รีวิว HOLLYWOOD ซีรีส์แซ่บเจาะลึกยุคทองของฮอลลีวู้ด |

รีวิว HOLLYWOOD ซีรีส์แซ่บเจาะลึกยุคทองของฮอลลีวู้ด

รีวิว HOLLYWOOD

ซีรีส์แซ่บเจาะลึกยุคทองของฮอลลีวู้ด

 

HIGHLIGHTS

 

  • นี่คืออีกหนึ่งโปรเจ็คในฝันของ ไรอัน เมอร์ฟีย์ โปรดิวเซอร์มือทองของแวดวงโทรทัศน์ในอเมริกา ที่วาดฝันจะสร้างซีรีส์เกี่ยวกับยุคทองของฮอลลีวู้ดมานานแล้ว หลังจากความสำเร็จของเขาในการสร้าง Glee, American Horror Story ทำให้ Netflix เซ็นต์สัญญาอนุมัติสร้างมินิซีรีส์เรื่องนี้ 

 

  • แม้ว่าเหตุการณ์ใน Hollywood จะเกิดขึ้นเมื่อเกือบ 70 ปีที่แล้ว แต่ปมต่างๆในเรื่องนั้น บางประเด็นก็ยังคงเกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการให้โอกาสที่มากเพียงพอสำหรับคนผิวสี โอกาสสำหรับนักแสดงเชื้อชาติเอเชียในฮอลลีวู้ด รวมถึงประเด็นของนักล่าฝันที่ต้องพลีกายเพื่อแลกที่ยืนในวงการ

 

  • สำหรับ Hollywood เป็นการรวมตัวของทีมนักแสดงและทีมงานที่คุ้นหน้าคุ้นตาในซีรีส์ของ ไรอัน เมอร์ฟีย์ อย่างดี ที่โดดเด่นสุดคงหนีไม่พ้น ดาร์เรน ไครส ที่ปรากฏตัวในผลงานของ ไรอัน เมอร์ฟีย์ มากมาย รวมถึง ดีแลน แมตเดอมอต ที่เคยร่วมงานกันมาแล้วใน American Horror Story และ The Politicians และนักแสดงท่านอื่นๆอีก ที่คุ้นหน้าคุ้นตากันในซีรีส์ของเขา

 

********************************************

 

ราชาคนใหม่ของแวดวงโทรทัศน์" - คือคำจำกัดความที่นิตยสาร TIME มอบให้กับ ไรอัน เมอร์ฟีย์ ชายที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของซีรีส์มากมาย เริ่มจาก Nip/Tuck ต่อด้วยซีรีส์วัยรุ่นที่ครองความนิยมทั่วโลกอย่าง Glee ไปจนถึงซีรีส์สยองขวัญที่ฮิตอย่างยาวนาน American Horror Story รวมถึงซีรีส์เข้มข้นที่หยิบเอาเรื่องจริงมาสร้างอย่าง American Crime Story ที่เดินหน้ากวาดรางวัลไปแล้วมากมาย 

 

จากความสำเร็จของผลงานเหล่านี้ ส่งผลให้ยักษ์ใหญ่ในแวดวงสตรีมมิ่งอย่าง Netflix ส่งเทียบเชิญให้ ไรอัน เมอร์ฟีย์ มาเซ็นต์สัญญาครั้งประวัติศาสตร์กับทางค่าย ด้วยมูลค่าเงินสูงถึง 300 ล้านเหรียญฯ ทำให้เขาในวัย 53 ปี กลายเป็นหนึ่งในบุคลากรที่ต้องการตัวมากที่สุดของแวดวงโทรทัศน์ในอเมริกา ถึงขั้นยอมทิ้งบ้านเก่าอย่าง Fox เพื่อเดินหน้าผลิตซีรีส์ใหม่ๆให้กับ Netflix อย่างเต็มตัว เริ่มต้นจาก The Politicians มินิซีรีส์สุดแซ่บที่นำแสดงโดย เบน แพร็ตต์ และกวิเน็ธ พัลโทรล์ เล่าถึงเด็กหนุ่มม.ปลายที่มีเป้าหมายชัดเจนในชีวิตว่าอยากเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ แม้ว่าซีรีส์เรื่องดังกล่าวจะได้คำวิจารณ์ก้ำกึ่ง แต่เอกลักษณ์และสไตล์อันโดดเด่นในแบบของ ไรอัน เมอร์ฟีย์ ที่มักจะจิกกัดสังคมอเมริกา และใช้บริการนักแสดงที่คุ้นเคย ยังคงอยู่ครบ

 

จนกระทั่งมาถึงผลงานชิ้นล่าสุดที่เพิ่งปล่อยให้ชมกันใน Netflix สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา คือมินิซีรีส์เรื่อง Hollywood ที่หยิบเอาเรื่องราวในฮอลลีวู้ดยุคทองมาตีแผ่ ที่ทั้งแซ่บทั้งเข้มข้น ส่วนเรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น ไปติดตามกันในคอลัมน์ So Watch สัปดาห์นี้

 

 

กว่าจะเป็นซีรีส์สุดแซ่บ HOLLYWOOD



 

นี่คือจดหมายรักถึงฮอลลีวู้ดในยุคทอง" – คอหนังหลายคนอาจจะได้ยินประโยคนี้ ในการจำกัดความ Once Upon A Time In Hollywood หนังตลกร้ายของผู้กำกับ เควนติน ทารันติโน่ ที่เล่าถึงคู่ซี้ นักแสดงตกอับและสตั้นท์แมนคู่ใจ ด้วยสไตล์การเล่าเรื่องของ เควนติน จึงออกมาในสไตล์ตลกร้ายเลือดสาดตามความถนัดแต่ก็อบอวลไปด้วยความรักที่มีต่อหนังในยุคนั้น เช่นเดียวกับ Hollywood มินิซีรีส์ผลงานล่าสุดของ ไรอัน เมอร์ฟีย์ ที่เขาเองให้คำจำกัดความถึง ผลงานชิ้นนี้ว่าเป็นจดหมายรักถึงฮอลลีวู้ดในยุคทองเช่นกัน แต่ด้วยลีลาในการเล่าเรื่องของเขา (ซึ่งไรอัน เขียนบทเรื่องนี้เองด้วย) ถ้าใครได้ติดตามผลงานชิ้นก่อนๆ จะทราบดีกว่า ไม่ว่าจะมาในแนวตลกหรือสยอง ล้วนมาพร้อมลีลาในการเล่าที่หวือหวาและแซ่บถึงทรวงอยู่เสมอ ดังนั้น ผู้ชมสามารถตั้งเป้าไว้ได้เลยว่า จดหมายรักฉบับนี้ ลีลาจะฉีกจากจดหมายรักฉบับอื่นๆอย่างแน่นอน

 

เช่นเดียวกับผลงานหลายๆชิ้น ไรอัน เมอร์ฟีย์ มักเลือกร่วมงานกับทีมงานและนักแสดงที่คุ้นเคย หลังจากเขาได้เซ็นต์สัญญาร่วมผลิตงานกับทาง Netflix ไรอันก็ได้ชวนให้ เอียน เบรนเนน มือเขียนบทคู่ใจจาก Glee และ Scream Queen กลับมาลงปากการ่วมกันโปรดิวซ์งานชิ้นแรกในสัญญาอย่าง The Politicians ผลงานแซ่บสะท้านทรวงอย่างมาก และคาดหวังว่า Hollywood ที่ดูจะมีวัตถุดิบชั้นดี น่าจะทำให้พวกเขายิ่งสร้างสรรค์งานที่ทวีความแซ่บขึ้นไปอีก นอกจากทั้งคู่จะนั่งแท่นเป็น Executive Producer ด้วยกันแล้ว ยังชักชวนให้ ดาร์เรน ไครส นักแสดงฝีมือเยี่ยมที่ทั้งคู่ปั้นให้แจ้งเกิดจาก Glee และชนะ Emmy Awards กับ Golden Globe Awards จาก American Crime Story ตอน The Assassination of Gianne Versace มาร่วมนั่งแท่นผู้อำนวยการสร้างบริหาร และรับบทสำคัญในซีรีส์เรื่องนี้อีกด้วย

 

 

หลากประเด็นเผ็ดร้อนใน HOLLYWOOD



 

Hollywood พาผู้ชมย้อนกลับไปยังฮอลลีวู้ดยุคทอง สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์กำลังเฟื่องฟู ผู้คนต่างเดินทางไปยังลอสแองเจลิส ดินแดนแห่งการถ่ายทำหนัง เพื่อตามหาความฝัน บ้างก็ฝันอยากจะเป็นนักแสดง บ้างก็ฝันอยากจะเป็นนักสร้างภาพยนตร์ หรือบางคนได้เพียงแค่เดินผ่านหน้ากล้องก็มีความสุขแล้ว แต่ใช่ว่าทุกคนจะสมหวังในปรารถนา เพราะทุกสิ่งย่อมมีอุปสรรค ทุกอย่างย่อมมีข้อจำกัดในแบบของมัน ข้อจำกัดจากผู้มีอำนาจ ข้อจำกัดทางสังคม หรือค่านิยมบางอย่างที่ยังไม่เปิดกว้างในยุคนั้น

 

มินิซีรีส์เรื่องนี้ มาพร้อมกับตัวละครที่ต้องเผชิญกับอุปสรรคแทบทั้งสิ้น แม้แต่ละคนจะมีความฝัน แต่เส้นทางสู่ความสำเร็จ ใช่ว่าจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ เริ่มจาก แจ็ค คาสเทลโล่ ทหารผ่านศึกหนุ่มหล่อที่ฝันไกลอยากจะเป็นนักแสดงดัง แต่ชีวิตกลับไม่พร้อม ภรรยาของเขากำลังตั้งครรภ์ลูกแฝด ทำให้จำเป็นต้องซื้อบ้านหลังใหม่ แต่ธนาคารกลับไม่ยอมปล่อยกู้ เพราะรายได้ของเขาไม่เพียงพอ ทางเดียวที่จะมีชีวิตรอดไปได้ คือการยอมทำงานที่ปั้มน้ำมันแห่งหนึ่ง ปั้มน้ำมันที่ไม่ธรรมดา เพราะพนักงานในที่แห่งนี้ล้วนหน้าตีดี เพราะเจ้าของปั้มแฝงการขายบริการทางเพศไว้ ไม่ว่าสาวน้อยสาวใหญ่ผ่านมา ก็ต่างหลงใหลในเหล่าเด็กปั้มหน้าตาดี หุ่นฟิตกล้ามแน่น ชวนฝันยิ่งกว่าสิ่งใด หรือแจ็คจะต้องยอมพลีกาย เพื่อให้ฝันของเขาเป็นจริง


 

 

ในขณะที่ อาร์ชี โคลแมน เขาคือชายที่ไม่ได้ฝันอยากอยู่หน้ากล้องแบบแจ็ค ฝันของคือมีเพียงเรื่องที่อยากจะเล่า เขาต้องการเป็นนักเขียนบทภาพยนตร์ ถ่ายทอดเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจในฮอลลีวู้ด บทภาพยนตร์ของเขาเป็นที่ชื่นชอบของทุกคนที่ได้อ่าน เช่นเดียวกับผู้บริหารสตูดิโอ ที่ตัดสินใจอนุมัติสร้างหนังจากบทของเขา เพียงแต่ว่า อาร์ชี จะไม่ได้เครดิตในการเขียนบท เขาจะได้เพียงค่าจ้างและอยู่เบื้องหลังการผลิตเท่านั้น เพราะเขาเป็นคนผิวสี ในยุคที่ฮอลลีวู้ดยังไม่เปิดรับ คนแอฟริกัน-อเมริกัน มากเท่าไหร่นัก อาร์ชีต้องตะเกียกตะกายเพื่อให้ฝันสมหวัง นอกจากนี้ อาร์ชี ยังซ่อนความลับที่อันตรายไปกว่านั้น เพราะเขาดันเป็นคนผิวสี ที่เป็นรักร่วมเพศ เขากำลังคบหากับ ร็อค ฮัดสัน นักแสดงหนุ่มหล่อที่อนาคตกำลังจะไปไกล เพราะเพิ่งเซ็นต์สัญญาเพื่อเอเจนซี่เจ้าใหญ่ แต่ทั้งคู่ต้องปิดบังความลับทั้งหมด เพื่อไม่ให้เสียอนาคต

 

ทางด้านของ เรย์มอนด์ เขาคือผู้กำกับภาพยนตร์ที่ฝันอยากจะทำหนังในแบบที่เขาต้องการ ด้วยเชื้อชาติที่เขาเป็นลูกครึ่งอเมริกัน-เอเชีย (แต่ดูไม่ค่อยออก) ทำให้เขาอยากเล่าเรื่องราวของคนเอเชีย และมอบบทนำให้กับนักแสดงเอเชียรุ่นใหญ่ที่กำลังตกอับ แต่ผู้บริหารสตูดิโอยักษ์ใหญ่ไม่เห็นด้วย และเชื่อว่าหนังของเขาจะขายไม่ได้ เรย์มอนด์จึงต้องยอมกำกับหนังที่ทางค่ายมอบให้ทำก่อนเพื่อพิสูจน์ฝีมือ แล้วค่อยสานต่อโปรเจ็คในฝันในอนาคต ซึ่งเรย์มอนด์ กำลังคบหากับ คามีล นักแสดงสาวฝึกหัดที่ฝันไกลอยากจะเป็นนางเอก แต่ปัญหาหลักคือ เธอเป็นคนผิวสี และยุคสมัยนั้น นักแสดงผิวสีได้แสดงเพียงบทคนใช้ และไม่เคยได้ไต่ขึ้นไปเป็นนางเอกมาก่อน นอกจากนี้เธอยังต้องเผชิญกับคนแข่งหลัก คือสาวผิวขาวผมบลอนด์ ผู้หญิงในฝันของหนุ่มๆทั้งหลาย เธอหวังจะเป็นนางเอกในหนังเรื่องเดียวกับคามีล หวังจะแย่งชิงบทเดียวกัน และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ...เธอคือลูกสาวของผู้บริหารที่ใหญ่สุดของสตูดิโอ



 

และทั้งหมดนี้คือ หลากหลายประเด็นสุดแซ่บ ซึ่งเป็นเพียงบางส่วนของ Hollywood เท่านั้น มินิซีรีส์เรื่องนี้ เป็นการรวมเอาหลากหลายตัวละครที่มีความฝัน แต่แบ็คกราวน์ชีวิตแตกต่างกันไป บางคนฝันอยู่ใกล้ บางคนฝันไกลเกินเอื้อม บางคนยังอายุน้อยและยังมีความหวัง แต่บางคนคือไม้ใกล้ฝั่ง เวลาชีวิตล่วงเลย และดูเหมือนวันแห่งความฝันจะลอยผ่านไปแล้ว แต่ทั้งหมดทั้งมวล ทุกตัวละครคือตัวแทนของคนที่มีชีวิตอยู่จริง ความฝันที่ล่องลอยอยู่รอบๆดินแดนที่เรียกว่า Hollywood

 

 

วิเคราะห์เจาะลึก HOLLYWOOD ก่อนไปดู



 

ไม่ว่า ไรอัน เมอร์ฟีย์ จะหยิบจับซีรีส์แนวไหนมาสร้าง ไม่ว่าจะเป็นดราม่าจากเรื่องจริง, ตลกไฮสคูล, ผีสางเขย่าขวัญ หรือแม้แต่การเมืองแย่งชิงอำนาจ ลายเซ็นต์ที่โดดเด่น และจะปรากฏบนเจออย่างเสมอ คือการเล่าเรื่องแบบหวือหวา มักจะมีฉากแซ่บๆไม่ว่าจะแนวไหน ถูกใจคนดูชาวไทยนัก เพราะมีกลิ่นอายคล้ายละครหลังข่าว แต่มาพร้อมกับงานโปรดักชั่นที่เนี้ยบ มีความฉูดฉาดในงานสร้าง ทั้ง Setting ของเรื่องราว ไปจนถึงเสื้อผ้าหน้าผม สามารถไว้วางใจได้เลย ว่าคุณจะไม่ได้เจองานเรียบๆในซีรีส์ของเขาอย่างแน่นอน



 

เช่นเดียวกับ Hollywood ที่เล่าเรื่องอย่างหวือหวาตามสไตล์ผู้สร้าง บวกกับพล็อตที่มีเรื่องให้น่าติดตามมากมายตามที่กล่าวไปก่อนหน้า ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้ น่าจะขึ้นแท่นหนึ่งในซีรีส์สุดแซ่บประจำปีได้อย่างไม่ยาก ภาพรวมแม้ว่าจะเล่าเรื่องที่มีกลุ่มตัวละครค่อนข้างมากและหลากหลาย แต่ผู้สร้างสามารถลำดับเรื่องราวได้อย่างดี อาทิ ตอนแรกที่โฟกัสแค่บางตัวละครเท่านั้น แล้วค่อยๆเพิ่มเส้นเรื่องเข้ามาในตอนต่อไป ไม่พยายามที่จะยัดทุกตัวละครให้ได้แนะนำในตอนแรก ทำให้ผู้ชมไม่เหนื่อยในการตามเส้นเรื่อง เช่น ปมของตัวละครพระเอก ซึ่งเปิดตัวในตอนแรกนั้นก็ขยี้ไปให้สุดทาง แล้วค่อยเปิดปมของตัวละครอื่นๆในตอนถัดไป



 

แม้ว่า Hollywood จะอัดแน่นด้วยงานภาพและฉากต่างๆที่ค่อนข้างหวือหวา โดยเฉพาะ 3 ตอนแรกที่ซีรีส์เรียกแขกด้วยฉากเซ็กซ์มากมาย และที่ฮือฮาสุดคือฉากโป๊หมู่ในปาร์ตี้สระว่ายน้ำ ที่แสดงให้เห็นถึงความฉูดฉาดของชีวิตในฮอลลีวู้ด แม้ว่าซีรีส์จะเคลือบด้วยสิ่งยั่วยวนเหล่านี้ แต่ท้ายที่สุดแก่นแท้ของมันคือการไล่ตามความฝันของแต่ละตัวละคร ความไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคที่ต้องเผชิญ แม้ว่าในซีรีส์จะดูเพ้อฝัน ใช่ว่าทุกคนจะสมหวังดัั่งในละคร แต่ก็สร้างแรงบันดาลใจ เพิ่มพลังบวกได้ค่อนข้างดี

 

นอกจากนี้อีกหนึ่งไฮไลต์ของ Hollywood คือการจิกกัดระบบต่างๆในแวดวงภาพยนตร์ ได้อย่างเจ็บแสบ ไม่ว่าจะเป็นการเสียดสีระบบสตูดิโอ ที่นายทุนเข้ามาควบคุมการผลิตอย่างเต็มรูปแบบ แทบจะริบอำนาจของผู้กำกับไปเลย เราจะได้เห็นฉากที่ผู้บริหารสตูดิโอพยายามจะโน้มน้าวให้ผู้เขียนบทเปลี่ยนตอนจบตามใจฉัน เราจะได้เห็นความวุ่นวายในขั้นตอนการตัดต่อ เมื่อโปรดิวเซอร์พยายามจะเข้ามายุ่งเพื่อเปลี่ยนเส้นเรื่อง หรือการอนุมัติหนัง ที่อุปสรรคเรื่องนักแสดงและทีมงานที่เป็นผิวสี และชาวเอเชีย ส่งผลกระทบต่อการไฟเขียวหนังซักเรื่องอย่างมาก ซึ่งแม้ว่าหนังจะเล่าเรื่องราวในเกือบ 70 ปีที่แล้ว แต่ไม่น่าเชื่อว่าปัญหาต่างๆก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่ในทุกวันนี้ เรียกว่าเป็นปัญหาคลาสสิคของฮอลลีวู้ดก็ว่างได้



 

สำหรับใครที่มีความฝัน และพยายามจะไล่ตามฝันนั้นอยู่ Hollywood เป็นมินิซีรีส์อีกเรื่องที่ไม่ควรพลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าฝันคุณเกี่ยวข้องกับวงการบันเทิง แม้ว่าจะเล่าเรื่องหวือหวาไปนิด มีฉากแซ่บๆอยู่หน่อย แต่ตัวโครงเรื่องและแก่นแท้ของมัน ก็มีเป้าประสงค์ที่ดี และสร้างแรงบันดาลใจได้ไม่น้อย คอหนังคอซีรีส์สามารถรับชมได้แล้ววันนี้ เฉพาะใน Netflix

 

 

********************************************


เกร็ดงานสร้างที่น่าสนใจของ Hollywood

 

  • นี่คือการร่วมงานกันครั้งที่ 4 แล้ว ระหว่างผู้สร้างมือทอง ไรอัน เมอร์ฟี่ย์ และหนึ่งในนักแสดงนำของเรื่องอย่าง ดาร์เรน ไครส ที่รับบทเป็นผู้กำกับที่ฝันอยากจะทำหนัง หลังจากทั้งคู่เคยร่วมงานกันใน Glee, American Horror Story และก่อนหน้านี้คือ American Crime Story

 

  • ผลงานชิ้นนี้ ถือว่าเป็นการรวมตัวของทีมงานและนักแสดงฝีมือเยี่ยมหลายคน ประกอบด้วย 1 ผู้ชนะรางวัลออสการ์ มิร่า ซอร์วิโน่ ที่มารับบทนักแสดงรุ่นใหญ่ในหนัง และผู้ชนะรางวัลเอ็มมี่ อีก 5 คน ประกอบด้วย ดาร์เรน ไครส, ฮอลแลนด์ เทย์เลอร์, จิม พาร์สัน, ร็อบ ไรเนอร์ และนักแสดงรุ่นใหญ่ ควีน ลาติฟาห์ ที่เรื่องนี้เธอรับบทนักแสดงผิวสี ที่ไม่ได้รับโอกาสในวงการบันเทิงมากเท่าที่ควร

 

  • หนึ่งในนักแสดงสาวที่กำลังมาแรงอย่าง ซามาร่า วีฟวิ่ง จาก Ready or Not มาร่วมแคสเล่นซีรีส์เรื่องนี้ โดยไม่ทราบถึงโปรเจ็คและบทของเธอมาก่อน เพียงแค่ได้บทจากหนังคลาสสิค Some Like It Hot จากปี 1959 มาทดสอบหน้ากล้อง จนกระทั่งสองเดือนถัดมา เธอถึงได้รับข่าวดีว่าได้เล่นในซีรีส์เรื่องนี้ และเป็นบทนักแสดงหน้าใหม่ในยุคนั้น




********************************************
ติดตามคอลัมน์ SO WATCH และ ฟังวิทยุออนไลน์ Chill Online Work hard Chill Hard ได้ที่ 
www.chillfm.fm และที่
Application : Atimeonline โหลดฟรีที่ App Store และ Play Store
Facebook : Chill FM
Instagram : chillfmfanpage
Twitter : chillfmfanpage
 
******************************************
 
SO WATCH

BY GOSSIPGUN

บันเทิง