SO WATCH BY GOSSIPGUN |

SO WATCH BY GOSSIPGUN



10 อันดับหนังดีคุณภาพเยี่ยม ประจำปี 2019
 
           
ผ่านพ้นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับปี 2019 ที่ผ่านมา ที่มีภาพยนตร์ผ่านตาคอหนังหลายร้อยหลายพันเรื่อง สัปดาห์นี้จึงเป็นโอกาสดีที่คอลัมน์ So Watch ขอเลือกหนังคุณภาพตลอดปีที่ผ่านมา มาแนะนำกัน ด้วยการจัดเป็น 10 อันดับหนังดี ประจำปี 2019 ที่ไม่ควรพลาด จะมีเรื่องอะไรกันบ้าง ไปติดตามกัน
 
**************************************

อันดับที่
10 : Avengers Endgame
(กำกับโดย โจ และ แอนโธนี่ รุสโซ่)
 
ไม่เพียงแต่ Avengers : Endgame จะขึ้นแท่นเป็นหนังทำเงินสูงสุดประจำปี 2019 แต่หนังยังทุบสถิติกลายเป็นหนังทำเงินสูงสุดตลอดกาลของโลกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ด้วยการกวาดรายได้ไปมากถึง 2.7 พันล้านเหรียญ แซงหน้า Avatar และ Titanic ของเจมส์ คาเมรอน กลายเป็นหนึ่งที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดตลอดกาล ต้องยอมรับว่า ไม่ใช่แค่กระแสความนิยมเท่านั้น ที่ส่งให้หนังสามารถกวาดรายได้ถล่มทลายขนาดนี้ แต่ด้วยคุณภาพของตัวหนังเองด้วย ที่ยิ่งสร้างกระแสแบบปากต่อปากในแง่บวกเข้าไปอีก ก่อให้เกิดการดูซ้ำขึ้นหลายๆรอบ  โดยคุณภาพของหนังเรื่องนี้ การันตีได้จากคะแนนเฉลี่ยของนักวิจารณ์จากเว็บไซด์ Rotten Tomatoes ที่ได้คะแนนสูงปรี๊ดระดับ 94% ถือว่าสูงที่สุดในบรรดาหนังชุด Avengers ทั้ง 4 ภาคอีกด้วย
 


สิ่งที่ทำให้ Avengers : Endgame สามารถติดอันดับหนังคุณภาพเยี่ยมแห่งปีได้อย่างสบายๆ คือ โครงสร้างของหนังที่ถูกวางแผนมาเป็นอย่างดี ผ่านเส้นทางของจักรวาลมาร์เวลนานนับสิบปี เรียกว่าถนนทุกสายในจักรวาลมาร์เวล มุ่งหน้าตรงมาสู่หนังเรื่องนี้ สิ่งที่ยากคือ หนังเรื่องเดียวจะสามารถขมวดปมต่างๆ ให้คลี่คลายทั้งหมดได้อย่างไร แต่ Avengers : Endgame ทำได้ ด้วยการพาผู้ชมย้อนกลับไปสัมผัสกับจุดประทับใจ และค่อยๆพาเราไปสู่บทสรุป ที่ตรึงใจ เป็นการปิดท้ายหนังชุด Avengers ได้อย่างสวยงาม ไม่ว่าระหว่างทางจะมีขรุขระบ้าง มีหนังบางเรื่องก็ไม่ได้คุณภาพดีอะไรมากนัก แต่ทั้งหมดทั้งมวล ก็นำมาสู่ตอนจบที่สวยงาม และทรงพลังขั้นสุด จนอดคิดไม่ได้ว่า จะมีเหตุการณ์ในภาพยนตร์เรื่องไหน สามารถกลายเป็นประวัติศาสตร์ได้ยิ่งใหญ่เท่ากับหนังเรื่องนี้
 

อันดับที่
9 : Knives Out
(กำกับโดย ไรอัน จอห์นสัน)
         
จากความชื่นชอบในสไตล์การเขียนนิยายของ อการ์ธ่า คริสตี้ เจ้าแม่นิยายแนว Whodunit (ตามหาว่าใครคือฆาตกร) ส่งผลให้ผู้กำกับ ไรอัน จอห์นสัน วางแผนสร้างหนังเรื่องนี้มานานหลายปีแล้ว เป็นโปรเจ็คที่เขาปลุกปั้นมานาน และรอคอยคิวว่างของพระเอก แดเนี่ยล เคร็ก ที่เขามองว่าเหมาะสมกับบทบาท เบอนัวร์ บลองค์ นักสืบประจำเรื่องมากที่สุด หลังจากที่ แดเนี่ยล มีคิวว่างระหว่างถ่ายทำเจมส์บอนด์ภาคใหม่ ทำให้โปรเจ็ค Knives Out ได้เริ่มถ่ายทำทันที กับเรื่องราวการสืบสวนคดีฆาตกรรมในคฤหาสน์หลังโต เมื่อคุณปู่ หัวหน้าตระกูลเสียชีวิตอย่างเป็นปริศนา ในคืนวันเกิดอายุครบ 85 ปี โดยเหล่าบรรดาลูกหลานทุกคนล้วนเป็นผู้ต้องสงสัย เพราะดูจะมีแรงจูงใจให้ฆ่าคุณปู่แทบทั้งสิ้น

 
Knives Out กลายเป็นหนังขวัญใจทั้งผู้ชมและนักวิจารณ์ประจำปีที่ผ่านมาไปเป็นที่เรียบร้อย ด้วยการกวาดรายได้ในอเมริกามุ่งหน้าสู่หลักร้อยล้านเหรียญฯ และได้คะแนนนักวิจารณ์จากเว็บไซด์ Rotten Tomatoes สูงปรี๊ดถึง 96% ด้วยภาพรวมของหนังที่ดำเนินเรื่องได้อย่างสนุกสนาน น่าติดตาม มาพร้อมกับบทภาพยนตร์ที่วางเค้าโครงเรื่องไว้อย่างแยบยล ทำให้ผู้ชมไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หรือแม้แต่ช่วงเวลาที่คนดูรู้แล้วว่าใครคือฆาตกร ก็ยังคงได้ลุ้นกันต่อเนื่องว่าฆาตกรจะถูกจับได้อย่างไร เสน่ห์สำคัญของหนังคือความสดใหม่ไม่ซ้ำใคร เพราะโดยปกติแล้ว หนังแนวสืบสวนหาฆาตกร มันจะดำเนินเรื่องด้วย Mood & Tone ที่ค่อนข้างซีเรียส แต่ Knives Out เลือกจะไปในทางตลกร้าย ใส่พล็อตเรื่องครอบครัวไม่สมประกอบเข้าไป ทำให้เกิดเหตุการณ์ชวนหัวอีกเพียบ นอกจากนี้ บทภาพยนตร์ยังแฝงด้วยการเสียดสีสังคมคนผิวขาวของอเมริกาได้อย่างแนบเนียน เรียกว่าดูแบบบันเทิงก็สนุก ดูแบบคิดตามก็ได้สาระกลับบ้าน ดีเยี่ยมครบทุกองค์ประกอบจริงๆ
 
อันดับที่ 8 : Joker
(กำกับโดย ทอดด์ ฟิลลิป)
 
สำหรับวอร์เนอร์และดีซีแล้ว การสร้าง Joker ถือว่าเป็นความเสี่ยง เพราะแม้ว่าจะสร้างจากตัวละครที่ได้รับความนิยมอย่างสูง วายร้ายคู่ปรับตลอดกาลของแบทแมน แต่ด้วยตัว Mood & Tone ของหนังที่ผู้กำกับ ทอดด์ ฟิลลิปวางแผนไว้นั้น ไม่ได้บันเทิงเลย ออกจะตรงข้ามกับสิ่งที่ดีซีทำในหนังฟอร์มยักษ์ของค่ายอย่าง Aquaman หรือ Wonder Woman ด้วยการวางโครงเรื่องให้เป็นหนังดราม่า ที่เต็มไปด้วยความเครียด ความกดดัน มีแรงบันดาลใจมาจากหนังของผู้กำกับชั้นครูอย่าง มาร์ติน สกอร์เซซี่ ในยุค 80 ซึ่งดูยังไงโอกาสการทำเงินก็เป็นไปได้ยาก บวกกับการวางแผนไว้ว่า หนังจะต้องรุนแรงถึงระดับที่ได้เรต R ยิ่งปิดโอกาสให้ผู้ชมแคบลงไปอีก ทำให้ทางวอร์เนอร์ยอมควักทุนสร้างเพียงแค่ 60 ล้านเหรียญฯเท่านั้น แต่ความเสี่ยงในครั้งนี้ ทำให้ทางสตูดิโอได้กำไรกลับมามหาศาล เพราะหนังสามารถกวาดรายได้ทั่วโลกไปมากกว่า 1,000 ล้านเหรียญฯ
 


Joker กลายเป็นหนังที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของปี ด้วยกระแสปากต่อปากที่ต่างกล่าวขานถึงการแสดงของ วาคีน ฟีนิกซ์ ที่ถ่ายทอดบทบาทของโจ๊กเกอร์ออกมาได้อย่างดีเยี่ยม แม้ว่าตัวละครนี้ จะถูกวางเส้นมาตรฐานไว้สูงมาก จากการแสดงของ แจ็ค นิโคลสัน และฮีธ เล็ดเจอร์ แต่สำหรับวาคีน ฟีนิกซ์ เขาสามารถดึงตัวละครนี้มาเป็นลักษณะของตัวเองได้ ไม่ได้โดดเด่นน้อยกว่าการแสดงของนักแสดงท่านอื่นๆเลย อีกทั้งตลอดทั้งเรื่อง โจ๊กเกอร์ฉบับ วาคีน ฟีนิกซ์ ปรากฏตัวแทบทุกซีน จนหนังเรื่องนี้เกือบจะเป็น One Man Show แล้ว เขาสามารถแบกหนังทั้งเรื่องไว้ได้อย่างสบายๆ การแสดงของเขาโดยเฉพาะหลายซีนที่เน้นอารมณ์ที่กดดัน บีบคั้น บวกกับการถ่ายทอดในภาพโคลสอัพ ยิ่งบีบหัวใจผู้ชมเข้าไปใหญ่ ส่งผลให้ Joker กลายเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ที่โดดเด่นสุดของปี ต้องขอบคุณการแสดงของ วาคีน ฟีนิกซ์ จริงๆที่ยกระดับให้หนัง กลายเป็นหนังคุณภาพเรื่องเยี่ยมที่ไม่ควรพลาด
 
อันดับที่ 7 : The Farewell
(กำกับโดย ลูลู่ หวัง)
 
หนังดราม่าบีบหัวใจที่สร้างจากเรื่องจริงของครอบครัวผู้กำกับหญิง ลูลู่ หวัง ที่หยิบเอานักแสดงตลก/แร็ปเปอร์ อควาฟีน่า พลิกบทบาทจากบทตลกใน Ocean's 8 และ Crazy Rich Asian มาเล่นบทชีวิตจริงจัง ที่เน้นถ่ายทอดอารมณ์แบบซึมลึก เล่าเรื่องราวของหญิงสาวชาวจีน ที่เติบโตมาในสหรัฐอเมริกาฯ ทำให้เธอมีไลฟ์สไตล์แบบคนตะวันตก จนกระทั่งวันหนึ่งเธอได้ทราบข่าวร้ายว่า อาม่าซึ่งเธอสนิทมาก กำลังจะตายเพราะป่วยเป็นโรคมะเร็ง แต่ปัญหาคือครอบครัวของเธอตัดสินใจ ปิดบังความจริงเรื่องนี้จากตัวอาม่าเอง เพื่อไม่ให้อาม่าเครียดว่าเหลือเวลาอยู่บนโลกน้อยลงแล้ว และครอบครัวได้ตัดสินใจให้หลานชายคนหนึ่งรีบแต่งงาน เพื่อให้เหล่าบรรดาญาติๆกลับมารวมตัวอีกครั้ง เพื่ออยู่กับอาม่าแบบพร้อมหน้าพร้อมตาเป็นครั้งสุดท้าย โดยมีงานแต่งงานนี้เป็นข้ออ้างบังหน้า
 


The Farewell
นอกจากจะเป็นหนังดราม่าที่บีบอารมณ์ผู้ชมด้วยตัวพล็อตแล้ว สิ่งที่ทำให้หนังเวิร์คมาก คือมันถูกเล่าอย่างสมจริง ถ้าเป็นผู้ชมเอเชีย จะยิ่งอินกับเหตุการณ์ในหนัง เพราะแต่ละฉากที่ถ่ายทอดออกมา ล้วนคล้ายกับชีวิตจริง คล้ายกับครอบครัวของพวกเขา ในขณะที่ผู้ชมจากฝั่งตะวันตก ก็อาจจะตื่นเต้นกับวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ทำให้เห็นมุมมองของคนจากฝั่งตะวันออก ที่ให้ความสำคัญกับการเป็นครอบครัวอย่างมาก หนังถ่ายทอดให้เห็นถึงความแตกต่างของสังคมจากสองซีกโลกได้อย่างดีเยี่ยม และยังมีประเด็นเรื่อง คนรุ่นเก่า-คนรุ่นใหม่ คนที่ให้ความสำคัญกับตัวเองเป็นหลักหรือเน้นส่วนรวม หนังตั้งคำถามได้อย่างน่าสนใจในหลายๆประเด็น และมาพร้อมกับการแสดงสุดเซอร์ไพรสของ อควาฟีน่า ซึ่งจะไม่แปลกใจเลย ถ้าเธอจะได้ชิงรางวัลบ้างในปีนี้ เพราะเป็นการถ่ายทอดอารมณ์ได้อย่างจริงมากๆ
 


อันดับที่
6 : The Two Popes
(กำกับโดย เฟอร์นานโด เมอร์เรลเรส)
 
นี่คือภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวในคริสตจักร กับเหตุการณ์ที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็น และมุมมองที่น่าสนใจ เกี่ยวกับการอยู่รอดของศาสนาและความเชื่อของคนสองรุ่น ที่ต้องมาเจอและบรรจบกัน ผลงานชิ้นล่าสุดของผู้กำกับ เฟอร์นานโด เมอร์เรลเรส จาก The Constant Gardener เล่าถึงเส้นทางชีวิตของ พระคาร์ดินัลเบอร์โกกลิโอ (รับบทโดย โจนาธาน ไพรซ์) พระหัวก้าวหน้าจากประเทศอาร์เจนติน่า ที่ต่อมาได้รับตำแหน่งที่สูงสุดของคริสตจักร ในฐานะของสมเด็จพระสันตปาปาฟรานซิส (หรือโป๊ปองค์ปัจจุบันนั่นเอง) โดยเรื่องราวในหนังจะเล่าถึงช่วงเวลาของที่พระองค์จะขึ้นรับตำแหน่ง ซึ่งมองว่าหมดช่วงเวลาของตนเองแล้ว จึงพยายามจะยื่นใบลาออกให้สมเด็จพระสันตปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 เซ็นต์อนุมัติ แต่กลับเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ สมเด็จพระสันตปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 กำลังพิจารณาจะลาออก เพราะต้องเผชิญกับข่าวฉาวมากมาย
 


ความน่าสนใจของ The Two Popes คือหนังตั้งประเด็นเกี่ยวกับความแตกต่างของคนหัวอนุรักษ์นิยม กับหัวก้าวหน้า และการเปิดใจรับความแตกต่างซึ่งกันและกันของคนทั้งสองฝ่าย แต่สิ่งที่ทำให้หนังทรงพลังเป็นเพราะตัวแทนของสองฝ่ายที่ว่านี้ คือ สมเด็จพระสันตปาปา คนก่อนหน้าและคนต่อไป ซึ่งการตัดสินใจของบุคคลทั้งคู่ล้วนส่งผลกระทบของผู้คนทั่วโลก อีกทั้งหนังยังถ่ายทอดมุมส่วนตัวของบุคคลที่เชื่อว่าคนทั้งโลก ยากจะเข้าถึง ผู้ชมจะได้เห็นมุมที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ผ่านการถ่ายทอดของสองนักแสดงคือ โจนาธาน ไพรซ์ และแอนโธนี่ ฮ็อปกิ้นส์ ที่ทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยมทั้งคู่ เชื่อว่าเมื่อดูหนังจบ ผู้ชมจะได้มุมมองใหม่ๆกลับไปคิดต่ออย่างแน่นอน
 

อันดับที่
5 : Ford V Ferrari
(กำกับโดย เจมส์ แมนโกลด์)
 
          ท่ามกลางหนังภาคต่อและหนังรีเมก Ford v Ferrari เป็นอีกหนึ่งข้อพิสูจน์ว่า หนังที่มาพร้อมกับไอเดียใหม่ พล็อตเรื่องใหม่ ก็สามารถขึ้นแท่นหนังทำเงินได้และมีคุณภาพดีเยี่ยมอีกด้วย ผลงานชิ้นล่าสุดเรื่องนี้ของ เจมส์ แมนโกลด์ จาก Walk The Line และ Logan สร้างจากเรื่องจริงของศึกการแข่งขันระหว่างสองบริษัทยานยนต์ยักษ์ใหญ่ นั่นคือฟอร์ด และเฟอร์รารี่ จากช่วงยุค 60 โดยโฟกัสเรื่องราวที่ฝั่งของฟอร์ด เมื่อยอดขายกำลังเป็นกราฟลง ผู้บริหารจึงตัดสินใจ สร้างชื่อให้กับแบรนด์ว่าเป็นผู้ชนะในสนามแข่งรถ ซึ่งเฟอร์รารี่ครองแชมป์มานานหลายปี พวกเขาจึงจ้าง คาร์รอล เชอร์บี้ (รับบทโดย แมตต์ เดม่อน) อดีตนักแข่งรถที่เคยชนะในสนามแข่งขันเลอมังค์มาคุมทีม เพื่อออกแบบรถรุ่นใหม่ เพื่อลงสนามแข่งและเอาชนะเฟอร์รารี่ให้จงได้ แต่ปัญหาคือพวกเขามีเวลาเพียงแค่ 90 วัน และนักแข่งรถมือทองที่เชอร์บี้เลือกมาอย่าง เคน ไมล์ (รับบทโดย คริสเตียน เบล) ไม่เป็นที่ประทับใจผู้บริหารของฟอร์ด เพราะอุปนิสัยที่ควบคุมไม่ได้ อาจจะสร้างภาพลักษณ์ในด้านลบให้กับแบรนด์ฟอร์ด
 


ความดีงามของ Ford v Ferrari คือความแม่นยำในการสร้างและลงตัวในแทบทุกองค์ประกอบ ทั้งฉากแข่งรถที่ทำออกมาได้อย่างสมจริงและชวนตื่นเต้น ฉากดราม่าที่ก็บีบอารมณ์ผู้ชมได้อย่างดี หรือแม้แต่ฉากครอบครัว ก็สร้างได้อบอุ่นอิ่มเอม ถือเป็นหนังที่สนุกครบรสก็ว่าได้ นอกจากนี้ หนังยังตั้งประเด็นที่น่าสนใจอีกมากมาย แม้ว่าหนังจะเล่าถึงการแข่งขันระหว่าง สองทีมอย่างฟอร์ดและเฟอร์รารี่ แต่หนังก็ขยี้ไปที่เรื่องของการเอาชนะตัวเองอีกด้วย เช่น ตัวละครของเคน ไมล์ ที่ยึดตัวเองเป็นหลัก เขาจะสามารถเอาชนะตัวเองและก้าวข้ามการยึดติด จนกระทั่งทำงานเป็นทีมได้หรือไม่ ? ในขณะเดียวกันหนังก็ตั้งคำถามถึงบาลานซ์ระหว่างเรื่องของทุนนิยมกับงานศิลปะ และอีกหลายประเด็นทำให้ผู้ชมดูหนังเรื่องจบ จะได้เห็นมุมมองของสังคมที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ซึ่งนอกจากงานสร้างและบทภาพยนตร์อันยอดเยี่ยมแล้ว สิ่งที่ไม่ชมไม่ได้เลย คือการแสดงของ คริสเตียน เบล ที่ถ่ายทอดบทของเคน ไมล์ได้อย่างทรงพลังและสร้างมิติให้กับตัวละครนี้เป็นอย่างมาก
 
อันดับที่ 4 : Once Upon A Time In Hollywood
(กำกับโดย เควนติน ทารันติโน่)
 
ผลงานชิ้นล่าสุดของผู้กำกับสุดห่ามอย่าง เควนติน ทารันติโน่ เปรียบเสมือนจดหมายรักส่วนตัวที่เขามอบให้ฮอลลีวู้ดในช่วงยุค 60 ยุคทองของฮอลลีวู้ดซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เขาเติบโตมา ดังนั้น เควนตินเองก็เสพผลงานในช่วงนั้นเยอะ และเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เขาไล่ตามความฝันในการมาเป็นผู้กำกับ จนกระทั่งแจ้งเกิดจาก Reservoir Dogs และ Pulp Fiction ที่เขากลับยังไม่เคยมีโอกาสสร้างหนังที่เล่าถึงช่วงเวลาดังกล่าวเลย จนกระทั่งถึงเรื่องนี้ ที่หยิบเอาเรื่องราวของ นักแสดงละครโทรทัศน์ตกอับและสตั้นท์แมนคู่ใจมาเล่า (รับบทโดย ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ และแบรด พิตต์) ตามลำดับ ซึ่งตัวละครของทั้งคู่เป็นคาแรคเตอร์ที่สร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ แต่ดันไปเกี่ยวพันกับบุคคลที่มีชีวิตอยู่จริงหลายคนในฮอลลีวู้ด รวมไปถึง ชารอน เทต ภรรยาของผู้กำกับ โรมัน โปลันสกี้ ที่ถูกฆาตกรรมอย่างทารุณในขณะที่เธอกำลังตั้งครรภ์ จนกลายเป็นข่าวช็อคที่โด่งดังไปทั่วโลก
 


ผลงานชิ้นนี้เหมือนงานปล่อยของสำหรับ เควนติน ทารันติโน่ พอเล่าเรื่องราวในยุค 60 จึงเปิดโอกาสให้เขาได้ทำอะไรแบบที่อยากทำมาโดยตลอด เขาสามารถเนรมิตฮอลลีวู้ดในช่วงเวลานั้น ที่อบอวลไปด้วยความฝันและความหวัง ออกมาอย่างสมจริง นอกจากนี้หนังยังเปิดโอกาสให้ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ได้เล่นอะไรที่สนุกๆมากมาย หลังจากเขาเพิ่งชนะรางวัลออสการ์ไปจาก The Revenant นี่เปรีียบเสมือนบทคลายเครียดสำหรับเขา แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ทำได้ดีมากๆในบทดังกล่าว แม้ว่าหนังจะใช้เวลาในการปูเรื่องค่อนข้างนานถึงเกือบ 2 ชั่วโมง แต่มันก็คุ้มค่าแก่การรอคอย เมื่อชั่วโมงสุดท้ายมาถึง เควนติน กระหน่ำฉากต่างๆแบบที่แฟนๆรอคอยและคาดหวังอย่างเต็มที่ แม้ว่าหนังอาจจะไม่ได้บ้าเท่าผลงานของเขาชิ้นอื่นๆ แต่เมื่อดูจบ ผู้ชมต่างได้รับความสุขกลับไปอย่างแน่นอน และเชื่อว่าเควนติน ทารันติโน่ กำกับเรื่องนี้ ด้วยความรักแบบสุดหัวใจจริงๆ
 
อันดับที่ 3 : The Irishman
(กำกับโดย มาร์ติน สกอร์เซซี่)
 
มหากาพย์ภาพยนตร์แก็งสเตอร์ของผู้กำกับ มาร์ติน สกอร์เซซี่ ที่ครองความเป็นที่สุดในหลายๆด้าน เริ่มจากการใช้ทุนสร้างมากถึง 175 ล้านเหรียญฯ สูงสุดในการทำงานของผู้กำกับชั้นครูท่านนี้ จนกระทั่งไม่มีสตูดิโอยักษ์ใหญ่เจ้าไหนกล้าลงทุนด้วย มีเพียง Netflix บริษัทสตรีมมิ่งเบอร์หนึ่งของโลกยอมเสี่ยงกับเขาด้วย ทำให้ The Irishman เป็นจริงขึ้นมาได้ พร้อมเปิดโอกาสให้ ผู้กำกับท่านนี้สามารถสร้างสรรค์หนังได้อย่างเต็มที่ โดยไม่มีการเข้ามาก้าวก่าย (ต่างจากค่ายหนังต่างๆที่มักเข้ามาวุ่นวายในขั้นตอนหลังถ่ายทำ) ส่งผลให้หนังเรื่องนี้มีความยาวมากถึง 3 ชั่วโมง 30 นาที ทำให้หนังเรื่องนี้ ขึ้นแท่นผลงานที่ยาวที่สุดของมาร์ติน สกอร์เซซี่ เช่นกัน
 


The Irishman
เล่าเรื่องราวเส้นทางชีวิตของ แฟรงค์ ชีแรน (รับบทโดย โรเบิร์ต เดอนีโร) จากคนขับรถส่งเนื้อ เขากลายมาเป็นมาเฟียผู้ทรงอิทธิพล จากการชักชวนของ รัสเซล บัฟฟาลีโน่ (รับบทโดย โจ เพสซี่) จนกระทั่งเขาเข้าไปเกี่ยวพันกับ จิมมี่ ฮ็อฟฟ่า (รับบทโดย อัล ปาชิโน) ผู้นำสหภาพแรงงานผู้ทรงอิทธิพลในสหรัฐฯ หลังจากที่ มาร์ติน สกอร์เซซี่ ผ่านผลงานหนังมาเฟียมานับไม่ถ้วน ดูเหมือนว่าเขาจะใช้ประสบการณ์ทั้งหมด มาลงไว้กับหนังเรื่องนี้ จนกระทั่ง The Irishman ขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในหนังแก็งสเตอร์ที่ดีที่สุดตลอดกาล และเป็นหนังแก็งสเตอร์ที่ดูสบายที่สุดอีกด้วย ด้วยประเด็นที่หนังเล่า ต้องเป็นบุคคลที่ผ่านโลกมามาก อย่างมาร์ติน สกอร์เซซี่เท่านั้น ถึงจะเข้าใจและถ่ายทอดเรื่องราวแบบนี้ออกมาได้ ทำให้มันเป็นหนังแก็งสเตอร์ที่ต่างจากเรื่องอื่นๆ เป็นเหมือนจดหมายรักถึงหนังแก็งสเตอร์ทั้งหมด และเหมือนข้อความอำลา เป็นตำนานบทสุดท้ายของมาเฟีย
 
มาร์ติน สกอร์เซซี่ ใช้เวลาเกือบ 3 ชั่วโมงเพื่อค่อยๆนวดเรื่องราว ให้ผู้ชมเข้าใจชีวิตของแฟรงค์ และความเป็นจริงในสังคมของผู้มีอิทธิพล ก่อนที่จะกระหน่ำผู้ชมด้วย 30 นาทีสุดท้าย ที่ทั้งเจ็บปวดและทรงพลัง หนังมาพร้อมกับการแสดงระดับท็อปอีกครั้งของทั้ง โรเบิร์ต เดอนีโร, อัล ปาชิโน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง โจ เพสซี่ ที่เกษียณตัวเองจากฮอลลีวู้ดไปแล้ว แต่ก็ไม่วายถูกทั้งมาร์ตินและโรเบิร์ตชักชวนแกมบังคับให้กลับมาเล่นหนังอีกครั้ง และเขาก็วาดลวดลาย จนกระทั่งทำให้การตัดสินใจกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องผิดพลาด นอกจากนี้หนังยังมาพร้อมกับการใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิคที่ดีเยี่ยม ด้วยทุนสร้างสูงลิ่วระดับ 175 ล้านเหรียญฯนี่แหละ ที่หมดไปกับงาน CG เพื่อลดอายุของโรเบิร์ต เดอนีโร ให้ดูสมวัยกับช่วงเวลาต่างๆของตัวละคร แฟรงค์ ชีแรน
 
อันดับที่ 2 : Marriage Story
(กำกับโดย โนอาห์ บอมบาค)
 
หนังรักที่เศร้าที่สุดของปี โดยผู้กำกับ โนอาห์ บอมบาค จาก The Squid and The Whale, Margot at the Wedding และ The Meyerowitz Stories ที่เก่งกาจเหลือเกินในการเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ที่แสนจะเจ็บปวด สำหรับ Marriage Story เล่าถึงคู่สามีภรรยา โปรดิวเซอร์ละครเวที และนักแสดงหญิงที่เคยเป็นดาวรุ่ง ที่เส้นทางชีวิตคู่กำลังมาถึงทางตัน แม้จะยังรักกันมาก แต่พวกเขาไม่สามารถใช้ชีวิตด้วยกันอีกต่อไปได้ จึงนำมาสู่ขั้นตอนของการหย่าร้างที่แสนจะเจ็บปวด และยากลำบาก ยิ่งฝ่ายหญิงต้องการย้ายมาอยู่ในแอลเอ เพื่อเส้นทางอาชีพนักแสดง ในขณะที่ฝ่ายชายยังคงติดพันกับงานละครเวทีบรอดเวย์ในนิวยอร์ก แถมยังมีเรื่องราวของการแบ่งเลี้ยงลูกเข้ามาเกี่ยวข้องอีก ยิ่งกลายเป็นเรื่องที่ยากลำบากสำหรับทุกฝ่าย
 


สิ่งที่ทำให้ Marriage Story ครองตำแหน่งหนึ่งในหนังยอดเยี่ยมแห่งปีจากทุกสถาบัน คือองค์ประกอบที่เยี่ยมยอดในทุกภาคส่วน เริ่มจากบทภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวความสัมพันธ์ ออกมาได้สมจริงอย่างน่าปวดใจ มันจริงเสียจนสามารถเข้าไปกระทบจิตใจผู้ชมได้อย่างง่ายดาย เพราะไม่มีซีนไหนในหนังเลยที่ดูเว่อร์เกินจริง มันสร้างมาจากชีวิตของแทบทุกคนเหมือนกัน ผ่านการแสดงระดับท็อปฟอร์มขั้นสุดของทีมนักแสดงนำ เริ่มจาก อดัม ไดรเวอร์ ที่คาดว่าจะกวาดรางวัลมากมายแน่นอน โดยเฉพาะซีนร้องเพลงในช่วงท้ายที่ถ่ายทอดอารมณ์ในขีดสุด (ซึ่งเขาเล่นเทคเดียวผ่าน) ในขณะที่สการ์เล็ต โจแฮนสันเอง ก็มีซีนโชว์การแสดง ที่เล่นไม่หยุดยาวเกือบ 10 นาที แต่ที่พีคสุดสำหรับทั้งคู่ คงหนีไม่พ้นฉากทะเลาะกันในอพาร์ทเมนต์ของฝ่ายชาย ที่ทรงพลังและเจ็บปวดมากๆในขณะเดียวกัน โดยฉากดังกล่าวสามารถขึ้นแท่นเป็นฉากยอดเยี่ยมแห่งปีได้อย่างง่ายดาย (และมีรายงานว่านักแสดงทั้งสองถ่ายทำฉากดังกล่าวมากถึง 50 เทค เพื่อให้ทุกอย่างออกมาเป็นธรรมชาติมากที่สุด)
 
อันดับที่ 1 : Parasite
(กำกับโดย บอง จุน โฮ)
 
ขึ้นแท่นหนังยอดเยี่ยมแห่งปีไปอย่างง่ายดาย สำหรับหนังเกาหลีใต้ผลงานล่าสุดของ บองจุนโฮ จาก The Host และ Memories of Murder ที่สามารถสร้างกระแส เป็นที่จับตามองของคอหนังตั้งแต่กลายปี เมื่อหนังเข้าแข่งขันในเทศกาลหนังเมืองคานส์ และคว้ารางวัลใหญ่สุดอย่าง ปาล์มทองคำ มาครองได้สำเร็จ หลังจากนั้นหนังก็กลับไปทำเงินถล่มทลายในบ้านเกิด และมีกระแสต่อเนื่องไปทั่วเอเชีย (รวมถึงในประเทศไทยด้วย) ก่อนที่จะข้ามฝั่งไปทำเงินในสหรัฐอเมริกาฯ ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยนอกจากหนังจะเป็นตัวเต็งออสการ์ในสาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมของปีแล้ว เชื่อว่าหนังจะสามารถเข้าชิงในสาขาหลักอื่นๆด้วย ทั้งภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และผู้กำกับยอดเยี่ยม
 


ประเด็นหลักสำหรับ Parasite คือการเล่าถึงความแตกต่างทางชนชั้นของสังคม ระหว่างคนจนและคนรวย โดยเอาเรื่องราวของสองครอบครัวต่างฐานะมาบรรจบกัน เมื่อครอบครัวคนจนต้องแฝงตัวเข้าไปทำงานในบ้านคนรวย และใช้ชีวิตอย่างเสวยสุขจากการหลอกหลวง จนกระทั่งพวกเขาเจอเหตุการณ์สุดช็อคบางอย่างขึ้น นอกจากหนังจะดำเนินเรื่องได้สนุก ลุ้นระทึก และน่าติดตามตลอดทั้งเรื่องแล้ว หนังยังมีองค์ประกอบที่ดีเยี่ยมอีกมาก ทั้งบทภาพยนตร์ที่จะดูเฉยๆก็น่าติดตาม ดูแบบคิดตาม ตีความสัญลักษณ์ต่างๆก็สามารถทำได้ มาพร้อมกับงานโปรดักชั่นดีไซน์ที่สวยงามขั้นสุด และการแสดงอันยอดเยี่ยมของทีมนักแสดงนำแบบยกทีม (จนกระทั่งได้เข้าชิงรางวัล Screen Actor Guild Awards อีกด้วย) จึงไม่แปลกใจที่หนังจากเกาหลีใต้เรื่องนี้ จะแซงหน้าหลายๆเรื่อง และขึ้นแท่นหนังยอดเยี่ยมแห่งปีได้สำเร็จ
 
ติดตามคอลัมน์ SO WATCH และ ฟังวิทยุออนไลน์ Chill Online เพลงเพราะทำงานเพลิน ได้ที่ 
www.chillfm.fm และที่
Application : Atimeonline โหลดฟรีที่ App Store และ Play Store
Facebook : Chill FM
Instagram : chillfmfanpage
Twitter : chillfmfanpage
 
******************************************
 
SO WATCH

BY GOSSIPGUN
 
 

บันเทิง