่าได้ไม่คุ้มเสีย ก็จะไม่เกิดการซื้อตั๋ว ดังนั้นผู้ชมจึงมักเลือกดูหนังที่ตนเองคุ้นเคย เพราะสามารถคาดการณ์ได้ว่า จะได้รับความบันเทิงกลับคืนมาอย่างแน่นอน อาทิ หนังอย่าง Avengers และ Spider-Man ที่ยังคงกวาดรายได้ถล่มทลาย เพราะผู้ชมคุ้นเคยกับหนังมาร์เวลแล้ว และมั่นใจว่าจะสนุกกับมัน หรืออย่าง Aladdin และ The Lion King ที่ผู้ชมคุ้นเคยกับเรื่องราวอยู่แล้ว และมั่นใจว่าชื่อของดิสนีย์ น่าจะการันตีว่าหนังบันเทิง หรือบรรดาหนังภาคต่ออย่าง Maleficent 2, John Wick 3 และอีกเพียบ ที่ผู้ชมมั่นใจกับหนังภาคก่อนหน้า ทำให้ตัดสินใจชมหนังภาคต่อได้ง่ายขึ้น
 
เช่นเดียวกับหนังไทย สิ่งผู้ชมคุ้นเคยมากที่สุด คงหนีไม่พ้น ชื่อสตูดิโอ ชื่อผู้กำกับ ที่ทำให้ผู้ชมมั่นใจว่าจะสนุกกับหนังเรื่องนั้นๆ จึงไม่แปลกใจที่หนังทำเงินสูงสุดของปีจะเป็นหนังค่าย GDH เพราะแบรนด์ดิ้งนี้ ค่อนข้างการันตีว่า หนังจะถูกใจผู้ชมอย่างแน่นอน เช่นเดียวกับชื่อของผู้กำกับ ที่คอหนังซึ่งติดตามผลงานตลอด จะมั่นใจว่างานของเขาเหล่านั้น จะต้องออกมาดี อาทิ คุณคงเดช จาตุรันต์รัศมี ที่ปีนี้มี Where We Belong และคุณมะเดี่ยว ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ที่มี ดิว..ไปด้วยกันนะ ชื่อของผู้กำกับคุณภาพ ความคุ้นเคยที่มีต่อผลงานก่อนหน้า ก็ช่วยเรียกให้ผู้ชมเดินเข้าโรงมาซื้อตั๋วหนังได้เช่นกัน
 
และหลังจากนี้คือภาพรวมของภาพยนตร์ไทยประจำปี 2562 ที่ผ่านมา มาติดตามกันว่า เรื่องไหนปัง เรื่องไหนแป้กกันบ้าง แต่ขอเกริ่นไว้ก่อนว่า ภาพรวมของปีนี้ อาจจะไม่สวยงามเท่าไหร่นัก

 
**************************************

สามทหารเสือ หนังไทยจากค่าย
GDH
 
ตลอดปีที่ผ่านมา ค่ายหนังอารมณ์ดีอย่าง GDH มีหนังเข้าฉายเพียง 3 เรื่องเท่านั้น ประกอบด้วย Friend Zone ระวัง..สิ้นสุดทางเพื่อน ของคุณหมู ชยณพ (ผู้กำกับจาก SuckSeed ห่วยขั้นเทพ และ เมย์ไหน..ไฟแรงเฟร่อ) ที่ขยับอายุของตัวละครในหนัง จากวัยมัธยม ขึ้นมาเป็นวัยทำงาน เล่าเรื่องราวของสองเพื่อนซี้ต่างเพศ กับปัญหาการก้าวข้ามเส้นความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน โดยหนังสามารถกวาดรายได้ในกทม.และปริมณฑลไปถึง 130 ล้านบาท จากการเข้าฉายช่วงวันวาเลนไทน์ ส่งให้ นาย ณภัทร และใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ขึ้นแท่นพระเอกนางเอกร้อยล้านคนใหม่ไปได้
 


สูตรความสำเร็จของ Friend Zone นั้น ต้องมองในหลายๆปัจจัย เริ่มจากแบรนด์ดิ้ง GDH ที่คนดูเชื่อเรื่องการสร้างหนัง โรแมนติกคอเมดี้ อยู่แล้ว การันตีจาก รถไฟฟ้า มาหานะเธอ และ ไอฟาย แต้งกิ้ว เลิฟยู้ ที่กวาดรายได้ถล่มทลาย บวกกับเลือกวันฉายอย่างเหมาะสม นั่นคือวันแห่งความรักอย่าง วาเลนไทน์ ในขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่า ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ฮ็อตสุดๆของคู่พระนาง ที่ไม่เคยเจอกันมาก่อนด้วย แถมด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของเพื่อนต่างเพศนั้น การแอบรักเพื่อนสนิท ดูจะเป็นประเด็นที่ทำให้กลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะอายุ 15-30 ปี อินได้ไม่ยาก ทุกองค์ประกอบนี้ จึงส่งให้หนังประสบความสำเร็จ กวาดรายได้ไปตามเป้า
 
หลังจากนั้น GDH ก็หายยาวไปนานถึง 10 เดือน โดยไม่มีภาพยนตร์เข้าฉาย จนกระทั่งมาถึง ตุ๊ดซี่ส์ แอนด์ เดอะเฟค หนังตลกที่สร้างจากซีรีส์ ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูง (ซึ่งสร้างมาจากเรื่องราวในเพจบันทึกของตุ๊ดอีกที) ที่เข้าฉายไปเมื่อวันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมา และทุบสถิติเป็นหนังไทยที่เปิดตัววันแรกแรงสุดอันดับ 2 ทำรายได้วันเดียวไป 24 ล้านบาท เป็นรองเพียง ไอฟายฯ ของค่ายเดียวกัน ที่ยังคงครองสถิติเป็นหนังไทยที่ทำรายได้วันแรกสูงสุดตลอดกาล นั่นคือ 29 ล้านบาท โดยหนังสามารถทำรายได้ทะลุ 100 ล้านบาท ในกทม.และปริมณฑล ไปได้อย่างรวดเร็ว สิ่งที่ต้องลุ้นกันหลังจากนี้คือ หนังจะสามารถกวาดรายได้แซง Friend Zone จนกระทั่งขึ้นแท่นเป็นหนังไทยที่ทำรายได้มากที่สุดในปี 2562 ได้หรือไม่
 


การมองเผินๆ คนไทยกับหนังตลกเป็นของคู่กันอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ทำให้ ตุ๊ดซี่ส์ แอนด์ เดอะเฟค ประสบความสำเร็จนั้น ไม่ใช่แค่เพียงมันตลกเท่านั้น แต่เป็นเพราะฐานแฟนของซีรีส์ต่างหาก ที่ส่งทำให้หนังทำเงินอย่างมากมาย การที่ซีรีส์สักเรื่องจะกลายมาเป็นหนังใหญ่ ไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้สร้างจะต้องมั่นใจอย่างมาก ว่าซีรีส์มีกลุ่มฐานผู้ชมที่มากพอ อย่างซีรีส์ต่างประเทศ ที่กลายมาเป็นหนังเอง ก็มีจำนวนไม่มาก อาทิ Sex and the City, The X-Files, The Simpsons การที่ ตุ๊ดซี่ส์ แอนด์ เดอะเฟค เปิดตัวด้วยรายได้มหาศาล นั่นหมายความว่า กลุ่มคนดูยังคงรัก และเชื่อใจผู้สร้าง จนกระทั่งยอมเสียเงินตามมาดู บวกกับความพิเศษที่ใส่เข้ามาในฉบับภาพยนตร์ ทั้งการได้ ชมพู่ อารยา มารับบทนำ แบบเปลี่ยนบุคลิกที่หาชมไม่ได้ที่ไหน และกองทัพแขกรับเชิญระดับมหาศาล ทำให้หน้าหนังดึงดูดผู้ชมได้อย่างไม่ยาก
 
บททดสอบสุดท้ายของค่าย GDH คือผลงานหนังเรื่องที่ 3 ของค่ายนี้ปีนี้ คือ ฮาวทูทิ้ง..ทิ้งอย่างไร ไม่ให้เหลือเธอ ของผู้กำกับ เต๋อ นวพล ธำรงค์รัตนฤทธิ์ ผู้กำกับขวัญใจเด็กแนว ที่กลับมาร่วมงานกับพระเอกประจำค่ายอย่าง ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ อีกครั้ง หลังจาก ฟรีแลซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ และ Die Tomorrow พร้อมดึงเอานางเอกที่กำลังมาแรงจาก ฉลาดเกมส์โกง อย่าง ออกแบบ ชุติมณฑน์ มาร่วมจอ แม้ว่าโดยปกติแล้ว ผลงานกำกับภาพยนตร์ของ เต๋อ นวพล มักจะได้รับความนิยมจากกลุ่มแฟนประจำอยู่เสมอ แต่งานหลายๆเรื่องก็ไม่สามารถเข้าถึงผู้ชมวงกว้างได้ ยกเว้นเพียง ฟรีแลนซ์ฯ หนังเพียงหนึ่งเดียวที่ เต๋อ นวพล กำกับและสร้างโดย จีดีเอช ซึ่งสามารถทำรายได้ไปถึง 86 ล้านบาทได้
 


ดังนั้น แม้ว่าหนังของเต๋อ นวพล จะมีความเฉพาะทางอยู่พอสมควร แต่การที่ฟรีแลนซ์ฯ สามารถกวาดรายได้ใกล้เคียงกับ 100 ล้านบาท ทำให้ ฮาวทูทิ้งฯ มีลุ้นที่จะเป็นหนังไทยเรื่องที่ 3 ของปีและของค่ายจีดีเอช ในการทำเงินได้ไม่น้อย เริ่มจากฐานแฟนคลับของเต๋อ นวพล ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ชื่อของซันนี่-ออกแบบ ที่เรียกคนดูอย่างแน่นอน ความเป็นค่ายจีดีเอช ที่การันตีคุณภาพของหนัง การที่เอาตัวอย่างหนังแปะฉายหน้า ตุ๊ดซี่ส์ แอนด์ เดอะเฟค ทำให้ตัวอย่างเข้าถึงผู้ชมจำนวนมาก การฉายช่วงปีใหม่ซึ่งเป็นวันหยุดยาว แถมไม่มีหนังโปรแกรมยักษ์เข้าฉายต่ออีกนาน ทำให้โอกาสยืนโรงสูงมาก และตลอดเดือนที่ผ่านมา Hashtag ฮาวทูทิ้ง ถูกนำมาพูดถึง โปสเตอร์ถูกนำมาตัดต่อล้อเลียนจำนวนมาก ซึ่งก็หวังว่าองค์ประกอบทั้งหมดเหล่านี้ จะส่งให้หนังสามารถกวาดรายได้ตามที่ตั้งเป้าไว้ ส่วนจะเป็นจริงหรือไม่ คงต้องมาลุ้นกันยาวๆ
 

หนังไทยนอกค่าย
GDH เรื่องเดียวที่ผ่านหลัก 50 ล้าน
 
นอกจาก Friend Zone ระวัง..สิ้นสุดทางเพื่อน และตุ๊ดซี่ส์ แอนด์ เดอะเฟคแล้ว ในรอบปีที่ผ่านมา มีหนังไทยอีกเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น ที่สามารถทำรายได้ผ่านหลัก 50 ล้านบาทในกรุงเทพฯและปริมณฑลไปได้ นั่นคือ "พี่นาค" จากค่ายหนังเก่าแก่อย่าง ไฟวสตาร์ ที่ระยะหลังๆเบนเข็มมาทำหนังผีอย่างจริงจัง เพราะนอกจากจะถูกจริตผู้ชมในไทยแล้ว ยังสามารถเป็นสินค้าโกอินเตอร์ นำไปฉายต่างประเทศได้อีกด้วย ซึ่ง พี่นาค ก็เป็นอีกหนึ่งข้อพิสูจน์ว่า ทางค่าย กำลังมาถูกทางแล้ว
 


หนังเล่าเรื่องราวของแก๊งเพื่อนที่ต้องการบวชล้างซวย แต่ดันเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เมื่อวัดที่พวกเขาตัดสินใจไปบวช กลับมีผีพี่นาคสุดเฮี้ยนอาละวาดอยู่ ใครที่วางแผนจะมาบวชที่วัดนี้ จะต้องถูกหลอกหลอน จนกระทั่งหนีเปิงทุกรายไป ถ้าจะมองเฉพาะเรื่องพล็อตแล้ว ด้วยเส้นเรื่องที่เข้าถึงชาวบ้านได้ง่ายแบบนี้ หนังผีตลกที่มีเรื่องของพระและผีเข้ามาเกี่ยวข้อง ดูจะฝังกลายเป็น DNA ความชอบของคอหนังคนไทยกันไปแล้ว ทำให้ พี่นาค เป็นหนังที่มีองค์ประกอบฮิตได้ไม่ยากอยู่ในนั้น เพียงแค่ปรุงออกมาให้ตลก สนุก ถูกใจคนดู รับประกันว่าจะกวาดรายได้ไปไม่ยาก อีกทั้งหนังยังได้ Youtuber ที่กำลังมาแรง อย่าง เอม ตามใจตุ๊ด มาร่วมแสดง เพิ่มความร่วมสมัยให้กับหนังเข้าไปอีก จนกระทั่งสามารถกวาดรายได้มากกว่า 50 ล้านบาทในกทม.และปริมณฑล รวมถึงมีรายงานว่าหนังสามารถกวาดรายได้ผ่านหลัก 100 ล้านบาทจากทั่วประเทศได้
 
และด้วยความสำเร็จในระดับนี้ ทำให้ไฟว์สตาร์ตัดสินใจไฟเขียว สร้างภาคต่อของ พี่นาค เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมกับวางโปรแกรมฉายไว้ ช่วงครึ่งหลังของเดือนกุมภาพันธ์ ช่วงเวลาเดียวกับที่พี่นาคภาคแรกเคยเข้าฉาย และประสบความสำเร็จมาแล้ว
 

ไม่ใช่ภาคต่อทุกเรื่อง ที่การันตีรายได้
 
ถ้าลองมองอันดับหนังทำเงินของฝั่งอเมริกา จะเห็นได้ว่าหนังที่ติด Top 10 กวาดรายได้มากที่สุดของปี ล้วนเต็มไปด้วยหนังภาคต่อ ภาคก่อนหน้า ภาคแยก หรือการนำเอาตัวละครที่คุ้นเคยมาสร้างใหม่ ซึ่งในแวดวงของหนังไทยก็มีเช่นกัน แต่ในปีที่ผ่านมาอาจจะมีไม่มากนัก โดยจากหนังไทย 58 เรื่องที่เข้าฉาย มีหนังไทยที่ถือว่าเป็นภาคต่อจริงๆทั้งหมด 3 เรื่อง ซึ่งที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคือ ไบค์แมน 2 หนังตลกคลายเครียดของพระเอก พีช พชร และฝน ศนันธฉัตร ที่กวาดรายได้รวมไปทั้งสิ้น 35 ล้านบาท ติด Top 5 หนังไทยทำเงินสูงสุดของปีที่ผ่านมาแบบพอดี ถึงแม้ว่าจะกวาดรายได้ไปพอสมควร แต่ก็ยังลดลงจากภาคที่แล้วอยู่ ซึ่งกวาดรายได้ไปถึง 66 ล้านบาท
 


ภาคต่ออีกเรื่องที่สร้างกระแสได้พอสมควร คือ จอมขมังเวทย์ 2020 ของผู้กำกับ ปิยะพันธ์ ชูเพ็ชร์ หนังแอ็กชั่นที่หยิบเอาเรื่องราวไสยศาสตร์มาเป็นพล็อต สามารถกวาดรายได้ไป 23 ล้านบาท แต่เมื่อเทียบกับฟอร์มแล้ว ยังถือว่าไม่ค่อยน่าพอใจนัก เพราะหนังได้นักแสดงอย่าง หมาก ปริญ มาชูโรง บวกกับการลงทุนแล้ว น่าจะยังไม่คุ้มทุนเท่าไหร่ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะการทิ้งห่างจากภาคที่แล้ว นานถึง 14 ปี จนหลายคนสงสัยว่า เป็นภาคต่อหรือการรีเมกกันแน่ พอไม่เกิดกระแสผู้ชมแบบปากต่อปากเท่าที่ควร ทำให้หนังไม่สามารถกวาดรายได้ต่อเนื่องในสัปดาห์ถัดไปได้
 


แต่ในบรรดาหนังภาคต่อที่ฉายในปี 2562 ที่เงียบกริบที่สุด จนกระทั่งหลายคนสงสัยว่า มีหนังเรื่องนี้อยู่จริงหรือ ? คือภาพยนตร์ตลกเรื่อง จี้ 2 ภาคต่อของหนังตลกเมื่อปี 2548 ของผู้กำกับ ปี๊ด ธนิตย์ จิตนุกูล จาก บางระจัน ที่นำแสดงโดย กระแต ศุภักษร ซึ่งก็สามารถกวาดรายได้ไปพอสมควรในสมัยนั้น แต่อย่างไรก็ตาม หนังก็ไม่เคยมีการเรียกร้องให้หยิบมาสร้างภาคต่อแต่อย่างใด จนกระทั่งมีการสร้าง จี้ 2 ขึ้นมา ซึ่งเข้าฉายแบบเงียบกริบ ด้วยรายได้วันแรกเพียง 7,100 บาทเท่านั้น (ซึ่งไม่แน่ใจว่ากวาดรายได้รวมไปเท่าไหร่) เรียกว่าหายวับเข้ากลีบเมฆไปเลย
 
และถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ภาคต่ออย่างชัดเจน แต่ ตุ๊ดซี่ส์ แอนด์ เดอะเฟค ก็เปรียบเสมือนซีซั่นที่ 3 ของ ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์อยู่ดี นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างความสำเร็จของหนังภาคต่อที่มีแฟนคลับอย่างเหนียวแน่น ซึ่งก็ไม่แน่ว่า ถ้าหนังมีไอเดียที่บรรเจิดพอ อาจจะมีการสร้างภาคต่อออกมาอีก แบบเดียวกับ หอแต๋วแตก หรือบ้านผีปอบ ก็เป็นได้
 
ส่วนต้นปี 2563 กำลังจะมีหนังภาคต่อเข้าฉายอีกเรื่อง คือ มือปืน โลก/พระ/จัน 2 ของผู้กำกับ ยุทธเลิศ สิิปปภาค ที่เลื่อนฉายมาจากปี 2562 ซึ่งภาคแรกสามารถกวาดรายได้ทะลุหลัก 100 ล้านบาทไปอย่างงดงาม อย่างไรก็ตาม ภาคต่อที่ทิ้งช่วงห่างจากภาคแรกนานขนาดนี้ บวกกับทีมนักแสดงที่เป็นคนละทีมกันเลย และพล็อตเรื่องที่ดูจะไม่เกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด จะสามารถดึงผู้ชมเข้ามาอุดหนุนในโรงเหมือนแต่ก่อนได้หรือไม่ คงต้องลุ้นกัน
 

เมื่อหนังกระสือ ชนกับ หนังกระสือ
 
ย้อนกลับไปในแวดวงภาพยนตร์ หนังที่มีพล็อตคล้ายๆกัน และออกฉายในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน มีอยู่บ่อยครั้ง อยากฟากของฮอลลีวู้ดก็มี Armageddon กับ Deep Impact หนังอุกกาบาตพุ่งชนโลก ที่เข้าฉายห่างกันเพียง 2 เดือน หรือกรณี Snow White และ Mirror Mirror ที่เล่าถึงสโนไวท์เหมือนกัน และเข้าฉายห่างกันเพียง 3 เดือน ในปีนี้ก็มีเหตุการณ์ใกล้เคียงกันนี้ เกิดขึ้นในแวดวงหนังไทย ด้วยการที่มีหนังเกี่ยวกับผี "กระสือ" เข้าฉายในเวลาไล่เลี่ยกัน
 

เรื่องแรกคือ "แสงกระสือ" ของค่าย Transformation ที่เล่าเรื่องราวรักสามเส้าของวัยรุ่นในต่างจังหวัดที่มีเรื่องราวของกระสือเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยหนังมาในแนวพีเรียดย้อนยุคจริงจัง บรรยากาศคล้ายหนังแม่นาคพระโขนง ด้วยกับเส้นเรื่องที่มีกลิ่นอายหนังวัยรุ่น ผ่านการเขียนบทโดย มะเดี่ยว ชูเกียรติ ที่ถนัดหนังแนวนี้อย่างมาก ด้วยงานสร้างที่ลงตัว ทำให้หนังได้รับคำชมอย่างล้นหลาม จนกระทั่งได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนประเทศไทย ไปชิงรางวัลออสการ์ ในสาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศในปีนี้ แม้ว่าจะไม่เข้ารอบ 10 เรื่องสุดท้ายก็ตาม
 


โดยหนังกระสืออีกเรื่องที่เข้าฉายหลังจากนั้น 3 สัปดาห์ มีชื่อว่า "กระสือสยาม" เป็นผลงานของ สหมงคลฟิล์ม และเป็นงานกำกับของ ปรัชญา ปิ่นแก้ว ที่คนไทยคุ้นเคยฝีมือเขาอย่างดี จาก องค์บาก และต้มยำกุ้ง ซึ่งถึงแม้ว่าหนังจะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับกระสือเหมือนกัน แต่ Mood & Tone โดยรวมของ กระสือสยาม แตกต่างจากแสงกระสืออย่างชัดเจน เพราะหนังเรื่องนี้ เบนเข็มมาทางหนังแอ็กชั่นสยองขวัญแบบเต็มตัว พร้อมกับการเล่าเรื่องราวในยุคสมัยปัจจุบัน ทำให้แม้ว่าคาแร็คเตอร์ในหนังจะมีกระสือเข้ามาเกี่ยวข้องเหมืิอนกัน แต่ภาพรวมหนังค่อนข้างต่างกันโดยสิ้นเชิง ซึ่งผลตอบรับสำหรับ กระสือสยามนั้น ถือว่าค่อนข้างผิดหวัง เมื่อเทียบกับแสงกระสือ เพราะสามารถกวาดรายได้ไปไม่ถึงหลัก 10 ล้านบาท และไม่มีกระแสปากต่อปากช่วยต่ออายุหนังแต่อย่างใด
 


กระแสปากต่อปาก ยังคงต่ออายุหนังดี
 
สิ่งที่น่าดีใจในวงการหนังไทยคือ หนังดียังคงมีที่ยืน แม้ว่าอาจจะไม่ได้กวาดรายได้มากมายอะไรนัก แต่อย่างน้อยกระแสปากต่อปากก็ช่วยหนัง ที่เปิดตัวแม้จะไม่ดีมาก แต่ก็สามารถอยู่โรงในระยะเวลาที่นานขึ้น อย่างกรณีของ "แสงกระสือ" ที่เปิดตัววันแรกด้วยรายได้เพียง 3 ล้านบาท แต่ด้วยคำวิจารณ์ที่ดีที่หนังได้รับ ทำให้สามารถยืนโรงฉายได้หลายสัปดาห์ และกวาดรายได้รวมไปถึง 40 ล้านบาทด้วยกัน
 


สำหรับผลงานของ มะเดี่ยว ชูเกียรติ นอกจาก แสงกระสือที่เขาเขียนบทภาพยนตร์แล้ว ผลงานเต็มตัวที่กำกับหนังด้วย อย่าง "ดิว..ไปด้วยกันนะ" ก็ได้ประโยชน์จากกระแสปากต่อปากเช่นกัน จากการเปิดตัวเพียง 1 ล้านบาท หนังสามารถประคับประคองรายได้ จนผ่านหลัก 10 ล้านบาทได้สำเร็จ มีรอบฉายที่ House Samyan ในอีกหลายสัปดาห์ต่อมา รวมถึงมีการจัดรอบพิเศษแบบ Q&A หลายต่อหลายครั้ง เช่นเดียวกับ “Where We Belong” ของผู้กำกับ คงเดช จาตุรันต์รัศมี ที่เปิดตัวด้วยรายได้วันแรก 1.7 ล้านบาท ด้วยกระแสแฟนคลับของ BNK48 ที่มาอุดหนุนเหล่านักแสดงนำ แต่หลังจากนั้นหนังก็สามารถยืนโรงได้อีกหลายสัปดาห์ ด้วยคุณภาพของหนัง ที่ก่อให้เกิดกระแสปากต่อปาก จนกระทั่งสามารถทำเงินรวมได้ถึง 7 ล้านบาท แม้ว่าหนังจะเข้าฉายเฉพาะในเครือเอสเอฟเท่านั้น ซึ่งมีจำนวนโรงน้อยกว่าเครือเมเจอร์อย่างชัดเจน
 


หนังเป้าหมายคนอีสาน
: จำนวนมากขึ้น รายได้ลดลง
 
หลังจากความสำเร็จของหนังตระกูล ไทบ้าน เดอะซีรีส์ และ ส่มภัคเสี่ยน ที่มุ่งเจาะกลุ่มเป้าหมายเป็นคนอีสานเป็นหลัก ใช้ภาษาพื้นบ้านในการดำเนินเรื่อง มุ่งเน้นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในละแวกนั้น สอดแทรกวัฒนธรรม ประเพณีพื้นบ้าน เพลงลูกทุ่งหรือหมอลำ เพื่อเจาะฐานคนกลุ่มใหญ่สุดของประเทศ ทำให้ตลอดปีที่ผ่านมา มีหนังที่มุ่งตรงไปหาแฟนคลับชาวอีสานโดยเฉพาะ ไล่เรียงออกฉายมามากมาย นับ 10 เรื่อง ประกอบด้วย หมอลำมาเนีย, กาลครั้งหนึ่งกับสัญญาหน้าฝน, อินดี้ลูกอีสาน, สิ้น 3 ต่อน, ออนซอนเด, หน้าฮ่าน, ห่อหมกฮวก ไปฝากป้า, ฮักบี้บ้านบาก จนกระทั่งมาถึง ฮักมะย๋อมมะแย๋ม ที่กำลังเข้าฉายในสุดสัปดาห์นี้
 


อย่างไรก็ตาม ผลตอบรับสำหรับหนังไทยกลุ่มนี้ กลับไม่มากมายตามเป้า แบบเดียวกับที่หนังอย่าง ไทบ้าน เดอะซีรีส์ ทำได้ สิ่งจำเป็นที่สุดสำหรับหนังกลุ่มนี้ คือการปลุกกระแสความน่าดูให้เกิดขึ้นให้ได้กับคนอีสาน ไม่ว่าจะกลุ่มที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ หรือกลุ่มที่ย้ายไปใช้ชีวิต ทำมาหากินในที่อื่นๆ รวมถึงกลุ่มคนอีสานที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ เมื่อไม่สามารถปลุกกระแสขึ้นมาได้ ก็ยากที่หนังจะกวาดรายได้แบบเดียวกับ ไทบ้าน เดอะซีรีส์ ยิ่งคนดูหนังกลุ่มอื่นที่ไม่ใช่ชาวอีสานแล้ว ยิ่งมองข้ามหนังเหล่านี้ไปอย่างง่ายๆเลย
 
อย่างไรก็ตาม กลุ่มอีสานหรือคนดูในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังถือว่าเป็นขุมกำลังสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ และมีหนังไทยจำนวนไม่น้อยที่ให้ความสำคัญในการโปรโมต มุ่งตรงไปยังคนกลุ่มนี้ อาทิ บอดี้การ์ดหน้าหัก ของ หม่ำ จ๊กม๊ก ที่เลือกจะไม่จัดงานรอบปฐมทัศน์ในกรุงเทพฯ เลือกยกทีมนักแสดง รวมถึงวงคาราบาว ไปเปิดตัวหนังกันที่ จ.นครราชสีมา ประตูสู่ภาคอีสาน เพราะคิดว่าน่าจะตรงกับกลุ่มผู้ชมของหนังมากที่สุด ก็คงต้องติดตามความพยายามกันต่อไป ว่าหนังเจาะกลุุ่มคนดูภาคอีสาน จะสามารถขยายฐานแฟนคลับได้หรือไม่ ตัวอย่างความพยายามแรกของปี 2563 คือโปรเจ็ค ไทบ้าน x BNK48 ที่กำลังจะเข้าฉายในเดือนมกราคมนี้ คงต้องมาดูกันว่าการมารวมพลังกันในคราวนี้ จะเพียงพอให้หนังทำรายได้อย่างน่าพอใจหรือไม่ ?


ติดตามคอลัมน์ SO WATCH และ ฟังวิทยุออนไลน์ Chill Online เพลงเพราะทำงานเพลิน ได้ที่ 
www.chillfm.fm และที่
Application : Atimeonline โหลดฟรีที่ App Store และ Play Store
Facebook : Chill FM
Instagram : chillfmfanpage
Twitter : chillfmfanpage
 
******************************************
 
SO WATCH

BY GOSSIPGUN
 
 
 

บันเทิง