SO WATCH BY GOSSIPGUN |

SO WATCH BY GOSSIPGUN

 
 
สรุปหนัง Hollywood ปี 2019 : เรื่องไหนปัง ? เรื่องไหนแป้ก ?
 
           
เดินทางมาถึงสัปดาห์สุดท้ายของปี 2019 กันแล้ว คอลัมน์ So Watch ในสัปดาห์นี้ เลยขอพาผู้อ่านทุกท่าน มองย้อนกลับไปยังตารางหนังทำเงินของอเมริกาตลอดปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเรื่องปกติของทุกปี ที่จะต้องมีทั้งหนังฮิต ที่สามารถกวาดรายได้ถล่มทลาย และหนังเจ๊ง ที่สตูดิโอยักษ์ใหญ่ต่างทุ่มทุนสร้าง แต่กลับไม่สามารถกวาดรายได้ตามที่คาดหวังเอาไว้
 
โดยตลอดปีที่ผ่านมา ค่ายหนังยักษ์ใหญ่อย่างดิสนีย์ยังคงสามารถกวาดรายได้ไปมากที่สุด จากผลงานหนังและแอนิเมชั่นภายใต้แบรนด์ดิสนีย์เอง รวมถึงจากสตูดิโอในเครืออย่าง มาร์เวล สตูดิโอ และลูคัสฟิล์ม (ผู้ผลิต Star Wars) โดยใน TOP 10 สิบอันดับหนังทำเงินสูงสุดของปี 2019 ในสหรัฐอเมริกาฯ มีภาพยนตร์ที่จัดจำหน่ายของดิสนีย์ ติดอันดับมากถึง 7 เรื่อง ประกอบด้วย Avengers : Endgame, The Lion King, Toy Story 4, Captain Marvel, Frozen 2, Aladdin และล่าสุดคือ Star Wars Episode IX : The Rise of Skywalker โดยแบ่งพื้นที่อีก 3 เรื่องที่เหลือ ไว้ให้กับ โซนี่ พิคเจอร์ จำนวน 1 เรื่อง นั่นคือ Spider-Man : Far From Home (ซึ่งก็ได้ประโยชน์จากการเป็นหนังในจักรวาลมาร์เวล) และค่ายวอร์เนอร์ บราเดอร์ อีก 2 เรื่อง ประกอบด้วย Joker และ It Chapter Two
 
กลายเป็นข่าวร้ายของสตูดิโอยักษ์ใหญ่เจ้าอื่นๆอย่าง ยูนิเวอร์แซล, พาราเมาต์ และโซนี่ พิคเจอร์ ที่ไม่มีหนังของตัวเอง ที่สามารถทำเงินติด TOP 10 ของปีได้เลย ซึ่งถือว่าโหดร้ายมากสำหรับวงการภาพยนตร์ รวมถึงค่าย ทเว็นตี้ เซ็นจูรี่ ฟ็อกซ์ ที่ถูกควบรวมเข้ากับดิสนีย์ไปแล้ว ตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมา ก็แทบจะไม่มีหนังทำเงินในมือเลย โดยหนังที่ทำเงินสูงสุดของค่าย คือ Ford V Ferrari ของผู้กำกับ เจมส์ แมนโกลด์ ติดที่อันดับ 27 ของหนังทำเงินแห่งปี และเป็นหนังเพียงเรื่องเดียวของค่าย ที่สามารถกวาดรายได้ผ่านหลัก 100 ล้านเหรียญฯได้สำเร็จ
 
นั่นเป็นเพียงตัวอย่างเดียวของความผิดหวังในรอบปีที่ผ่านมา โดยคอลัมน์ So Watch ในสัปดาห์นี้ขอรวบรวมมาโดยละเอียด ว่าตลอดปี 2019 หนังเรื่องไหนทำเงินปังๆ และเรื่องไหนพากันแป้ก กอดคอผู้สร้างลงเหวบ้าง มาติดตามกัน
 
**************************************

หนังโคตรปัง
: Marvel Studio
 
พระเอกของตารางหนังทำเงินตลอดปีที่ผ่านมา คงหนีไม่พ้น Marvel Studio ที่ส่ง 3 ภาพยนตร์โปรแกรมยักษ์เข้าฉาย เริ่มต้นปีด้วย Captain Marvel หนังซูเปอร์ฮีโร่หญิงเดี่ยวเรื่องแรกของทางค่าย ที่พาผู้ชมย้อนกลับไปในยุค 90 เพื่อทำความรู้จักกับที่มาของฮีโร่หญิงคนนี้ ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการต่อกรกับธานอสต่อไป แม้ว่าจะไม่ใช่หนังภาคต่อ แต่ด้วยพลังของจักรวาลมาร์เวล ทำให้หนังสามารถกวาดรายได้ในอเมริกาไปถึง 426 ล้านเหรียญฯ ขึ้นแท่นหนังทำเงินอันดับ 4 ของปี และถ้านับเฉพาะหนังในจักรวาลมาร์เวลทั้งหมด หนังทำรายได้เป็นรองเพียง Black Panther และ Avengers ทั้ง 4 ภาคเท่านั้น ถือว่าเป็นความสำเร็จอันงดงามรับต้นปีของทางค่าย
 


และโปรแกรมมหึมาที่การันตีว่าฮิตชัวร์คือการมาของ Avengers : Endgame ภาพยนตร์รวมซูเปอร์ฮีโร่ในจักรวาลมาร์เวล ที่เปรียบเสมือนบทสรุปของเส้นเรื่องทั้งหมด ที่เล่าต่อเนื่องกันมาอย่างยาวนานนับ 10 ปี กับเส้นทางการรวบรวม อินฟินิตี้สโตน ของธานอส จากการรวบฐานแฟนคลับอย่างเหนียวแน่น ทำให้หนังสามารถกวาดรายได้รวมในอเมริกาไปมากถึง 858 ล้านเหรียญฯ ขึ้นแท่นหนังทำเงินสูงสุดของปีอย่างง่ายดาย และสามารถขึ้นแท่นหนังทำเงินสูงสุดตลอดกาลของอเมริกาในอันดับที่ 2 เป็นรองเพียง Star Wars : The Force Awakens เพียงเรื่องเดียวเท่านั้น
 


แม้ว่า Avengers : Endgame จะสรุปเรื่องราวหลักๆของจักรวาลมาร์เวลไปแล้ว แต่มาร์เวลสตูดิโอ กับโซนี่ พิคเจอร์ ก็ไม่รอช้า ปล่อย Spider-Man : Far From Home ต่อเลยทันที ทิ้งช่วงห่างเพียงแค่ 2 เดือนหลังจากนั้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แฟนๆยังคงอินกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหนังอยู่ ทำให้หนังเดี่ยวเรื่องที่ 2 ของไอ้แมงมุมในฉบับของ ทอม ฮอลแลนด์ สามารถกวาดรายได้ในอเมริกาไปถึง 390 ล้านเหรียญฯ และได้มีการยืนยันออกมาแล้ว ว่าทางโซนี่และมาร์เวล จะจับมือกันสร้างภาคต่อของหนังเดี่ยว Spider-Man ต่อ หลังก่อนหน้านี้มีข่าวว่าทั้งสองฝ่ายเจรจากันไม่ลงตัว จนกระทั่งมีข่าวร้ายออกมา แต่ไม่เกินปี ข่าวดีก็ตามมาในที่สุด ทำเอาแฟนๆของมาร์เวลคลายกังวลกันไปได้
 
สำหรับอนาคตของมาร์เวลสตูดิโอในปี 2020 ถือว่างานหนักมากขึ้นแน่นอน เพราะไม่มีหนังที่เป็นภาคต่ออย่าง Avengers และ Spider-Man ออกฉาย โดยทางค่ายมีหนังเพียง 2 เรื่องเท่านั้น ประกอบด้วย Black Widow หนังเดี่ยวเรื่องแรกของตัวละคร นาตาชา โรมานอฟ สมาชิกต้นฉบับของทีมอเวนเจอร์ ซึ่งก็น่าจะได้ฐานแฟนเก่ามาชมพอสมควร แต่ที่ต้องลุ้นกันเยอะหน่อยคือ The Eternals ที่เป็นการแนะนำตัวละครใหม่ทั้งหมด ต้องลุ้นรายได้กันเหมือนสมัยที่ Guardians of the Galaxy ภาคแรกเข้าฉาย ว่าจะกวาดตังค์ได้มากน้อยขนาดไหน
 

หนังโคตรปัง
: Disney Sequel / Remake
 
อย่างที่กล่าวไปตอนต้น สตูดิโอที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของปีนี้ หนีไม่พ้น ดิสนีย์ ที่ครองแชมป์หนังทำเงินอย่างต่อเนื่องหลายปีติดต่อกัน นอกจากเครือหนังในจักรวาลมาร์เวลที่กล่าวไปในหัวข้อก่อนหน้านี้แล้ว หนังภายใต้แบรนด์ของดิสนีย์เอง ก็สามารถทำเงินอย่างเป็นกอบเป็นกำมากมาย เริ่มจากกลุ่มหนังที่หยิบเอาการ์ตูนคลาสสิคในค่ายมาสร้างใหม่ ซึ่งตลอดปีที่ผ่านมา มีทั้งหมด 4 เรื่อง ประกอบด้วย Dumbo ที่กวาดรายได้ทะลุ 100 ล้านไปได้สำเร็จเมื่อตอนต้นปีที่่ผ่านมา, Lady and the Tramp ที่ปล่อยฉายในดิสนีย์พลัส บริการสตรีมมิ่งเซอร์วิสที่เพิ่งเปิดตัวไปของทางค่าย แต่ที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามที่แท้จริง คือหนัง Aladdin และ The Lion King เวอร์ชั่นใหม่
 


หนังที่ดูจะเดิมพันมากที่สุดของค่าย คงหนีไม่พ้น Aladdin เวอร์ชั่น Live-Action ของผู้กำกับ กาย ริชชี่ ที่ต้องเผชิญกับกระแสในแง่ลบตั้งแต่ปล่อยตัวอย่างหนังออกมา เมื่อ วิล สมิธ ในบทบาทของยักษ์จินนี่ ดูจะไม่ถูกใจแฟนๆนัก เหมือนเอานักแสดงมาทาตัวสีน้ำเงิน ดูไม่น่าสนใจเอาเสียเลย แต่เมื่อหนังออกฉายจริง กระแสกลับตีกลับ เพราะตัวหนังเองสามารถเล่าเรื่องได้อย่างสนุกสนานและบันเทิงเป็นอย่างมาก มนต์เสน่ห์ของหนัง Aladdin ต้นฉบับก็ยังอยู่ครบ จนสามารถกวาดรายได้ในอเมริกาไปถึง 355 ล้านเหรียญฯ แต่ที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง ต้องยกให้การกลับมาของ The Lion King ของผู้กำกับ จอน แฟฟโรว์ ที่กวาดรายได้ไปสูงถึง 543 ล้านเหรียญฯ ขึ้นแท่นหนังทำเงินสูงสุดอันดับ 2 ของปี เป็นรองเพียง Avengers : Endgame เท่านั้น แม้ว่าหนังจะต้องเจอกับคำวิจารณ์ที่ค่อนข้างก้ำกึ่ง แต่ด้วยฐานแฟนของ The Lion King ก็ส่งให้หนังกวาดรายได้ถล่มทลายไปได้สำเร็จ
 


ในกลุ่มของหนังภาคต่อนั้น ปีที่ผ่านมาถือว่าโดดเด่นมากๆเช่นกััน ในช่วงซัมเมอร์ทางค่ายมี Toy Story 4 แอนิเมชั่นภาคต่อของพิกซาร์เข้าฉาย โดยสามารถกวาดรายได้ไปถึง 434 ล้านเหรียญฯในอเมริกา แม้ว่าจะลดลงจากภาคที่แล้ว แต่ก็มากเพียงพอที่จะทำให้หนังติด Top 3 หนังทำเงินสูงสุดของปีได้ พร้อมกับพล็อตเรื่องที่ไม่ซ้ำทาง และพา Toy Story ไปยังทิศทางใหม่ที่สดในแบบที่มันควรจะเป็น ในขณะที่ปลายปีดิสนีย์มี Frozen 2 ออกฉาย ซึ่งถ้านับถึงสัปดาห์สุดท้ายของปี หนังสามารถกวาดรายได้ไปได้แล้ว 387 ล้านเหรียญฯ มีแววว่าจะทำเงินแซงหน้าภาคแรก ที่จบรายได้ในอเมริกาที่ 400 ล้านเหรียญฯอย่างแน่นอน
 
สำหรับดิสนีย์ในปี 2020 ถือว่าค่อนข้างท้าทาย เพราะในกลุ่มหนังเก่าปัดฝุ่นสร้างใหม่ มีเพียง Mulan เพียงเรื่องเดียวเท่านั้นที่จะเข้าฉายในเดือนมีนาคม ในขณะที่หนังแอนิเมชั่นจากพิกซาร์รวมถึงดิสนีย์เอง ต่างเป็นหนังใหม่ แบบไม่ใช่ภาคต่อทั้งสิ้น จะหวังฐานแฟนคลับเดิมแบบปี 2019 ไม่ได้ ทำให้ปีต่อไปน่าจะลุ้นรายได้กันสนุกเลยทีเดียว
 
หนังโคตรปัง : Joker
 
ถ้าไม่จัดให้ Joker ขึ้นแท่นหนังโคตรปังประจำปีที่ผ่านมา ต้องถือว่าผิดพลาดมาก เพราะหนัง เพราะหนังต้นกำเนิดคู่ปรับตลอดกาลของแบทแมนเรื่องนี้ สามารถกวาดรายได้ทะลุหลักพันล้านจากทั่วโลกได้สำเร็จ จากทุนสร้างเพียง 65 ล้านเหรียญฯเท่านั้น และรายได้รวมทั่วโลกของหนัง ยังไม่รวมประเทศจีนด้วยซ้ำ ซึ่งถือว่าปัจจุบันเป็นตลาดหนังที่ใหญ่สุดอันดับ 2 ของโลก เป็นรองเพียงสหรัฐอเมริกาฯเท่านั้น นอกจากนี้ถ้านับเฉพาะในอเมริกาเอง หนังสามารถกวาดรายได้รวมถึงปัจจุบันไปได้ถึง 333 ล้านเหรียญฯ และมีโอกาสสูงถึงมากกว่านี้อีก เมื่อเทศกาลประกาศผลรางวัลช่วงต้นปีหน้ามาถึง และชื่อของพระเอก วาคีน ฟีนิกซ์ น่าจะได้เข้าชิงในสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมอย่างแน่นอน
 


ความโคตรปังของ Joker ไม่เพียงแต่จะเป็นหนังทำเงินสูงสุดของค่ายวอร์เนอร์ฯ ประจำปีทีผ่านมาเท่านั้น แต่เมื่อเทียบกับหนังในจักรวาลดีซี หนังสามารถทำรายได้มากกว่าหนังโปรแกรมยักษ์ของค่ายอย่าง Justice League ได้อีกด้วย ทำให้ทางสตูดิโอ อาจจะต้องปรับทิศทางการสร้างหนัง ให้แม่นยำมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่ว่าต้องฟอร์มโตเพียงอย่างเดียวถึงจะเรียกแขกได้ แต่หนังอย่าง Joker ที่ได้กระแสปากต่อปากดีเยี่ยมก็สามารถสร้างกำไรแบบเป็นกอบเป็นกำให้กับทางค่ายได้เช่นกัน จนกระทั่งล่าสุดมีรายงานว่า วอร์เนอร์ฯ กำลังเจรจากับผู้กำกับ ทอดด์ ฟิลลิป และพระเอก วาคีน ฟีนิกซ์ ถึงหนังภาคต่อของ Joker แล้ว
 
ในส่วนของหนังซูเปอร์ฮีโร่ในจักรวาลดีซีของปี 2020 ที่จะถึงนี้ จะประกอบด้วยหนังที่มีนักแสดงหญิงเป็นตัวละครนำทั้งสองเรื่อง คือ Bird of Preys หนังเดี่ยวของตัวละครฮาลี่ย์ ควินน์ จาก Suicide Squad ที่ล่าสุดเดินตามรอย Joker คว้าเรต R มาแล้ว ต้องมาลุ้นกันว่า รายได้จะไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ ส่วนอีกเรื่องคือหนังภาคต่อโปรแกรมยักษ์อย่าง Wonder Woman 1984 ที่เตรียมจะเข้าฉายในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้
 
หนังปัง : Keanu Reeves
 
ตลอดปีที่ผ่านมา ต้องถือว่าเป็นปีทองของพระเอก คีอานู รีฟส์ อย่างแท้จริง ถึงขั้นหลายคนยกให้เป็นยุคของ Keanunaissance หรือการกลับมารุ่งเรืองอีกครั้งของพระเอก คีอานู รีฟส์ ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง และเป็นขวัญใจผู้ใช้อินเตอร์เน็ตจากทั่วโลกตลอดทั้งปี เริ่มจากกระแสของภาพยนตร์ John Wick Chapter 3 ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง จนกระทั่งกวาดรายได้ในอเมริกาไปมากถึง 171 ล้านเหรียญฯ มากที่สุดในแฟรนไชส์ รวมถึงหนังสามารถกวาดคำชมจากนักวิจารณ์ไปได้เพียบ จนสามารถได้คะแนนเฉลี่ยในเว็บไซด์ Rotten Tomatoes สูงปรี๊ดถึง 90% ทำเอาบรรดาหนังรางวัลต่างอิจฉากันไปเลยทีเดียว
 


หลังจากความสำเร็จของ John Wick 3 พระเอกคนดังยังปรากฏในอีกหลากหลายผลงานทั้ง Always Be My Maybe หนังโรแมนติกคอเมดี้ของ Netflix ที่เขาแสดงเป็นตัวเอง ! จนแฟนๆตกหลุมรักในความฮาของเขา ต่อด้วยบทดุ๊ก คาบูม ของเล่นนักบู๊สุดฮาใน Toy Story 4 ที่สร้างสีสันในภาคใหม่นี้อย่างมาก เท่านั้นไม่พอ ทางวอร์เนอร์ยังถือโอกาสนี้ หยิบเอาหนัง The Matrix ภาคแรกกลับมาเข้าฉายใหม่ เนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปี แถมยังประกาศสร้างหนังภาคที่ 4 อีกด้วย ถือว่าเป็นปีที่พระเอกคนดังมีผลงานที่หลากหลาย และล้วนประสบความสำเร็จแทบทั้งสิ้น และคาดว่ากระแสความแรงนี้ น่าจะส่งต่อไปอีกหลายปีเลยทีเดียว

 
หนังปัง : Us / Once Upon A Time In Hollywood
 
ท่ามกลางกองทัพหนังภาคต่อ ภาคแยก หนังรีเมก หรือหนังที่ดัดแปลงจากหนังสือหรือการ์ตูน Us และ Once Upon A Time In Hollywood คือหนังที่มาพร้อมกับไอเดียสดใหม่ ที่สามารถแหวกเข้ามาติด TOP 20 หนังทำเงินสูงสุดของปีในอเมริกาได้สำเร็จ เป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นว่าหนังต้นตำรับก็สามารถทำเงินได้เช่นกัน หากหนังมีคุณภาพอย่างแท้จริง ผู้ชมก็พร้อมที่จะเข้าไปอุดหนุน โดยส่วนสำคัญที่ทำให้หนังประสบความสำเร็จ เพราะเครดิตของผู้กำกับด้วย ที่ผลงานชิ้นก่อนๆ ถูกใจผู้ชม จนกระทั่งตามมาอุดหนุนกันต่อในผลงานชิ้นนี้
 


เริ่มจาก Us ภาพยนตร์สยองขวัญผลงานล่าสุดของ จอร์แดน พีล ที่ประสบความสำเร็็จอย่างสูงจาก Get Out ที่สามารถกวาดรายได้ในอเมริกาไปสูงถึง 175 ล้านเหรียญฯ เล่าเรื่องราวของครอบครัวผิวสีที่ไปพักผ่อนกันริมทะเลสาบ แต่พวกเขาต้องเจอกับฝันร้าย หลังจากเจอกลุ่มคนปริศนาที่เหมือนพวกเขาทุกประการมาตามล่า ด้วยกระแสปากต่อปาก ทำให้หนังสามารถกวาดเงินได้อย่างงดงาม และแม้จะเข้าฉายตั้งแต่เดือนมีนาคม แต่ล่าสุดหนังเองกลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง ในแง่การแสดงของ ลูพิต้า ยองโก ที่ควรค่าแก่การเข้าชิงรางวัลออสการ์ในสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมเป็นอย่างมาก
 


ในขณะที่ Once Upon A Time In Hollywood ผลงานชิ้นล่าสุดของ เควนติน ทารันติโน่ ที่เปรียบเสมือนเป็นจดหมายรักถึงฮอลลีวู้ดในยุค 60 ของเขาก็สามารถกวาดรายได้ในอเมริกาไปมากถึง 140 ล้านเหรียญฯ ขึ้นแท่นหนังที่ทำเงินมากที่สุดในยุคหลังๆของผู้กำกับท่านนี้ และกลายเป็นหนังทำเงินอันดับ 2 ของปีสำหรับค่ายโซนี่ เอาชนะหนังฟอร์มโตอย่าง Men In Black : International และ Charlie's Angels ไปได้สำเร็จ และเช่นเดียวกับ Us แม้หนังจะเข้าฉายไปหลายเดือนแล้ว แต่ล่าสุดก็กลับมามีกระแสอีกครั้ง เพราะตัวหนังมีลุ้นที่จะได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ ในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมด้วย เช่นเดียวกับพระเอก ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ และแบรด พิตต์ ที่มีลุ้นเข้าชิงรางวัลในสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม และนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมตามลำดับ
 
สำหรับปี 2020 หนังที่มาพร้อมกับไอเดียต้นตำรับที่น่าจับตามองที่สุด คือ Tenet ผลงานชิ้นใหม่ของผู้กำกับไอเดียสุดล้ำอย่าง คริสโตเฟอร์ โนแลน ที่กลับมาจับแนวสายลับคล้ายกับ Inception อีกครั้ง ซึ่งมีแววว่าจะทำเงินไม่แพ้กับผลงานชิ้นก่อนๆของผู้กำกับท่านนี้ เป็นการยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า แม้ไม่ใช่หนังภาคต่อ แต่ถ้ามีไอเดียที่เจ๋งพอ ผู้ชมก็พร้อมที่จะเข้าไปอุดหนุนหนังเรื่องนั้นๆ
 

หนังปานกลาง
: Star Wars : The Rise of Skywalkers
 
จนถึงขณะที่ผู้เขียนกำลังเขียนคอลัมน์อยู่นี้ Star Wars : The Rise of Skywalker เพิ่งเข้าฉายมาไม่ถึงสัปดาห์ แต่ก็สามารถกวาดรายได้ไปแล้วเกือบ 200 ล้านเหรียญฯ และติด Top 10 หนังทำเงินสูงสุดของปี 2019 ได้สำเร็จ โดยเมื่อเทียบกับบรรดาหนังทั้งหมดทุกเรื่องของปี ไม่แปลกเลยที่ The Rise of Skywalker จะถูกจัดเข้ากลุ่มหนังฮิต เพราะสามารถทำเงินในลำดับต้นๆได้อย่างง่ายดาย
 


อย่างไรก็ตาม การจะกล่าวว่า The Rise of Skywalker เป็นหนังโคตรปังนั้น คงพูดได้อย่างไม่เต็มปาก เมื่อเทียบกับสองภาคก่อนหน้าอย่าง The Force Awakens และ The Last Jedi ในระยะเวลาที่ไล่เลี่ยกัน หนังกลับทำเงินสู้สองภาคที่แล้วไม่ได้ แถมในแง่ของคำวิจารณ์ ภาคล่าสุดที่เปรียบเสมือนบทสรุปของจักรวาล Star Wars ในเส้นเรื่องของตระกูลสกายวอล์คเกอร์นั้น กลับต้องเผชิญกับคำวิจารณ์ที่ค่อนข้างก้ำกึ่ง หนังได้คะแนนเฉลี่ยนักวิจารณ์จากเว็บไซด์ Rotten Tomatoes เพียง 56% ลดลงจากภาคThe Force Awakens และ The Last Jedi ที่ได้คะแนนสูงระดับ 93% และ 91% ตามลำดับ จึงไม่ผิดนัก ถ้าจะกล่าวว่า นี่อาจจะเป็นกราฟลงสำหรับแฟรนไชส์คลาสสิคอย่าง Star Wars
 

หนังแป้ก
: Godzilla : King of the Monsters / Men In Black : International
 


ใช่ว่าหนังภาคต่อทุกเรื่องจะประสบความสำเร็จ บางเรื่องกระแสความนิยมของภาคก่อนหน้าได้จางหายไปแล้ว บวกกับคุณภาพของตัวหนังเองที่ยังไม่ได้มาตรฐาน ทำให้หนังเอง ประสบปัญหาไม่สามารถกวาดรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำตามที่ค่ายหนังตั้งเป้าไว้ได้ โดยกรณีตัวอย่างที่ชัดเจนสุดจากซัมเมอร์ปีที่ผ่านมา คือ Godzilla : King of the Monsters ภาคต่อหนังของก็อดซิลล่า ที่ภาคก่อนหน้าก็พูดได้ไม่เต็มปากว่ากวาดรายได้ถล่มทลาย มาภาคต่อนี้ ด้วยเส้นเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวกันมากนัก ทำให้หนังทำรายได้ในอเมริกาไปเพียง 110 ล้านเหรียญฯ ห่างไกลจากทุนสร้าง 200 ล้านเหรียญฯ แถมหนังยังต้องเผชิญกับคำวิจารณ์ในแง่ลบที่ได้คะแนนเฉลี่ยเพียง 42% เท่านั้น ความน่ากังวลหลังจากนี้ จึงตกเป็นของ Godzilla Vs. Kong หนังของค่ายวอร์เนอร์ที่จับเอาสัตว์ประหลาดสองเบอร์ยักษ์มาเจอกัน เพราะหนังก็อดซิลล่าภาคล่าสุดที่ขาดทุน ทำให้โอกาสภาคต่อไป จะประสบความสำเร็จนั้น ยากยิ่งกว่าสิ่งไหน
 


อีกหนึ่งภาคต่อในปีที่ผ่านมา ที่ไปไม่ถึงฝันคือ Men In Black : International ที่ปัดฝุ่นเอาหนังแฟรนไชส์บุรุษชุดดำ กวาดล้างเอเลี่ยนมาสร้างใหม่ โดยเปลี่ยนทีมนักแสดงใหม่ ดึงเอาสองดาราจากจักรวาลมาร์เวลอย่าง คริส เฮมเวิร์ธ และเทสซ่า ธอมป์สัน มาแสดงนำ แต่พิสูจน์แล้วว่าพลังดารายังไม่เพียงพอ ส่งผลให้หนังกวาดรายได้ในอเมริกาไปเพียง 80 ล้านเหรียญเท่านั้น ยังไม่เท่ากับทุนสร้างที่โซนี่จ่ายไป 110 ล้านเหรียญฯ แถมหนังยังเผชิญกับคำวิจารณ์ที่ย่ำแย่ ได้คะแนนเฉลี่ยจาก Rotten Tomatoes เพียง 23% เท่านั้น เป็นอีกหนึ่งข้อพิสูจน์ว่า ภาคต่อบางเรื่อง ไม่มีกระแสจากภาคก่อนหน้าแล้ว สร้างต่อก็ไม่ทำเงิน
 

หนังแป้ก
: Gemini Man
 
แม้ว่าพระเอก วิล สมิธ จะมีปีที่น่าจดจำจากการที่ Aladdin ขึ้นแท่นหนังทำเงินมากที่สุดในเครดิตการทำงานของเขาในรอบหลายปี แต่ผลงานอีกชิ้นที่เข้าฉายช่วงปลายปีอย่าง Gemini Man กลับถูกจัดเข้ากลุ่มหนังคว่ำไม่เป็นท่า จากทุนสร้างที่สูงระดับ 140 ล้านเหรียญฯ กลับทำเงินในอเมริกาไปเพียง 48 ล้านเหรียญฯเท่านั้น กลายเป็นข่าวร้ายอย่างหนักสำหรับสตูดิโอเก่าแก่อย่าง พาราเมาต์ ที่ตลอดปีที่ผ่านมา มีแต่หนังไม่ทำเงิน หนังที่กวาดรายได้สูงสุดของสตูดิโอ คือ Rocketman หนังชีวประวัติของท่านเซอร์ เอลตัน จอห์น ที่กวาดรายได้ในอเมริกาไม่ถึงหลักร้อยล้านเหรียญฯด้วยซ้ำ
 


ความผิดพลาดของ Gemini Man ที่เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับสตูดิโอ คือความเชยของหนัง และบทภาพยนตร์ที่ไม่น่าสนใจเอาเสียเลย ด้วยความที่หนังถูกพัฒนาโปรเจ็คมาอย่างยาวนานเกือบ 20 ปี ทำให้พล็อตหนังมีความเชยอยู่พอสมควร แม้หนังจะมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย การลดวัยวิล สมิธ ในหนังจะดูน่าตื่นตา แต่เทคโนโลยีดังกล่าว ก็ถูกใช้อย่างแพร่หลายแล้ว (อย่างปีที่ผ่านมาก็มี The Irishman ที่ใช้เยอะเช่นกัน) นอกจากนี้ ความพยายามจะสร้างหนังเป็นแบบ High Frame Rates ของผู้กำกัง อั้งลี่ ก็ดูจะไม่ได้รับความสนใจจากคอหนัง ที่โฟกัสกับบทภาพยนตร์ มากกว่างานสร้างที่เป็นเพียงเปลือกภายนอก
 

หนังโคตรแป้ก
: X-Men : Dark Phoenix
 
ในประวัติศาสตร์ของหนังชุด X-Men นับตั้งแต่ภาคแรกที่ออกฉายในปี 2000 และแจ้งเกิดให้กับพระเอก ฮิวจ์ แจ็คแมน ในบทบาทของวูฟเวอรีน จากทั้งหมด 12 เรื่องที่เข้าฉาย ทุกเรื่องสามารถกวาดรายได้ผ่านหลัก 100 ล้านเหรียญฯในอเมริกาได้สำเร็จทั้งหมด จนกระทั่งมาถึงภาคสุดท้ายอย่าง Dark Phoenix ที่ถือว่าเป็นจุดด่างพร้อยของแฟรนไชส์ ด้วยการกวาดรายได้ในอเมริกาไปเพียง 65 ล้านเหรียญฯเท่านั้น จากทุนสร้างที่ทุ่มไปสูงถึงเกือบ 200 ล้านเหรียญฯ
 


มนต์เสน่ห์ของหนังชุด X-Men ค่อยๆเสื่อมคลายหายไป หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงทีมนักแสดง จากชุดหลักมาเป็นชุดรองที่เล่าเหตุการณ์ต้นกำเนิดในภาค First Class แม้ว่าภาคดังกล่าวจะทำเงินและได้รับคำชมอย่างล้นหลาม แต่ภาคต่อๆมาอย่าง Days of Future Past และ Apocalypse กลับทำรายได้ลดลงเรื่อยๆ จนกระทั่งภาคล่าสุดอย่าง Dark Phoenix ที่ทำเงินน้อยสุด จากหลายปัจจัย ทั้งขาดนักแสดงหลักของ X-Men อย่าง ฮิวจ์ แจ็คแมน และแม้ดึงพลังดาราของ เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ มาช่วยแล้วก็ไม่รอด แถมตัวหนังเองยังประสบปัญหาต้องถ่ายทำซ่อม จนกระทั่งผลตอบรับออกมาไม่ดีเท่าที่ควร ทำให้เป็นการปิดท้ายจักรวาลหนัง X-Men อย่างน่าผิดหวัง โดยหลังจากนี้ เมื่อดิสนีย์ควบรวมกับค่ายฟ็อกซ์แล้ว อนาคตของ X-Men จึงไปอยู่กับมาร์เวลสตูดิโอ คงต้องลุ้นกันต่อไป ว่าจะเริ่มต้นใหม่กันในแบบไหน
 

หนังโคตรแป้ก
: Charlie's Angels
 
ความพยายามในการสร้างหนังชุด Charlie's Angels ภาคใหม่ คือความล้มเหลวที่หนักหนาสาหัสสุดของ โซนี่ พิคเจอร์ ในปีที่ผ่านมา จากทุนสร้างปานกลางระดับ 55 ล้านเหรียญฯ หนังกลับไม่สามารถทำรายได้ถึงครึ่งของทุนสร้างด้วยซ้ำ ด้วยการจอดรายได้ในอเมริกาอยู่เพียง 17 ล้านเหรียญฯ น้อยจนขนาดไม่สามารถติด Top 100 หนังทำเงินสูงสุดของปีได้ น้อยขนาดที่ว่า หนัง Charlie's Angels ฉบับก่อนหน้านี้ เมื่อ 19 ปีที่แล้ว ยังสามารถทำรายได้แตะหลัก 40 ล้านเหรียญฯ ในเวลา 3 วันแรก แต่ภาคนี้กลับทำได้เพียง 17 ล้านเหรียญฯ ตลอดระยะเวลาในการยืนโรงฉาย
 


บทเรียนสำคัญจากความล้มเหลวของ Charlie's Angels ในฉบับใหม่นี้ ที่เหล่าบรรดาคอหนังกล่าวถึงกันมากที่สุดคือ เป็นหนังรีเมกที่ไม่มีใครขอร้องให้ทำ ด้วยกระแสของหนัง Charlie's Angels เอง ที่แม้ฉบับก่อนหน้าจะเก่าเกือบ 20 ปีแล้ว แต่คนดูก็ยังคงติดภาพ คาเมรอน ดิแอซ, ดรูว์ แบร์รี่มอร์ และลูซี่ ลิว ในบทบาทของนางฟ้าชาร์ลี ยากที่ใครจะมาลบภาพดังกล่าวได้ เมื่อมีเวอร์ชั่นใหม่ออกมาไวเกินจำเป็น ทำให้แฟนหนังไม่ตอบรับ บวกกับคุณภาพของหนังเอง ที่ยังไปไม่สุดสักทาง กระแสปากต่อปากในแง่บวกไม่มี เลยปิดท้ายปีด้วยการเป็นหนังคว่ำประจำปี 2019 ไปอย่างน่าเสียดาย
 
ติดตามคอลัมน์ SO WATCH และ ฟังวิทยุออนไลน์ Chill Online เพลงเพราะทำงานเพลิน ได้ที่ 
www.chillfm.fm และที่
Application : Atimeonline โหลดฟรีที่ App Store และ Play Store
Facebook : Chill FM
Instagram : chillfmfanpage
Twitter : chillfmfanpage
 
******************************************
 
SO WATCH

BY GOSSIPGUN
 
 

บันเทิง