SO WATCH BY GOSSIPGUN |

SO WATCH BY GOSSIPGUN

 
 
อ่านก่อนดู Dolittle ฉบับใหม่ : ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่องแรกของปี
 
HIGHLIGHTS
 
  • ก่อนจะมาเป็นหนัง Dolittle ฉบับล่าสุดนี้ เรื่องราวของสัตวแพทย์ที่สามารถสื่อสารกับสัตว์ได้ ถูกถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์มาแล้วถึงหลายเวอร์ชั่น ส่วนต้นฉบับคือหนังสือเด็กที่มีอายุเก่าแก่ถึง 100 ปี และผู้เขียนได้สร้างสรรค์ตัวละครนี้ขึ้นมาครั้งแรก ในช่วงเวลาที่เข้าร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1
 
  • Dolittle ฉบับภาพยนตร์เวอร์ชั่นล่าสุดนี้ นอกจากจะได้ โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ พระเอก Iron Man มารับบทนำแล้ว ยังได้นักแสดงฝีมือเยี่ยมมากมาย มาร่วมจอในฐานะนักพากย์ที่ลงเสียงให้กับตัวละครสัตว์ต่างๆ อาทิ เซเลน่า โกเมซ, ทอม ฮอลแลนด์, เอ็มม่า ธอมป์สัน รวมถึง รามี่ มาเล็ก พระเอกเจ้าของรางวัลออสการ์เมื่อปีก่อน
 
  • หนังเวอร์ชั่นล่าสุดนี้ ใช้ทุนสร้างไปมากถึง 175 ล้านเหรียญฯ ขึ้นแท่นหนังฟอร์มโตเรื่องแรกของปี 2020 ซึ่งคำวิจารณ์ส่วนใหญ่ชื่นชมในแง่ของตัวละครสัตว์ ที่สนุกสนานและเรียกเสียงหัวเราะได้อย่างมาก แต่ยังมีเสียงตำหนิในแง่ของการตัดต่อ และจังหวะการเดินเรื่อง ที่อาจจะยังไม่ลงตัวมากเท่าที่ควรจะเป็นนัก
 

**************************************

 
ทำความรู้จักกับ Dolittle สัตวแพทย์ผู้รักสัตว์
 

ขึ้นแท่นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่องแรกของปี 2020 สำหรับ Dolittle ผลงานชิ้นล่าสุดของพระเอก โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ ที่คอหนังคุ้นเคยกันดีจากบท โทนี่ สตาร์ก ในหนังชุด Iron Man ซึ่งมารับบทเป็น ด็อกเตอร์ ดูลิตเติ้ลในหนังเวอร์ชั่นล่าสุด แต่สำหรับคอหนังทั่วไปแล้ว เชื่อว่าน่าจะพอคุ้นหูกับชื่อนี้ เพราะเคยถูกหยิบมาสร้างเป็นภาพยนตร์แล้ว หลายต่อหลายเวอร์ชั่น แต่ที่โด่งดังสุดในยุคหลังๆ คือ Doctor Dolittle ฉบับของพระเอกตลกอย่าง เอ็ดดี้ เมอร์ฟีย์ เมื่อ 20 กว่าปีก่อน
 
อันที่จริงแล้ว ชื่อของด็อกเตอร์ดูลิ้ตเติ้ล เป็นที่รู้จักของชาวโลกเป็นเวลานานถึง 100 ปีแล้ว ต้นฉบับของตัวละครนี้ ถูกแนะนำครั้งแรกในหนังสือที่มีชื่อว่า 'The Story of Doctor Dolittle' ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.1920 ที่เขียนโดย ฮิวจ์ ลอฟติ้ง ผู้แต่งหนังสือเด็กชาวอังกฤษที่คิดค้นตัวละครนี้ขึ้นมาครั้งแรก ในช่วงเวลาที่เขาต้องเข้าร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 และเขาได้เขียนจดหมายกลับบ้าน ถึงลูกๆของเขา และได้วาดตัวละครนี้ลงไปในจดหมายด้วย
 


ด็อกเตอร์ดูลิตเติ้ล คือสัตวแพทย์ที่มีความสามารถพิเศษเหนือว่ามนุษย์ทั่วไป คือเขาสามารถสื่อสารกับเหล่าบรรดาสัตว์ได้ ไม่ว่าจะสัตว์น้อยใหญ่ ไล่ตั้งแต่แมลงจนถึงปลาวาฬ เขาสามารถพูดภาษาสัตว์ได้ทุกภาษา ทำให้เขาสามารถช่วยเหลือสัตว์เหล่านี้ในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ และคอยให้คำปรึกษาในแง่มุมต่างๆได้ (ในบางครั้ง เขาเป็นถึงจิตแพทย์ที่ให้คำปรึกษากับเหล่าบรรดาสัตว์ด้วย) โดยดูลิตเติ้ล ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศอังกฤษ ช่วงยุควิคตอเรี่ยน ที่ปกครองโดยควีนวิคตอเรีย สิ่งที่เกิดขึ้นกับดูลิตเติ้ลในเวอร์ชั่นของหนังสือเด็ก คือเขาจะเป็นมนุษย์ที่มีเพื่อนเป็นคนน้อยนิด แต่สบายใจและมีความสุขที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับบรรดาสัตว์มากกว่า
 


สำหรับหนังสือเด็กชุด Doctor Dolittle นั้นมีการตีพิมพ์ทั้งหมด 15 เล่มด้วยกัน เริ่มจากเล่มแรกคือปี 1920 อย่างที่กล่าวไป จนกระทั่งถึงปี 1952 โดยสามเล่มสุดท้ายนั้น ถูกตีพิมพ์ในช่วงเวลาที่ ฮิวจ์ ลอฟติ้ง ผู้แต่งของเรื่องเสียชีวิตไปแล้ว หลังจากนั้นเรื่องราวของ ด็อกเตอร์ ดูลิตเติ้ล ก็ถูกนำไปดัดแปลง นำไปต่อยอดเป็นหนังและละครในหลากหลายเวอร์ชั่น สำหรับเวอร์ชั่นแรกเกิดขึ้นในปี 1928 กลายเป็นภาพยนตร์แอนิเมชั่นขนาดสั้นสัญชาติเยอรมัน ที่ชื่อเรื่องว่า Doctor Dolittle and His Animals หลังจากนั้น เรื่องราวของด็อกเตอร์ ดูลิตเติ้ล ก็ถูกนำเสนอในรูปแบบของละครวิทยุ ทางช่อง NBC ช่วงระหว่างปี 1933-1934 ส่วนฉบับของหนังใหญ่ที่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 1967 ซึ่งได้ เร็ก แฮร์ริสัน มารับบทเป็น ด็อกเตอร์ ดูลิตเติ้ล ซึ่งแม้ว่าหนังจะไม่ได้ทำเงินมากมายอะไรนัก แต่ก็ประสบความสำเร็จในด้านคำวิจารณ์ จนกระทั่งได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ ในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในปีดังกล่าวด้วย
 
สำหรับ Doctor Dolittle ในฉบับของภาพยนตร์นั้น ถูกเว้นวรรคจากการสร้างหลังจากนั้นไปนานอีกถึง 30 ปีจนกระทั่ง เวอร์ชั่นของ เอ็ดดี้ เมอร์ฟีย์ ในปี 1998 ที่ดัดแปลงเรื่องราวในหนังย้อนยุค กลายมาเป็นเหตุการณ์ในโลกยุคปัจจุบันแทน จากทุนสร้างประมาณ 70 ล้านเหรียญฯ หนังสามารถทำรายได้รวมจากทั่วโลกได้มากถึง 300 ล้าน กลายเป็นหนังประสบความสำเร็จสำหรับค่ายทเว็นตี้ เซ็นจูรี่ ฟ็อกซ์ จนมีการสร้างภาคต่อที่นำแสดงโดย เอ็ดดี้ เมอร์ฟีย์อีก 1 ภาคเพื่อเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ปี 2001 ก่อนที่จะต่อด้วยภาคต่ออีก 3 เรื่อง แต่เพราะไม่ได้มีนักแสดงเบอร์ใหญ่ๆ ร่วมจอ (รวมถึงไม่มี เอ็ดดี้ เมอร์ฟีย์ ร่วมแสดงด้วย) จึงกลายเป็นภาพยนตร์ที่ลงแผ่นเลย แต่ก็ยังสามารถทำกำไรให้กับทางค่ายอีกอยู่ดี
 
 
เส้นทางการสร้าง Dolittle ฉบับล่าสุด
 


หลังจากค่ายทเว็นตี้ เซ็นจูรี่ ฟ็อกซ์ หมดสัญญาในการสร้างหนังจากหนังสือ Doctor Dolittle ก็มีหลายสตูดิโอยักษ์ใหญ่่ให้ความสนใจ และแข่งกันประมูลสิทธิ์ในการสร้างเป็นหนัง และผลปรากฏว่า ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ คือค่ายที่ได้สิทธิ์มาครองและประกาศสร้างหนังเวอร์ชั่นใหม่ในปี 2017 โดยใช้ชื่อว่า 'The Voyage of Doctor Dolittle' และมีนักแสดงที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดแห่งยุคอย่าง โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ จาก The Avengers มารับบทนำ
 


ต่อมาในปี 2018 ข่าวที่สร้างความฮือฮาไม่แพ้กันของหนังเรื่องนี้ คือการที่ยูนิเวอร์แซล ประกาศรายชื่อนักแสดงคนดัง ที่จะมาพากย์เสียงเป็นเหล่าบรรดาสัตว์ในเรื่อง ซึ่งถือว่าเป็นกองทัพนักแสดงระดับเทพ ประกอบด้วย เอ็มม่า ธอมป์สัน (จาก Harry Potter), รามี่ มาเล็ก (พระเอกเจ้าของออสการ์จาก Bohemian Rhapsody), ทอม ฮอลแลนด์ (พระเอก Spider-Man คนล่าสุด), จอห์น ซีน่า (นักแสดงนักมวยปล้ำชื่อดัง), คูมาล นานไจนิ (นักแสดงตลกจาก The Big Sick), มาริยง โกติยาร์ด (นางเอกจาก Inception), อ็อคเทเวีย สเปนเซอร์ (นักแสดงเจ้าของออสการ์จาก The Help), เรล์ฟ ไฟนน์ (จาก Harry Potter) และนักร้องสาวชื่อดัง อย่าง เซเลน่า โกเมซ ก็มาร่วมพากย์ด้วย แถมหนังยังได้ แอนโตนิโอ แบนเดอราส พระเอกจาก The Mask of Zorro มาร่วมแสดงในบทบาทสำคัญอีกด้วย ขึ้นแท่นภาพยนตร์โปรแกรมใหญ่ที่คอหนังจับตามองโดยทันที เพราะน้อยครั้งนัก ที่จะมีหนังที่ได้ดาราแถวหน้ามาร่วมพากย์เสียง ในปริมาณที่มากมายมหาศาลขนาดนี้

 
เดิมทีแล้ว คอหนังจะได้ดู Dolittle กันตั้งแต่ เดือนพฤษภาคม 2019 แต่เนื่องด้วยโปรแกรมฉายเดิมนั้น ชนกับ Star Wars : The Rise of Skywalker (ซึ่งภายหลังย้ายไป ธันวาคม 2019) ทำให้ทางค่ายตัดสินใจเลื่อนมาไวขึ้นเป็น เมษายน 2019 แต่ในที่สุดก็ถูกเลื่อนอีกครั้งเป็นมกราคม 2020 ด้วยสาเหตุทั้งในแง่ของตัวหนังเอง คือ ทางยูนิเวอร์แซล ตัดสินใจเปิดกล้องถ่ายทำซ่อม เพื่อให้หนังสมบูรณ์มากที่สุด และเหตุผลเรื่องคิวฉาย เพราะห่างกับ Avengers : Endgame ผลงานอีกเรื่องของ โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ เพียงแค่ 3 สัปดาห์เท่านั้น ทำให้ตารางคิวโปรโมตหนังของนักแสดงคนดังอาจจะตีกัน และไม่เพียงพอสำหรับทั้ง 2 เรื่อง จึงตัดสินใจเลื่อนมาเข้าฉายในสุดสัปดาห์นี้ ในฐานะหนังฟอร์มใหญ่เรื่องแรกของปี 2020
 


สำหรับ Dolittle ในฉบับนี้ ถูกเปลี่ยนชื่อจาก 'The Voyage of Doctor Dolittle' เหลือเพียง 'Dolittle' แบบสั้นๆง่ายๆก่อนจะออกฉาย โดยหนังเลือกกลับไปเล่าเรื่องราวที่คล้ายคลึงกับต้นฉบับอีกครั้ง ในรูปแบบของหนังย้อนยุค แทนที่จะเล่าในยุคปัจจุบันแบบฉบับของเอ็ดดี้ เมอร์ฟีย์ โดยหนังเปิดเรื่องราวในช่วงยุควิคตอเรียนของอังกฤษ ซึ่งครั้งหนึ่งด็อกเตอร์ดูลิตเติ้ล เคยเป็นสัตว์แพทย์จิตใจดี ที่มีน้ำใจต้อนรับสัตว์และผู้คนจากสารทิศเพื่อช่วยเหลือและรักษาพวกเขา แต่หลังจากที่เขาต้องสูญเสียภรรยาไป ทำให้ด็อกเตอร์ดูลิตเติ้ลตกอยู่ในภาวะเศร้าหมอง เขาปิดตัวเอง ปิดบ้าน ไม่เลือกที่จะรับรักษาคนไข้อีกต่อไป เป็นเวลานานถึง 7 ปีที่เขาอาศัยอยู่อย่างเงียบๆกับบรรดาสัตว์และไม่ติดต่อกับมนุษย์จากโลกภายนอก จนกระทั่งมีวันหนึ่ง มีเด็กหนุ่มจิตใจงามที่ทำกระรอกบาดเจ็บ เขาจึงนำกระรอกตัวนี้ไปให้ด็อกเตอร์ดูลิตเติ้ลรักษา และนั่นคือครั้งแรกที่เขาเริ่มเปิดใจให้กับคนจากภายนอก
 

หลังจากนั้นเรื่องราวของ Dolittle ในฉบับใหม่นี้ก็เริ่มต้นขึ้น เมื่อควีนวิคตอเรียประชวรหนัก เลดี้โรส หลานสาวของราชินี จึงเดินทางมายังบ้านของดูลิตเติ้ลเพื่อขอร้องให้เขาช่วยรักษาอาการป่วยของราชินี และที่พระราชวังบัคกิ้งแฮม ด็อกเตอร์ดูลิตเติ้ลก็ค้นพบว่า วิธีเดียวที่จะรักษาชีวิตของราชินีไว้ได้ คือการเดินทางไปยังเกาะลึกลับแห่งหนึ่ง เพื่อตามหาพืชในตำนาน ที่เป็นยารักษาโรคชั้นเยี่ยม แต่การที่จะเดินทางไปยังเกาะดังกล่าวนั้น ต้องอาศัยไดอารี่ของภรรยาดูลิตเติ้ลที่เสียชีวิตไปแล้ว ทำให้การออกเดินทางในครั้งนี้ นอกจากดูลิตเติ้ลจะต้องก้าวเดินไปข้างหน้าเพื่อช่วยชีวิตบุคคลสำคัญ เขายังต้องมองย้อนกลับไปยังอดีตที่เขาเจ็บปวดอีกด้วย


 
 
ความรู้สึกหลังชม Dolittle เวอร์ชั่น 2020
 


สำหรับคอหนังเด็กและคอหนังผจญภัยน่าจะถูกใจ Dolittle ในฉบับนี้ เพราะมีความแตกต่างและฉีกไปจากหนัง Dolittle เวอร์ชั่นก่อนค่อนข้างมาก หนังเดินเรื่องในฐานะของ Adventure อย่างเต็มตัว ทำให้มีกลิ่นอายแบบ Indiana Jones และ Pirates of the Caribbean อย่างชัดเจน เพียงแต่ Dolittle มีความเป็นหนังเด็กมากกว่าทั้งสองเรื่องที่เอ่ยมาก ถ้าเทียบกับ Doctor Dolittle ในเวอร์ชั่นของเอ็ดดี้ เมอร์ฟีย์ ฉบับดังกล่าว เดินหน้าแบบหนังตลกเพียงอย่างเดียว แต่เรื่องนี้ เป็นทั้งหนังแอ็กชั่น ตลก และผจญภัยผสมผสานกัน และด้วยทุนสร้างที่ร่ำลือกันว่าสูงถึง 175 ล้านเหรียญฯ ทำให้เราจะได้เห็นงานโปรดักชั่นและคอมพิวเตอร์กราฟฟิคที่ค่อนข้างดูอลังการในหลายๆฉาก
 


สิ่งที่ชื่นชอบที่สุดในหนัง Dolittle ฉบับนี้ กลับกลายเป็นเหล่าบรรดาสัตว์ที่แวดล้อมตัวละครด็อกเตอร์ดูลิตเติ้ล ที่แต่ละตัวนั้น ล้วนมีบุคลิกที่โดดเด่น และมีเสน่ห์ในแบบของตัวเองแทบทั้งสิ้น จนแทบจะขโมยซีนพระเอกไปเสียหมด อาทิ กอริลล่า ที่พากย์เสียงโดย รามี่ มาเล็ค ซึ่งปกติ กอริลล่า มักจะน่าเกรงขาม แต่ในฉบับนี้กลับกลายเป็นกอริลล่าขี้หวาดกลัว เจออะไรแปลกๆก็มักจะเกิดความไม่มั่นใจและกลัวไปเสียหมด ขัดกับบุคลิกปกติของสัตว์ประเภทนี้ เรียกเสียงฮาได้อย่างดี หรือ หมีขั้วโลก ที่พากย์เสียงโดย จอห์น ซีน่า ก็มีฉากชวนฮามากมาย กลายเป็นตัวละครแวดล้อมเหล่านี้ที่สร้างสีสันได้อย่างดีตลอดทั้งเรื่อง ในขณะที่บทดูลิตเติ้ล ในฉบับของ โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ นั้น ดูจะแยกไม่ออกจากคาแร็คเตอร์ในบทอื่นๆที่เขารับเล่นในช่วงหลัง อาทิ โทนี่ สตาร์ก หรือ เชอร์ล็อค โฮล์ม มีความใกล้เคียงกันของบุคลิก อาทิ เป็นคนที่ดูลอกแลก สำหรับคนที่ชื่นชอบเขาในบทบาทแบบนี้ ก็น่าจะรักกันต่อในหนังเรื่องนี้ แต่ในอีกมุมหนึ่งก็มองได้ว่าน่าเสียดาย ที่บทบาทใหม่ๆของเขา จะไม่ได้มีความแตกต่างจากหนังเรื่องก่อนๆเลย สำหรับคอหนังจำนวนไม่น้อย คงหวังให้ โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ รับงานที่ท้าทายกับฝีมือการแสดงของเขามากกว่านี้
 


โดยรวมนั้น หนังดำเนินเรื่องได้สนุกในระดับหนึ่ง เชื่อว่าสำหรับเด็กระดับประถมลงไป น่าจะเพลิดเพลินกับหนังอย่างแน่นอน เพราะมีตัวละครและสีสันค่อนข้างมาก แต่สำหรับผู้ใหญ่ อาจจะสนุกกับมุกบางมุก ที่ไม่ได้เอาใจแค่น้องๆเท่านั้น แต่สำหรับการเดินเรื่องในภาพรวม หนังยังมีปัญหาเรื่องการตัดต่อในบางช่วง จังหวะของหนังโดยเฉพาะในครึ่งแรกมีความประหลาดหลายจุด เหมือนยังไม่ลงตัวมากเท่าไหร่นัก และน่าเสียดายที่หนังยังหยิบเอาสิ่งต่างๆในพล็อตมาใช้ไม่คุ้มพอ ซึ่งผู้เขียนมองว่า หนังสามารถใส่มุกได้แพรวพราวมากกว่านี้ ยังมีหลายฉากในหนังที่ค่อนข้างแบบราบ และเรียกเสียงหัวเราะได้ไม่มากนัก
 


อย่างไรก็ตาม Dolittle ถือว่าเป็นหนังที่ดูง่ายย่อยง่าย เหมาะสำหรับสมาชิกทุกวัยในครอบครัวที่จะเดินเข้าไปเสพความบันเทิงในโรงภาพยนตร์ ด้วยความชื่นชอบของวัยรุ่นที่มีต่อ โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ และบรรดาตัวละครสัตว์มากหน้าหลายตา น่าจะทำให้ทุกเพศทุกวัย สามารถเอ็นจอยกับหนังได้ในระดับพอสมควร แม้ว่าหนังอาจจะไม่ได้สมบูรณ์นักในมุมมองของนักวิจารณ์ แต่ในแง่ของความบันเทิง หนังก็ทำได้ในระดับที่ค่อนข้างน่าพอใจ
 
 
เกร็ดน่าสนใจเกี่ยวกับ Dolittle
 
  • บทบาทด็อกเตอร์ ดูลิตเติ้ล ในหนังเรื่องนี้ ถือว่าเป็นการรับงานนอกเหนือจากบท โทนี่ สตาร์ก ครั้งแรกในรอบ 5 ปีของพระเอก โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ นับตั้งแต่หนังเรื่อง The Judge ในปี 2014 โดยระหว่างปี 2015-2019 นั้น นักแสดงคนดังรายนี้ รับเล่นแต่หนังในจักรวาลมาร์เวลเท่านั้น
 
  • ทีมนักแสดงของหนังเรื่องนี้ ประกอบไปด้วยนักแสดงที่เคยชนะรางวัลออสการ์มาแล้ว ถึง 5 คน ประกอบด้วย รามี่ มาเล็ค, อ็อคเทเวีย สเปนเซอร์, จิม บรอดเบ็นซ์, เอ็มม่่า ธอมป์สัน และมาริยง โกติยาร์ด นอกจากนี้ ยังประกอบด้วยนักแสดงที่เคยเข้าชิงออสการ์ (แต่ยังไม่เคยชนะรางวัล) อีก 4 ท่านประกอบด้วย โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์, เรล์ฟ ไฟนน์, คูมาล นานไจนิ และล่าสุดคือ แอนโตนิโอ แบนเดอราส ที่เพิ่งจะเข้าชิงออสการ์ในปีนี้ จาก Pain and Glory
 
  • ภาพยนตร์เรื่องนี้ ถือว่าเป็นการร่วมงานกันเป็นครั้งที่ 5 แล้วของ โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ และทอม ฮอลแลนด์ หลังจาก Captain America : Civil War, Spider-Man : Homecoming, Avengers : Infinity War และ Avengers : Endgame โดยเป็นการร่วมงานกันครั้งแรกนอกจักรวาลมาร์เวล


ติดตามคอลัมน์ SO WATCH และ ฟังวิทยุออนไลน์ Chill Online เพลงเพราะทำงานเพลิน ได้ที่ 
www.chillfm.fm และที่
Application : Atimeonline โหลดฟรีที่ App Store และ Play Store
Facebook : Chill FM
Instagram : chillfmfanpage
Twitter : chillfmfanpage
 

******************************************
 
SO WATCH

BY GOSSIPGUN


บันเทิง