SO WATCH BY GOSSIPGUN |

SO WATCH BY GOSSIPGUN

 
 
Bad Boys For Life คู่หูขวางนรกภาคใหม่ ในโอกาสครบรอบ 25 ปี
 
HIGHLIGHTS
 
  • นับตั้งแต่หนัง Bad Boys ภาคแรกซึ่งออกฉายในปี 1995 การเข้าฉายของหนังภาคใหม่อย่าง Bad Boys For Life ถือว่าครบรอบ 25 ปีโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งเมื่อย้อนกลับไป หนังภาคแรกถือเป็นหนังจอใหญ่เรื่องแรกของทั้งพระเอก วิล สมิธ และผู้กำกับ ไมเคิล เบย์ ซึ่งหลังจากนั้น ทั้งคู่คือนักแสดงและผู้กำกับแถวหน้าของวงการ
 
  • เส้นทางการขึ้นจอของ Bad Boys For Life ถือว่าโหดใช่เล่น เพราะใช้เวลานานถึง 17 ปีนับจากที่ภาคก่อนหน้านี้เข้าฉาย ถึงจะได้ขึ้นจอใหญ่ มีการเปลี่ยนตัวผู้กำกับ และเลื่อนวันฉายถึงหลายต่อหลายครั้ง แต่ในที่สุด หนังก็สามารถทำเงินได้อย่างน่าพึงพอใจ ด้วยรายได้เปิดตัว 4 วันแรกในอเมริกาฯ สูงถึง 70 ล้านเหรียญฯ
 
  • สำหรับหนังภาคใหม่นี้ รับประกันความฟินของแฟนๆจากสองภาคแรกอย่างแน่นอน เพราะมาในสไตล์หนังตำรวจคู่หูยุค 90 แบบที่แฟนๆชื่นชอบ มาพร้อมกับฉากแอ็กชั่นที่วินาศสันตะโร แม้ว่าผู้กำกับ ไมเคิล เบย์ จะไม่ได้กำกับเองก็ตาม แต่ก็ยังมีกลิ่นอายแบบของเขาใส่อยู่ในหนังภาคนี้พอสมควร


**************************************

 
ย้อนรอยความสำเร็จ 25 ปีของ Bad Boys
 
ในโอกาสที่ภาพยนตร์แอ็กชั่นเบาสมอง Bad Boys For Life กำลังจะเข้าฉายในประเทศไทยสุดสัปดาห์นี้ คอลัมน์ So Watch จึงถือโอกาสพาผู้อ่านย้อนรอยกลับไปดูความสำเร็จของหนังแฟรนไชส์ชุดนี้ ที่เผลอแป้ปเดียวก็มีอายุครบ 25 ปีแล้วในปีนี้ เนื่องจากภาพยนตร์ Bad Boys ภาคแรกเข้าฉายในปี 1995 และสามารถทำกำไรจากต้นทุนได้มากเกือบ 10 เท่า จนกระทั่งมีภาคต่อตามออกมาอีก 2 ภาค
 
ย้อนกลับไปในปี 1994 หนังเรื่อง Bad Boys (ซึ่งในบทภาพยนตร์ร่างแรก ใช้ชื่อหนังว่า Bulletproof Heart) ถือว่าเป็นโปรเจ็คใหม่ของ ดอน ซิมป์สัน และเจอร์รี่ บรั๊คไฮเมอร์ คู่หูโปรดิวเซอร์มือทองของฮอลลีวู้ด ที่อำนวยการสร้างหนังแอ็กชั่นฟอร์มมโหฬารมากมาย นับตั้งแต่ยุค 80 ไล่ตั้งแต่ความสำเร็จของ Beverly Hills Cop, Top Gun, Days of Thunder ซึ่งเดิมที ในช่วงแรกของการเขียนบท ผู้สร้างวางตัวให้สองนักแสดงตลกผิวขาวอย่าง ดาน่า คาร์วีย์ และจอน เลอวิตซ์ รับบทนำ (ซึ่งปัจจุบันหายเงียบไปจากวงการแล้ว) จนกระทั่งเปลี่ยนเป็นคู่หูนักแสดงตลกผิวสีอย่าง เอ็ดดี้ เมอร์ฟีย์ และเวสลี่ย์ สไนป์ แต่ด้วยต้นทุนที่ค่อนข้างจำกัด ทำให้ผู้อำนวยการสร้างต้องมองหานักแสดงที่ค่าตัวยังไม่สูงนัก จนกระทั่งพวกเขาได้พบกับซิทคอมสองเรื่องอย่าง Martin และ The Fresh Price of Bel Air ทำให้เกิดการชักชวนนักแสดงนำจากทั้งสองเรื่องอย่าง มาร์ติน ลอว์เรนซ์ และวิล สมิธ มารับบทนำในหนังเรื่องนี้ กลายเป็นโปรเจ็คที่แจ้งเกิดทั้งคู่ในฐานะนักแสดงหนังใหญ่อย่างเต็มตัว
 


นอกจากนั้น โปรเจ็คนี้ซึ่งเป็นหนังใหญ่เรื่องแรกของพระเอกแถวหน้าของฮอลลีวู้ดในยุคนี้อย่าง วิล สมิธ แล้ว ยังถือว่าเป็นการกำกับหนังใหญ่เรื่องแรกของผู้กำกับ ไมเคิล เบย์ อีกด้วย ซึ่งต่อมาได้รับการยกย่องให้เป็นสุดยอดผู้กำกับหนังแอ็กชั่นที่มีสไตล์เฉพาะทางชัดเจนที่สุด จากผลงานต่อๆมาทั้ง The Rock, Armageddon, Pearl Harbor, The Island, Transformers และล่าสุดคือ 6 Underground ซึ่งในผลงานชิ้นแรกนี้ ไมเคิล เบย์ ได้โชว์วิสัยทัศน์ในการทำหนังแอ็กชั่นแบบเต็มสูบ ทำให้ฉากบู๊ออกมาสะใจตามสไตล์ของเขา แต่เนื่องด้วยเบย์ยังไม่พอใจในบทภาพยนตร์มากนัก เขาจึงแอบให้ท้ายสองนักแสดงนำในการนอกบทเต็มที่ในช่วงระหว่างการถ่ายทำ สามารถหยอดมุกต่างๆได้ จนกระทั่งเคมีระหว่างสองนักแสดงออกมาลงตัวอย่างที่ปรากฏบนจอ
 
จากความสำเร็จของ Bad Boys ภาคแรกที่กวาดรายได้จากทั่วโลกไปมากถึง 150 ล้านเหรียญ จากทุนสร้างเพียง 19 ล้านเหรียญฯ ทำให้โซนี่เตรียมสร้าง Bad Boys II อยู่นานหลายต่อหลายปี เพราะความคิวทองของทั้งผู้กำกับและนักแสดงนำ หลังจาก Bad Boys ภาคแรกผลงานชิ้นต่อมาของ วิล สมิธ อย่าง Independence Day และ Men In Black ส่งให้เขากลายเป็นนักแสดงที่ทุกสตูดิโอต้องการตัวมากที่สุด จนกระทั่งโปรเจ็คภาคต่อเกิดขึ้นจริงในปี 2003 หรือนานถึงเกือบ 8 ปีหลังจากภาคแรก ด้วยทุนสร้างสูงถึง 130 ล้านเหรียญฯ หรือเพิ่มมากกว่าเดิมถึง 10 เท่า การันตีความวินาศสันตะโรของหนังภาคต่อ เพื่อให้ผู้กำกับ ไมเคิล เบย์ นั้น สามารถเนรมิตฉากบู๊ให้ออกมาถึงใจมากที่สุด และถึงแม้ว่าหนังภาคนี้ จะถูกนักวิจารณ์สับแหลก แต่ก็ยังโดนใจแฟนๆ จนกระทั่งกวาดรายได้ทั่วโลกไปมากถึง 300 ล้านเหรียญฯ และมีฉากแอ็กชั่นที่เป็นที่จดจำหลายซีนเลยทีเดียว
 
 
เส้นทาง 17 ปีกว่าจะเป็น Bad Boys ภาคใหม่
 
โปรเจ็ค Bad Boys III เป็นที่พูดถึงครั้งแรกในปี 2008 โดยผู้กำกับ ไมเคิล เบย์ ที่เขาเผยถึงความสนใจว่าอยากจะกลับมาทำโปรเจ็คที่เขารักนี้อีกครั้ง แต่ปัญหาหลัก คงจะเป็นเรื่องของงบประมาณที่สูงเกินความที่สตูดิโอจะรับได้อย่างแน่นอน เพราะตัวเขาเองก็ถือว่าเป็นผู้กำกับที่ค่าตัวแพงระดับต้นๆ เช่นเดียวกับพระเอก วิล สมิธ ที่ค่าตัวระดับแถวหน้าของวงการ และคิวทองเป็นที่สุด ทำให้โปรเจ็คภาคใหม่ของ Bad Boys ยังไม่สามารถจะเกิดขึ้นจริงได้ในตอนนั้น


 
ในที่สุดโปรเจ็ค Bad Boys III ก็เดินหน้าอย่างเป็นทางการในปี 2014 เมื่อโปรดิวเซอร์หลักของหนังอย่าง เจอร์รี่ บรั๊คไฮเมอร์ ประกาศเดินหน้าสร้างและจ้างคนมาเขียนสคริปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยหนึ่งในสองนักแสดงนำอย่าง มาร์ติน ลอว์เรนซ์ ได้ออกมาเผยข่าวดีนี้กับแฟนๆว่า บทได้ถูกเขียนแล้ว และได้มีการคัดเลือกนักแสดงบางส่วนเป็นที่เรียบร้อย จนกระทั่งมีการประกาศว่า ภาคใหม่นี้จะได้ โจ คาร์นาฮาน ผู้กำกับหนังแอ็กชั่นสายเดือดจาก Smokin' Aces, The A-Team และ The Grey มาร่วมทีมพัฒนาบทและจะทำหน้าที่กำกับหนังด้วย และทางโซนี่ ได้วางคิวฉายหนังได้เรียบร้อยในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ปี 2017
 
แต่เมื่อเวลาผ่านพ้นไป คิวการถ่ายทำยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง ทำให้หนัง Bad Boys  III ซึ่งจะใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า Bad Boys For Life ถูกเลื่อนฉายหลายต่อหลายครั้ง เช่นเดียวกับผู้กำกับ โจ คาร์นาฮาน ที่คิวไม่ว่างอีกต่อไปแล้ว ทำให้ชื่อของเขาเหลือเพียงหน้าที่การร่วมเขียนบทภาพยนตร์เท่านั้น และเจอร์รี่ บรั๊คไฮเมอร์ ได้ดึงตัวผู้กำกับคู่หูจากประเทศเบลเยี่ยม อย่าง อาดีล เอล อาร์บี และบีลัล ฟาร์ลา มาทำหน้าที่กำกับแทน จนกระทั่งหนังสามารถเปิดกล้องเริ่มถ่ายทำได้จริง เมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2018 (สาเหตุการเลื่อนหลายต่อหลายครั้ง คาดเดาว่าจะมาจากคิวอันยุ่งเหยิงของ วิล สมิธ ที่ตลอดปีที่ผ่านมา มีโปรเจ็คหนังมากมาย ทั้ง Aladdin, Gemini Man และ Spies In Disguise)
 
 
Bad Boys ภาคใหม่ในวัยใกล้เกษียณ
 
หลังจากใช้เวลาในการพัฒนาโปรเจ็คอย่างยาวนาน ในที่สุด Bad Boys For Life ก็สำเร็จลุล่วงและออกฉายในอเมริกาเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กลายเป็นข่าวน่ายินดีสำหรับค่ายหนังโซนี่ พิคเจอร์ เพราะหนังสามารถทะยานขึ้นสู่อันดับ 1 ได้สำเร็จด้วยการกวาดรายได้ 4 วันแรกสูงถึง 70 ล้านเหรียญฯ เป็นการกวาดรายได้ที่มากกว่าที่ทางสตูดิโอและนักวิเคราะห์คาดการณ์เอาไว้ แสดงให้เห็นถึงพลังของแฟนๆ Bad Boys ที่ยังคงเหนียวแน่น และพลังดาราของ วิล สมิธ ที่เมื่อกลับมาแสดงในหนังแอ็กชั่นเบาสมอง แฟนๆก็พร้อมจะให้การต้อนรับ (ต่างจาก Gemini Man ซึ่งคว่่ำสนิท เพราะพล็อตที่ซีเรียสและเชยเสียเหลือเกิน)
 


สำหรับหนังในภาคนี้ เล่าถึงตำรวจคู่หู มาร์คัส (รับบทโดย มาร์ติน ลอว์เรนซ์) และไมค์ (รับบทโดย วิล สมิธ) ที่ไล่ล่าตามจับผู้ร้ายมาอย่างยาวนานถึง 25 ปี ในที่สุดมาร์คัส ก็เดินทางมาถึงวันที่เขากำลังจะกลายเป็นคุณตา เมื่อลูกสาวได้ให้กำเนิดหลานชายให้กับเขา มาร์คัสจึงมองว่า ควรจะถึงเวลาที่เขาจะวางปืน และเกษียณอายุได้แล้ว เขาอยากใช้เวลาที่เหลือกับหลานชาย เพื่อให้บั้นปลายชีวิตได้สงบสุขมากที่สุด แต่ในทางตรงกันข้าม ไมค์ ซึ่งเป็นโสดและใช้ชีวิตอย่างโลดโผนกลับมองว่ายังไม่ถึงเวลา กลายเป็นความขัดแย้งที่ไม่ลงรอยกันของทั้งคู่ ในขณะเดียวกัน ไมค์ก็กำลังตกเป็นเป้านิ่ง ของแก๊งค้ายารายใหญ่ของเม็กซิโก ที่ไมค์เคยจับหัวหน้าแก๊งเข้าตะราง ทำให้ทายาทของแก๊งค้ายาวางแผนจะลอบสังหารทุกคนที่เกี่ยวข้อง โดยไมค์เป็นบุคคลสุดท้ายที่จะโดนเก็บ เมื่อคู่หูคนสนิทกำลังตกอยู่ในอันตราย มารคัสจึงได้ตกลงว่า นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายของคู่หูขวางนรก ที่จะลุยทำลายแก๊งค้ายาให้สิ้นซาก จนกระทั่ง Bad Boys กลายเป็นตำนานของกรมตำรวจไมอามี่
 


คอหนังคนไหนที่เป็นแฟนหนังแอ็กชั่นสไตล์ยุค 90 หรือหนังประเภท Cop Buddy การกลับมาครั้งนี้ของหนังชุด Bad Boys น่าจะสร้างความฟินได้อย่างมาก เพราะในยุคปัจจุบันหนังแนวนี้น่าจะไม่ค่อยมีการสร้างออกมาเท่าไหร่นัก สำหรับหนังแอ็กชั่นเองก็จะเป็นแนวซูเปอร์ฮีโร่ มีพลังเหนือธรรมชาติไปเลย ไม่ก็หนังสายลับที่เน้นอาวุธและเทคโนโลยีที่ทันสมัย สำหรับหนังตำรวจบ้านๆ ที่เน้นลุยบู๊ตามประสาแบบ Bad Boys แทบจะไม่มีการสร้างอีกต่อไปแล้ว เมื่อมีภาคใหม่ออกฉาย ก็สามารถคลายความคิดถึงของแฟนๆไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผลลัพธ์ของหนังค่อนข้างเป็นที่น่าพอใจ สำหรับคะแนนเฉลี่ยนักวิจารณ์จากเว็บไซต์ Rotten Tomatoes ภาคนี้เป็นที่ชื่นชอบมากถึง 76% ซึ่งถือว่าสูงที่สุดแล้วในบรรดาทั้งสามภาค

โดยรวมหนังภาคนี้ถือว่าสนุกเป็นที่น่าพอใจ ในแง่ของฉากแอ็กชั่นก็ทำได้ตื่นเต้นและชวนตื่นตาพอสมควร แม้ว่าอาจจะไม่เว่อร์เท่าภาคก่อน เนื่องจากใช้ทุนสร้างลดลง จาก 130 ล้านเหรียญในภาคสอง เหลือเพียง 90 ล้านเหรียญฯในภาคนี้ แต่ยังคงความวินาศสันตะโรอยู่ และชวนตื่นเต้นอ้าปากค้างในหลายๆซีน ในแง่ของความตลก ภาคนี้ยังคงมุกตลก ทำเอาขำชุดใหญ่หลายมุก ด้วยเคมีที่เข้ากันอย่างมากของสองนักแสดงนำอย่าง วิล สมิธ และมาร์ติน ลอว์เรนซ์ ไม่ว่าจะรับส่งอะไรก็ดูจะเข้าขาและลงตัว นอกจากนั้นมุกประเภทอายุเยอะขึ้นแล้ว ยังคงทำงานได้ดีเสมอ กลายเป็นเสน่ห์ของหนัง Bad Boys ภาคนี้ ที่สองภาคแรกทำไม่ได้
 


สิ่งหนึ่งที่น่าจะทำให้นักวิจารณ์ชื่นชอบหนังภาคนี้มากยิ่งขึ้น คือการที่หนังใช้เวลาค่อนข้างมากในการปูเรื่องครึ่งแรก ค่อยๆใส่รายละเอียดเพื่อให้ปมหนังเข้มข้นขึ้นในครึ่งหลัง สำหรับคนดูสองภาคแรกอาจจะยังไม่ชิน เพราะไมเคิล เบย์มักจะลุยหนักตั้งแต่แรกเลย แต่สำหรับภาคนี้ มีช่วงให้พักหายใจ พักเล่าเรื่องนานกว่าภาคอื่น แต่ก็ทำให้เรื่องราวหนักแน่นขึ้น ซึ่งจุดนี้มองได้ว่าเป็นทั้งข้อดีและข้อเสียแล้วแต่มุมมอง แต่ด้วยคาแร็คเตอร์ของตัวละครที่อายุมากขึ้น การให้เวลากับการเล่าพัฒนาการของตัวละครก็ดูจะสำคัญ จะให้ลุยแบบไม่หยุดแบบเดียวกับสมัยก่อน คงจะไม่เหมาะสมนัก
 


อย่างไรก็ตาม แม้ว่าภาคนี้ผู้กำกับจะไม่ใช่ ไมเคิล เบย์ แต่ดูเหมือนว่าผู้กำกับคู่ใหม่ประจำภาคนี้ จะหยิบยืมเอาสไตล์ของเขา มาใส่เยอะพอสมควร เพื่อไม่ให้แฟนๆรู้สึกถึงความแตกต่างระหว่างภาคนี้กับสองภาคแรกมากนัก นอกจากความวินาศสันตะโรของแต่ละซีนแล้ว การเคลื่อนกล้องก็เป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของหนังไมเคิล เบย์ เราจะได้เห็นสองตัวละครหลักยืนเท่ห์อยู่บนถนน แล้วกล้องก็ค่อยๆเคลื่อนไปรอบๆด้วยมุมเสยขึ้น ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของหนังไมเคิล เบย์ ไปแล้ว รวมถึงฉากเครื่องบินเคลื่อนผ่านป้ายชื่อเมืองไมอามี่ ก็กลายเป็นซีนจำเช่นกันของหนังชุดนี้ ซึ่งภาคนี้ก็ยังคงมี นอกจากนี้ยังมีเซอร์ไพรส์บางอย่างอีกด้วยสำหรับแฟนของ ผู้กำกับท่านนี้ ซึ่งไม่สามารถเปิดเผยตรงนี้ได้ เพราะจะเป็นการสปอยล์หนัง

 
สำหรับคำถามที่หลายคนสงสัยว่า ถ้าไม่เคยดู Bad Boys สองภาคแรกมาก่อน จะมาดูภาคใหม่นี้รู้เรื่องหรือไม่ คำตอบคือ สามารถดูได้อย่างแน่นอน เพราะหนังออกฉายห่างจากภาคก่อนนานถึง 17 ปี นั่นหมายความว่าผู้สร้างตั้งใจสร้างมาเพื่อผู้ชมทั้งสองแบบอยู่แล้ว กลุ่มแฟนจากภาคก่อนๆก็มาดูได้ จะได้ระลึกถึงความหลังสมัยก่อน ในขณะเดียวกันคอหนังรุ่นใหม่ก็สามารถเพลิดเพลินกับหนังและตัวละครได้อย่างรวดเร็ว ไม่จำเป็นต้องย้อนดูสองภาคแรกมาก่อนแต่อย่างใด
 
 
เกร็ดน่าสนใจเกี่ยวกับ Bad Boys For Life
 
  • ย้อนกลับไปสมัยปี 1994 ก่อนที่จะถ่ายทำ Bad Boys ภาคแรก ทางโปรดิวเซอร์ได้วางแผนจะถ่ายหนังในเมืองนิวยอร์ก ก่อนที่จะเปลี่ยนใจเป็นไมอามี่ในที่สุด ทำให้นักสืบมาร์คัสและไมค์ กลายเป็นตำรวจของไมอามี่ มาอย่างยาวนานถึง 25 ปี จนกระทั่งถึงภาคล่าสุด หนังก็ยังมีไมอามี่ เป็นโลเคชั่นหลักและกลายเป็นเอกลักษณ์ของหนังชุดนี้ไปเสียแล้ว
 
  • สำหรับคอเพลงแนวฮิปฮอป เพลงประกอบหนังภาคนี้ได้โปรดิวเซอร์มือทองอย่าง DJ Khaled มาทำหน้าที่ทำเพลงประกอบให้ ซึ่งรวมศิลปินไว้มากมายทั้ง The Black Eyed Peas, J Balvin, Rick Ross, Rich The Kid รวมถึงลูกชายของพระเอก Will Smith อย่าง Jaden Smith ก็มาร่วมทำเพลงในภาคนี้ด้วย นอกจากนั้น DJ Khaled ยังร่วมแสดงในฉากๆหนึ่งของหนังภาคนี้อีกด้วย
 
  • นอกจากปีนี้จะครบรอบ 25 ปีของหนังภาคแรกแล้ว หนังเรื่องอื่นๆที่ครบรอบ 25 ปีและมีภาคต่อเข้าฉายในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ยังมี Jumanji ที่หนังภาคแรกเข้าฉายในปี 1995 และเพิ่งมีภาคใหม่ซึ่งนำแสดงโดย ดเวย์น จอห์นสัน เข้าฉายช่วงคริสต์มาสที่ผ่านมา รวมไปถึง Toy Story ภาคแรกก็ครบ 25 ปีในปีนี้ ก็เพิ่งมีภาคใหม่ เข้าฉายไปเมื่อซัมเมอร์ที่แล้ว


ติดตามคอลัมน์ SO WATCH และ ฟังวิทยุออนไลน์ Chill Online เพลงเพราะทำงานเพลิน ได้ที่ 
www.chillfm.fm และที่
Application : Atimeonline โหลดฟรีที่ App Store และ Play Store
Facebook : Chill FM
Instagram : chillfmfanpage
Twitter : chillfmfanpage
 

******************************************
 
SO WATCH

BY GOSSIPGUN


บันเทิง