SO WATCH BY GOSSIPGUN |

SO WATCH BY GOSSIPGUN

ทำความรู้จักกับ Onward แอนิเมชันใหม่แกะกล่องจากค่ายพิกซาร์

 

HIGHLIGHTS

 

  • สำหรับ Onward นี่คือผลงานชิ้นแรกของค่ายพิกซาร์ในรอบหลายปี ที่เป็นหนังต้นฉบับ ไม่ใช่ภาคต่อของหนังเรื่องใด หลังจากพิกซาร์ปล่อยฉาย The Incredible 2 และ Toy Story 4 ในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ทำให้แฟนๆต่างตั้งตารอว่า หนังจะออกมาสดใหม่ และน่าสนใจ แบบเดียวกับที่พิกซาร์เคยทำได้หรือไม่

 

  • พล็อตของหนังที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของพี่น้องหลังจากคุณพ่อเสียชีวิตไปแล้ว ได้รับแรงบันดาลใจ มากจากชีวิตจริงของ แดน สแกนลอน ผู้กำกับของเรื่อง (ที่เคยทำ Monster University มาก่อน) ซึ่งเขาเองสูญเสียคุณพ่อตั้งแต่ยังเล็ก ทำให้จำความเกี่ยวกับพ่อไม่ได้ ซึ่งรายละเอียดในชีวิตเขา ถูกนำมาดัดแปลงเป็นเรื่องราวในหนังเรื่องนี้

 

  • Onward ถือว่าเป็นการกลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง ของสองนักแสดงสมาชิกจากจักรวาลมาร์เวล อย่าง ทอม ฮอลแลนด์ เจ้าของบทบาทปีเตอร์ ปาร์กเกอร์ (หรือสไปเดอร์แมน) และคริส แพร็ตต์ เจ้าของบทบาท สตาร์ลอร์ด จาก Guardians of the Galaxy ด้วยความสนิทสนมนอกจอ ทำให้ทั้งคู่เหมาะสมในการพากย์เสียงเป็นพี่น้องกัน

**************************************

 

ถ้าจะกล่าวถึงค่ายหนังแอนิเมชันที่เป็นขวัญใจคอหนังมากที่สุดทั่วโลก นาทีนี้คงหนีไม่พ้น พิกซาร์ แอนิเมชั่น ค่ายผลิตหนังแอนิเมชั่นในชายคาของดิสนีย์ ที่สร้างสรรค์หนังดี เข้าไปอยู่ในใจคนดูมายาวนานกว่า 25 ปี นับตั้งแต่ผลงานชิ้นแรกอย่าง Toy Story เมื่อปี 1995 ก่อนที่จะปล่อยผลงานออกมาอย่างต่อเนื่องทุกปี ซึ่งหนังแอนิเมชั่นที่สร้างชื่อให้กับค่ายนี้ มีมากมาย อาทิ Finding Nemo, Monster Inc, The Incredibles, Cars, Ratatouille, Wall-E, Up, Inside Out และ Coco เป็นต้น

 

ไม่เพียงแต่แอนิเมชั่นค่ายนี้จะสามารถกวาดเงินถล่มทลาย จนมีหนังภาคต่อตามออกมาอีกมากมาย หลายเรื่องยังได้รับการยกย่องเรื่องไอเดียที่สดใหม่ไม่ซ้ำใคร แถมบทภาพยนตร์ยังลึกซึ้งกินใจผู้ชม โดยหลังจากที่พิกซาร์เอง ปล่อยแอนิเมชั่นภาคต่อมาต่อเนื่องทั้ง The Cars 3, Incredible 2, Toy Story 4 จนทำให้แฟนๆของค่ายบ่นอุบ คิดถึงแอนิเมชั่นที่มาพร้อมกับออริจินัลไอเดียที่ห่างหายไปนานหลายปี เพื่อความสะใจ ปีนี้ทางพิกซาร์จึงจัดแอนิเมชั่นที่ไม่ใช่ภาคต่อ ปล่อยฉายทีเดียว 2 เรื่องภายในครึ่งปีแรกเลย เริ่มจาก Onward ที่จะเข้าฉายในสุดสัปดาห์ และ Soul ที่ดิสนีย์วางโปรแกรมไว้ช่วงกลางเดือนมิถุนายน ดังนั้นคอลัมน์ So Watch ในสัปดาห์นี้ จึงขอหยิบเอาเรื่องราวเกี่ยวกับ Onward มาเล่าให้ได้อ่านกัน ก่อนที่จะไปชมหนังเต็มๆในวันหยุดที่กำลังจะมาถึง

 

 

กว่าจะเป็น Onward แอนิเมชั่นใหม่จากค่ายพิกซาร์ 

 

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2017 พิกซาร์ประกาศสร้างหนังเรื่องนี้ในงาน D23 โดยอธิบายว่ามันคือ "Suburban Fantasy World” เล่าถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในย่านชานเมืองของโลกแฟนตาซี โดย แดน สแกนลอน ผู้กำกับที่เคยร่วมงานกับพิกซาร์จาก Monster University โดยหนังได้รับแรงบันดาลใจจากคุณพ่อของเขาที่เสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งจะเน้นไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพี่ชาย ซึ่งแดนตัดสินใจเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้น หลังจากเขาได้ฟังเสียงคุณพ่อของเขาจากคลิปที่อัดเอาไว้ จนนำเอาเรื่องราวทั้งหมด มาตั้งต้นเป็นพล็อตหนังเรื่อง Onward นี้ (ส่วนเหตุการณ์ในหนังจะได้ส่วนมาจากเรื่องจริงมากน้อยขนาดไหน ต้องติดตาม)

อันที่จริงแล้ว แดน สแกนลอน ใช้เวลานานถึง 6 ปีในการพัฒนาโปรเจ็คหนังเรื่องนี้ตั้งแต่แรก จนกระทั่งเสร็จสมบูรณ์ เขาใช้เวลาอยู่กับมันตั้งแต่เสร็จสิ้น Monster University ที่เข้าฉายไปในปี 2013 ซึ่งแดนเองเคยให้สัมภาษณ์ว่า โปรเจ็คนี้น่าจะมาพร้อมกับมุมมองที่น่าสนใจ เพราะดิสนีย์เคยทำหนังที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างพี่สาว-น้องสาวใน Frozen แต่สำหรับ Onward เป็นเรื่องราวของ พี่ชาย-น้องชาย ซึ่งโดยปกติมักจะไม่แสดงออกถึงความรู้สึกมากเท่าผู้หญิง ดังนั้น Onward จะมีมุมมองแบบนั้นแฝงอยู่





ทำความรู้จักตัวละคร และนักแสดงเจ้าของเสียงพากย์

 


ในเดือนธันวาคม ปี
2018 ทางพิกซาร์ได้มีการประกาศรายชื่อนักแสดงที่จะมาพากย์เสียงให้กับ Onward ซึ่งก็สร้างความฮือฮาอยู่ไม่น้อย เมื่อมีการเผยว่า พระเอกหนุ่มสองคนอย่าง ทอม ฮอลแลนด์ และคริส แพรตต์ จะมาทำหน้าที่ให้เสียงสองตัวละครนำ ที่กลายเป็นกระแสในทันทีก็เพราะทั้งคู่คือสมาชิกของจักรวาลมาร์เวลนั่นเอง ในบทบาทของ สไปเดอร์แมน จากหนัง Spider-Man : Homecoming และสตาร์ลอร์ด จาก Guardians of the Galaxy นอกจากนี้ยังมีการเผยว่าดิสนีย์ได้ให้ จูเลีย หลุยส์ ไดรฟัส นักแสดงตลกหญิงจากซีรีส์ Veep และ ออคเทเวีย สเปนเซอร์ นักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์จาก The Help มาร่วมพากย์เสียงด้วย กลายเป็นทีมนักพากย์ที่แข็งแรงมากๆ เมื่อเทียบกับผลงานของพิกซาร์หลายๆเรื่อง

 

สำหรับการทำงานในการให้เสียง Onward นั้น ตามปกติแล้วนักแสดงที่พากย์เสียงเป็นตัวละครต่างๆ จะให้เสียงแยกกัน ตามความสะดวกของคิว แต่สำหรับเรื่องนี้นั้น ผู้กำกับ แดน สแกนลอน เผยว่า เขาได้ให้ ทอม ฮอลแลนด์ และคริส แพรตต์ มาลงเสียงพร้อมๆกัน จากการที่เคยให้สัมภาษณ์สื่อบันเทิงจากต่างประเทศว่า "ทั้งคู่เคยทำงานด้วยกันมาแล้ว แถมยังออกไปเที่ยวด้วยกันอีกด้วย ดังนั้นมันคงเป็นไอเดียที่ดี ถ้าทั้งคู่คิวสะดวก และสามารถมาลงเสียงพร้อมกันได้" ซึ่งนั่นทำให้เคมีของ ทอมและคริส จากนอกจอ ถูกนำมาใส่ในจอผ่านน้ำเสียงที่สนิทสนมกันจริงๆของทั้งคู่ด้วย 

 

 

เรื่องราวที่เกิดขึ้นบนจอ ในโลกของ Onward

 


ถ้าจะอธิบายกันแบบง่ายๆ โลกในหนัง
Onward ก็คือโลกยุคปัจจุบันของเรานี่แหละ มีอุปกรณ์ต่างๆแบบเดียวกับที่พวกเราใช้อยู่ เพียงแต่ว่าสิ่งมีชิวิตในโลกดังกล่าว จะไม่ใช่มนุษย์แบบพวกเรา แต่เป็นสิ่งมีชีวิตจากโลกแฟนตาซี อาทิ ตัวเอล์ฟ ม้ายูนิคอร์น เป็นต้น เพียงแต่โลกดังกล่าว เป็นโลกที่ไม่มีเวทมนตร์หรือพลังพิเศษอีกต่อไป เมื่อสิ่งที่เรียกว่า "วิทยาศาสตร์" เข้ามาครอบงำ ผู้อยู่อาศัยเลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าซึ่งทำให้ชีวิตง่ายดายมากกว่าใช้เวทมนตร์ ทำให้มนต์วิเศษค่อยๆเสื่อมลง จะเลือนหายไปตามกาลเวลา โลกในหนัง Onward จึงเหมือนโลกแฟนตาซี ที่แทบจะไม่มีความวิเศษหลงเหลืออยู่

 


ตัวละครหลักของ
Onward คือสองพี่น้องตระกูล ไลท์ฟุต พี่น้องเผ่าพันธุ์เอล์ฟที่อาศัยอยู่ตามลำพังกับแม่ หลังจากพ่อของพวกเขาเสียชีวิตจากการป่วยไปตั้งแต่พวกเขาเต็มๆ คนพี่คือ บาร์ลี่ย์ (พากย์เสียงโดย คริส แพร็ตต์) ชายนิสัยเกเรที่เอาแต่ใจ และไม่เกรงกลัวอะไร เขาเอาแต่ไปประท้วงกับทำสิ่งไร้สาระ ตรงข้ามกับน้องชายอย่าง เอียน (พากย์เสียงโดย ทอม ฮอลแลนด์) เด็กหนุ่มขี้หวาดกลัว ไม่กล้าตัดสินใจ แม้แต่จะชวนเพื่อนๆมางานปาร์ตี้วันเกิด เขายังไม่กล้าเลย โดยทั้งคู่ได้รับการดูแลจากแม่ของเขา แม่บ้านที่เป็นห่วงลูกๆ ซึ่งเติบโตมาโดยไม่มีพ่อคอยดูแล

 


จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อวันเกิดครบรอบอายุ
16 ปีของเอียนมาถึง แม่ของเขาได้เอาของขวัญพิเศษจากพ่อมาให้ ซึ่งพ่อเตรียมไว้ก่อนเสียชีวิต พร้อมกับสั่งเสียว่า มอบให้ลูกๆ เมื่อเด็กทั้งสองคนอายุผ่านหลัก 16 ปีกันไปแล้ว ปรากฏว่าของขวัญชิ้นนี้ คือไม้กายสิทธิ์ และหินวิเศษ เมื่อร่ายมนต์แล้ว พ่อของเขาจะปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งเป็นเวลา 24 ชั่วโมง แต่เมื่อเอียนลองร่ายมนต์ดู กลับพบว่า หินวิเศษก้อนนี้ ทำให้พ่อเขาปรากฏตัวเพียงแค่ท่อนล่างเท่านั้น ! และเพื่อให้ร่างกายของพ่อโผล่มาเต็มสมบูรณ์ เขาและพี่ชาย ต้องออกตามหาหินวิเศษอีกชิ้น ให้ทันเวลาภายใน 1 วัน ก่อนที่พ่อของพวกเขานั้น จะหายไปตลอดกาล !

 

 

ความรู้สึกของเหล่าคอหนังหลังชม Onward 

 


แต่ถ้าหากมองเฉพาะหนังแอนิเมชั่นผลงานของค่ายพิกซาร์
Onward น่าจะจัดอยู่ในกลุ่มระดับกลางๆ แต่ถ้าเมื่อเทียบกับหนังแอนิเมชั่นทั้งหมดในวงการ Onward ถือว่าอยู่ในกลุ่มที่ค่อนข้างดีทีเดียว การันตีจากคะแนนเฉลี่ยนักวิจารณ์ใน Rotten Tomatoes ที่ได้คะแนนบวกจากนักวิจารณ์ในอเมริกาสูงถึง 85% แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับค่ายพิกซาร์ที่มีหนังแอนิเมชั่นมาตรฐานสูงลิบอย่าง Inside Out, Wall-E, Coco ผลงานชิ้นนี้อาจจะยังไม่ได้มีเส้นเรื่องที่ลึกซึ้งหรือทำให้ผู้ชมซาบซึ้งเท่ากับเรื่องเหล่านั้น

 


หากวิเคราะห์อย่างแท้จริงแล้ว
Onward เป็นหนังสไตล์โร้ดมูฟวี่ หนังประเภทที่ตัวละครจะต้องออกเดินทางไปยังสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง ซึ่งเรื่องราวต่างๆก็จะเกิดขึ้นระหว่างทาง ทำให้ตัวละคร 2-3 คน ที่คาแร็คเตอร์ต่างกันได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันมากขึ้น ซึ่งในกรณีเรื่องนี้คือ เอียนและบาร์ลีย์ สองพี่น้องที่คาแร็คเตอร์ต่างกันสุดขั้ว แต่เมื่อต้องมาทำภารกิจด้วยกัน ด้วยความจำเป็นทำให้ต่างคนต่างต้องปรับตัวและปรับความเข้าใจกัน โดยสิ่งที่ทำให้ Onward กลายเป็นหนังโร้ดมูฟวี่ ที่มีสีสันต่างจากเรื่องอื่นๆ คือการที่เรื่องราวทั้งหมด เกิดขึ้นในโลกแฟนตาซี ทำให้ผู้สร้างสามารถสร้างสรรค์สถานการณ์ฮาๆได้มากมาย รวมถึงหยอดมุกต่างๆ ได้อย่างแพรวพราว เพราะโลกดังกล่าว ถือว่าเป็นโลกแฟนตาซี แต่กลับไร้เวทมนตร์ เต็มไปด้วยเทคโนโลยี ประเด็นนี้เองที่เปิดโอกาสให้ Onward ได้เล่นสนุกมากมาย

 


สิ่งที่ค่อนข้างเซอร์ไพรสสำหรับ
Onward คือความอิ่มเอมในหนัง ซึ่งแฟนๆของพิกซาร์น่าจะแอบตั้งคำถาม หลังจากดูตัวอย่างเสร็จ ในทีแรกเหมือนพล็อตจะไม่ได้พาเราไปสู่จุดที่จะประทับใจหรือน้ำตาซึมแบบหนังในค่ายหลายๆเรื่อง แต่ท้ายที่สุดผลปรากฏว่า พิกซาร์แทบจะไม่เคยพลาดในจุดนี้ เมื่อหนังดำเนินเรื่องไปถึงจุดๆหนึ่ง ที่พยายามจะเล่าถึงประเด็นหลักของหนัง Onward ก็สามารถขยี้ปมสำคัญ จนกระทั่งทำให้ผู้ชมประทับใจกับ Message ที่หนังต้องการจะเล่าได้ (ถึงไม่ขอเอ่ยในบทความนี้ เพราะจะทำให้เสียอรรถรสในการชมได้) โดย Onward เลือกที่จะขยี้ปมที่ไม่ไกลตัวผู้ชมมากนัก เชื่อว่าน่าจะทำให้คนดูจำนวนไม่น้อย สามารถอินกับหนังเรื่องนี้ หลังจากเดินออกมาจากโรงภาพยนตร์ได้ 

 

สรุปแล้ว Onward ถือว่าเป็นหนังแอนิเมชั่นที่สนุกครบรสอีกเรื่อง สามารถดูได้อย่างเพลิดเพลินและอิ่มเอม ถือว่าสอบผ่านมาตรฐานของค่ายพิกซาร์ แม้ว่าจะไม่ได้ท็อปฟอร์ม แต่ก็ไม่ได้ผิดหวัง ดูจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับเด็กๆในช่วงปิดเทอม ซึ่งนอกจากจะสนุกสนานกับการผจญภัยในหนัง น่าจะได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างในนั้นด้วย เช่นเดียวกับพี่ๆหรือผู้ปกครอง หนังก็ไม่ได้จะเด็กเกินไปจนกระทั่งพวกเราดูแล้วไม่สนุก นี่คือแอนิเมชั่นประเภทที่ว่า สามารถดูได้ทุกเพศทุกวัยจริงๆ 


********************************************


เกร็ดน่าสนใจเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่อง Onward 

 

  • นี่คือการกลับมาร่วมงานกับพิกซาร์ครั้งแรกในรอบ 22 ปี ของนักแสดงหญิง จูเลีย หลุยส์ ดรายฟัส ที่พากย์เสียงเป็นคุณแม่ของเอียนและบาร์ลี่ย์ ในหนังเรื่อง Onward โดยก่อนหน้านี้ เธอให้พากย์เสียงใน A Bug's Life แอนิเมชั่นลำดับที่ 2 ของพิกซาร์ถัดจาก Toy Story ซึ่งหนังเรื่องดังกล่าวเข้าฉายตั้งแต่ปี 1998

 

  • เฉพาะปี 2020 ปีเดียว พระเอกหนุ่ม ทอม ฮอลแลนด์ มีผลงานการพากย์เสียงเป็นเรื่องที่ แล้ว ถัดจาก Spies In Disguise แอนิเมชั่นจากค่ายบลูสกาย ที่เขาพากย์เป็นหนุ่มนักวิทยาศาสตร์ ที่ต้องรับมือกับสายลับซึ่งพากย์เสียงโดย วิล สมิธ และอีกเรื่องนึงคือ Dolittle หนังผจญภัยของพระเอก โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ ที่เขาพากย์เสียงเป็นหนึ่งในแก๊งสัตว์ที่อยู่รอบตัวพระเอก

 

  • นี่คือหนังแอนิิเมชั่นค่ายพิกซาร์เรื่องที่ 5 ที่ไม่มีตัวละครมนุษย์ปรากฏตัวในหนังเลย (แม้ว่าตัวละครจะคล้ายมนุษย์ก็ตาม) ถัดจาก A Bug's Life และ Cars ทั้ง 3 ภาค โดยตัวละครทั้งหมดเป็นสัตว์ในโลกแฟนตาซี อาทิ เอล์ฟ โทรลล์ ยูนิคอร์น และเทพ เป็นต้น

 

********************************************
 
ติดตามคอลัมน์ SO WATCH และ ฟังวิทยุออนไลน์ Chill Online Work hard Chill Hard ได้ที่ 
www.chillfm.fm และที่
Application : Atimeonline โหลดฟรีที่ App Store และ Play Store
Facebook : Chill FM
Instagram : chillfmfanpage
Twitter : chillfmfanpage
 
******************************************
 
SO WATCH

BY GOSSIPGUN

 

บันเทิง