รีวิว NEVER HAVE I EVER ซีรีส์วัยรุ่นชั้นเยี่ยม ฮิตอันดับ 1 ในอเมริกา |

รีวิว NEVER HAVE I EVER ซีรีส์วัยรุ่นชั้นเยี่ยม ฮิตอันดับ 1 ในอเมริกา

รีวิว NEVER HAVE I EVER 

ซีรีส์วัยรุ่นชั้นเยี่ยม ฮิตอันดับ 1 ในอเมริกา

 

HIGHLIGHTS

 

  • นี่คือผลงานล่าสุดของ มินดี้ คาร์ลิ่ง นักแสดง-นักเขียน ชาวอินเดียฝีมือเยี่ยม ที่มีผลงานดังในฮอลลีวู้ดมากมาย ตั้งแต่ The Office ไล่มาจนถึง The Mindy Project นำมาสู่โปรเจ็คในฝันของเธอ ที่หยิบเอาเรื่องราวสมัยไฮสคูล มาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างซีรีส์เรื่องนี้ออกมา

 

  • หัวใจหลักของ Never Have I Ever คือ เทวี เด็กสาวชาวอินเดียวัย15 ปีที่เติบโตมาในสหรัฐอเมริกาฯ เธอจึงได้รับวัฒนธรรมของคนอเมริกันอย่างเต็มตัว กับชีวิตในโรงเรียนมัธยมปลาย ที่เธอต้องเผชิญกับความแตกต่าง และต้องการเป็นที่ยอมรับจากสังคม ทั้งสอบให้ติดมหาวิทยาลัยในฝัน และพิชิตใจหนุ่มฮ็อตของโรงเรียนให้สำเร็จ

 

  • นี่ไม่ใช่แค่ซีรีส์แนววัยรุ่น Coming-of-Age ที่เล่าถึงการเติบโตขึ้นของตัวละครแล้ว มันยังเป็นเรื่องราวโรแมนติกเบาสมองชั้นเยี่ยม มาพร้อมกับบทสนทนาที่เสียดสีสังคมอย่างร้ายกาจ และยังมาพร้อมกับประเด็นดราม่าที่บีบหัวใจ ทั้งการเผชิญหน้ากับความเศร้า ที่ต้องรับมือกับความสูญเสีย

 

********************************************

 

ซีรีส์โทรทัศน์ใน Netflix ที่ได้รับความนิยมอันดับ 1 ในสหรัฐอเมริกา" – นี่คือประโยคที่การันตีความนิยมของ 'Never Have I Ever' ซีรีส์วัยรุ่นเรื่องล่าสุดในสตรีมมิ่งแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ใน Netflix ได้เป็นอย่างดี ในช่วงเวลาที่ซีรีส์เกาหลีอย่าง The King : Eternal Monarch และภาพยนตร์ Extraction ผลัดกันขึ้นอันดับ 1 ของ Content ใน Netflix ในประเทศไทย อีกซีกโลกอย่างสหรัฐอเมริกาฯ ปรากฏว่าซีรีส์เรื่องดังกล่าว ครองความนิยมมากที่สุด

 

มินดี้ คาร์ลิ่ง นักแสดงอารมณ์ดีและโปรดิวเซอร์รายการโทรทัศน์ยอดนิยมมากมาย เผยใน Instagram ส่วนตัวของเธอว่า 'Never Have I Ever' ผลงานการอำนวยการสร้างชิ้นล่าสุดของเธอ สามารถครองความนิยมมากที่สุดใน 10 ประเทศ นอกจากในสหรัฐอเมริกาฯแล้ว ซีรีส์เรื่องนี้ยังสามารถขึ้นอันดับ 1 ที่ แคนาดา, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, ฮังการี, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, สวิตเซอร์แลนด์ และสองประเทศในเอเชีย อย่าง อินเดีย และศรีลังกา อีกด้วย ซึ่งไม่แปลกใจเลยที่ซีรีส์เรื่องนี้จะครองความนิยมในอินเดีย เพราะมีตัวละครหลักในการดำเนินเรื่องเป็นคนเชื้อชาติอินเดียนั่นเอง

 

ไม่แปลกใจเลยที่ Never Have I Ever จะสามารถครองความนิยมในกลุ่มผู้ชมได้ เพราะซีรีส์ได้รับคำชมจากกลุ่มนักวิจารณ์อย่างล้นหลาม โดยที่สามารถคว้าคะแนนบวกจากเว็บไซด์ Rotten Tomatoes ได้สูงถึง 98% และสื่อยักษ์ใหญ่อย่าง Forbes ยังยกให้ 'Never Have I Ever' เป็นซีรีส์ตลกวัยรุ่นที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งนับตั้งแต่มีวงการบันเทิงกันเลยทีเดียว แต่ทั้งหมดทั้งมวล ผลงานชิ้นนี้จะน่าดูขนาดไหน ทำไมคุณถึงไม่ควรพลาด คอลัมน์ So Watch ในสัปดาห์นี้ ได้สรุปที่มาที่ไปและความน่าสนใจของซีรีส์เรื่องนี้มาให้ได้ติดตามกัน

 

 

Never Have I Ever งานที่ส่วนตัวที่สุดของ มินดี้ คาร์ลิ่ง



 

นี่อาจจะเป็นหนึ่งในโปรเจ็คที่ส่วนตัวที่สุดของนักแสดงนักคิดอารมณ์ดี มินดี้ คาร์ลิ่ง ที่แจ้งเกิดจากการร่วมแสดงและเขียนบทในซีรีส์ตลกระดับตำนานอย่าง The Office ฉบับอเมริกา ต่อด้วยการขึ้นแท่นหนึ่งในเจ้าแม่รายการโทรทัศน์ตลกโปกฮาจาก The Mindy Project หลังจากพัฒนาหลายรายการโทรทัศน์ รวมถึงร่วมเขียนบทและหนังอารมณ์ดีอย่าง Late Night ล่าสุดถึงเวลาแล้วที่เธอจะได้สร้างหนึ่งในโปรเจ็คที่ใฝ่ฝันจะทำมานานนั่นคือ Never Have I Ever ที่หยิบเอาเรื่องราวชีวิตบางส่วนของเธอในช่วงวัยรุ่นที่สร้างนั่นเอง

 

มินดี้ คาร์ลิ่ง คือเด็กสาวเชื้อชาติอินเดียที่เติบโตขึ้นมา ในบอสตัน สหรัฐอเมริกาฯ หลังจากพ่อแม่ของเธอเดินทางจากอินเดีย ไปทำงานที่ไนจีเรียและพบรักกัน ทั้งคู่ตัดสินใจมาตั้งรกรากในอเมริกาในปี 1979 ปีเดียวกับที่ มินดี้เกิด ทำให้เธอนั้นได้สัญชาติอเมริกันแบบเต็มตัว ชีวิตในสมัยวัยรุ่นของเธอ นับตั้งแต่ระดับชั้นไฮสคูล ไปจนถึงมหาวิทยาลัย ต่อเนื่องไปยังการฝึกงานที่แรก ในรายการเลทไนท์ของ โคแนน โอ ไบรอัน ทำให้เธอได้ใช้ชีวิตแบบคนอเมริกันอย่างเต็มตัว แม้ว่าภาพลักษณ์ภายนอกจะเป็นคนอินเดียก็ตาม หลายช่วงชีวิตของเธอมีความน่าสนใจ เพราะความแตกต่างทางด้านเชื้อชาติ ในส่วนของการฝึกงานในรายการเลตไนท์เอง ได้กลายมาเป็นภาพยนตร์ตลกเรื่อง Late Night ที่เธอเขียนบทเองและแสดงนำร่วมกับ เอ็มม่า ธอมป์สัน ซึ่งออกฉายในโรงภาพยนตร์แล้วไป (และคนไทยสามารถชมกันได้ใน Netflix ด้วย) ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่เธอจะพาเราย้อนกลับไปในสมัย มัธยมปลายกันบ้าง

 

บุคคลสำคัญที่ทำให้ Never Have I Ever เป็นจริงขึ้นมาได้ นอกจากตัวมินดี้เองแล้ว เธอยังจับมือกับ แลง ฟิชเชอร์ ที่เคยร่วมงานกันมาแล้วใน The Office มานัั่งตำแหน่งโปรดิวเซอร์หลักของซีรีส์เรีื่องนี้ ย้อนกลับไปเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว พวกเธอประกาศรับสมัครนักแสดงหน้าใหม่ทั้งหมด ให้มารับบทนำในซีรีส์ เพื่อหวังจะสร้างความสดใหม่ให้กับเรื่องราว ผู้ชมจะไม่ได้จดจำตัวละครเหล่านี้ มาจากซีรีส์เรื่องไหน พวกเธอพยายามจะสร้างเอกลักษณ์ให้กับมัน 

 

 

ปมสำคัญที่ทำให้ Never Have I Ever สดใหม่และแตกต่าง



 

ศูนย์กลางของ Never Have I Ever คือ เทวี วิศวกุมาร เด็กสาววัย 15 ปี เชื้อชาติอินเดีย ที่เติบโตท่ามกลางวัฒนกรรมของคนอเมริกันตั้งแต่แรกเกิด เพราะพ่อแม่ของเธอย้ายมายังสหรัฐฯ ตั้งแต่ก่อนที่จะคลอดเธอ เทวี สนิทสนมกับคุณพ่ออย่างมาก เพราะเขามักจะอารมณ์ดี และเอ็นจอยกับทุกกิจกรรมของลูกสาวอยู่เสมอ ต่างกับแม่ที่มักจะเข้มงวดและไม่ค่อยปล่อยให้ลูกสาวทำอะไรตามใจเพราะความเป็นห่วง แต่แล้วจุดเปลี่ยนของครอบครัวนี้ก็มาถึง เมื่อคุณพ่อเสียชีวิตอย่างกะทันหัน เขาหัวใจวายขณะที่เดินทางชมคอนเสิร์ตที่ลูกสาวเล่นดนตรี สร้างความช็อคให้กับเทวีเป็นอย่างมาก

 

Never Have I Ever เริ่มต้นเรื่องราวเมื่อเทวีขึ้นเรียนในมัธยมปลาย ความช็อคที่ต้องสูญเสียคนที่เธอรักที่สุดในชีวิตไป ทำให้เทวีไม่สามารถเดินได้นานอยู่ 3 เดือน (ซึ่งหมอก็ไม่แน่่ใจว่าเพราะเหตุใดเธอจึงเดินไม่ได้ และกลับมาเดินได้โดยแทนจะไม่ได้ทำการรักษา) เทวีพยายามเยียวยาตัวเองให้กลับมาเป็นเด็กมัธยมปลายปกติ เพราะไม่อยากมีความแตกต่างจากเด็กๆทั่วไปในโรงเรียน เพราะการเป็นคนเอเชียในโรงเรียนอเมริกัน ก็แปลกมากพออยู่แล้ว



 

ปมสำคัญของตัวละครหลักอย่างเทวี ในซีซั่นแรกของ Never Have I Ever คือประสบการณ์ครั้งแรกของหญิงสาวคนนี้ หลังจากสูญเสียอะไรไปหลายๆอย่าง ทำให้เทวี ตัดสินใจบางอย่างได้อย่างรวดเร็วและไม่คิดหน้าคิดหลังอีกต่อไป เป้าหมายด้านการเรียนเธอชัดเจนในการได้เข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ ซึ่งไม่ยากสำหรับเธอนัก เพราะเทวีมักจะสอบได้อันดับที่ 1 ในชั้นเรียนเสมอๆ และเป็นตัวแทนโรงเรียนไปทำกิจกรรมต่างๆ สลับกับหนุ่มเนิร์ดอีกคนที่แข่งขันกับเธอมาตั้งแต่เด็ก และต่อปากต่อคำกันเสมอ เป้าหมายด้านหัวใจของเทวี คือการคว้าหนุ่มนักกีฬาสุดฮ็อตมาเป็นแฟนให้ได้ ซึ่งดูจะห่างไกลและต่างชั้นจากเธอเสียเหลือเกิน เทวีจึงตัดสินใจพูดไปตรงๆว่า อยากเสียความบริสุทธิ์ให้กับผู้ชายคนนี้ ไม่นานหลังจากนั้น ข่าวลือเรื่องเธอเป็นแฟนกับหนุ่มนักกีฬาคนนี้ ก็กระฉ่อนไปทั่วโรงเรียน โดยที่เธอเองก็ควบคุมไม่อยู่ และเริ่มกลายเป็นปมสำคัญ เป็นคำโกหกคำโต เมื่อเทวีนั้น ตกหลุมรักชายคนนี้แค่ข้างเดียว



 

นอกจากปมเรื่องความต่างทางวัฒนธรรม และการต้องการเป็นที่ยอมรับของนางเอกแล้ว แต่ละตัวละครของ Never Have I Ever ก็มีปมที่น่าสนใจ และพูดถึงหลากหลายประเด็นในชีวิตวัยรุ่น อย่างแก๊งเพื่อนสนิทของนางเอกนั้นมีอยู่สองคน คนหนึ่งต้องเผชิญกับปัญหาการเปิดเผยตัวตน เมื่อตนเองเป็นเกย์ แต่ความคาดหวังของครอบครัวทำให้เธอไม่กล้าบอกถึงรสนิยมทางเพศที่แท้จริง ในขณะที่อีกคนต้องเผชิญกับคำหลอกหลวงของคนที่เธอรักมากที่สุดอย่าง แม่ เมื่อพบว่าจริงๆแล้ว แม่ไม่ได้ทำอาชีพเดียวกับที่บอกเธอไว้ ในขณะที่สองหนุ่มที่เข้ามาพัวพันกับนางเอก ก็ต่างมีปมทางบ้านที่แตกต่างกันไป



 

ซีรีส์เรื่องนี้ พยายามฉายภาพให้เห็นว่า ทุกตัวละครล้วนไม่มีใครสมบูรณ์แบบ ในภาพที่บางคนดูเป็นหนุ่มในฝัน ภาพลักษณ์สวยหรู อันที่จริงแล้วก็ต่างมีด้านสีเทาที่ไม่มีใครอยากจะเปิดเผย ตัวนางเอกเอง แม้ว่าสภาพภายนอกจะดูแตกต่างจากคนอื่น เพราะเป็นเด็กอินเดีย ท่ามกลางเด็กอเมริกัน ในขณะที่เธอพยายามทำตัวให้กลมกลืนกับพวกเขา เธอค่อยๆค้นพบว่า กลุ่มคนเหล่านี้ ความจริงแล้วแทบจะไม่เหมือนที่เธอคิดเลย และพวกเขาก็ไม่ได้แตกต่างจากเธอมากเท่าไหร่นัก



 


แม้ว่า
Never Have I Ever จะเล่าถึงชีวิตวัยรุ่น มีความเป็น Coming-of-Age อย่างเต็มตัว (คือการที่ตัวละครหลักต้องเผชิญกับสถานการณ์บางอย่าง ทำให้เขาหรือเธอได้เติบโตขึ้น ผ่านการเรียนรู้จากเหตุการณ์เหล่านั้น) แต่อันที่จริง มันคือซีรีส์ตลกจิกกัดสังคม และมีปมดราม่าที่มากกว่าเฉพาะของวัยรุ่น เพราะแม้แต่แม่ของนางเอกเอง ก็ต้องเผชิญหน้ากับปัญหารอบด้าน และมีหลายสิ่งที่เธอจะต้องตัดสินใจและเรียนรู้ไปกับมัน ซีรีส์จะฉายให้เห็นว่า การเติบโตขึ้น ไม่ใช่เรื่องเฉพาะเด็กๆเท่านั้น ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ แก่ขนาดไหนแล้ว การเรียนรู้และเติบโตขึ้นผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่เสมอ และเกิดขึ้นตลอดไปอีกด้วย

 

 

เหตุผลที่ทำให้ Never Have I Ever ฮิตติดลมบน



 

สิ่งที่ทำให้ Never Have I Ever กลายเป็นซีรีส์ที่ประสบความสำเร็จทั้งในแง่ของความนิยมและคำวิจารณ์นั้น คือองค์ประกอบต่างๆของมันที่ค่อนข้างลงตัว ทุกคนที่ดูสามารถเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับซีรีส์ได้อย่างไม่ยาก เพราะแกนหลักที่แท้จริงคือการ เล่าถึงคนที่พยายามจะทำให้ตัวเองสามารถเข้าได้กับสังคม คนที่รู้อยู่แก่ใจว่าเรามีความแตกต่าง แต่ต้องพยายามทำทุกทางเพื่อให้เป็นที่ยอมรับ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มักเกิดขึ้นเสมอ ไม่ว่าจะเป็นในชีวิตโรงเรียน การเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยใหม่ๆ หรือแม้แต่การทำงานในแต่ละที เรามักจะเผชิญปัญหาเรื่องการเป็นที่ยอมรับอยู่เสมอ นอกจากนี้ทุกคนล้วนต้องเผชิญกับปมในใจ ที่ต้องรับมือกับความสูญเสีย แบบที่นางเอกต้องเผชิญตั้งแต่เด็ก เพราะสูญเสียพ่อ ซึ่งปมเหล่านี้ ไม่สามารถสลัดออกไปได้อย่างง่ายดาย มันคือเรื่องที่มนุษย์ทั่วไปจะต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

นอกจากแก่นแท้ของ Never Have I Ever ที่เข้าถึงได้อย่างไม่ยากแล้ว สิ่งที่ทำให้ซีรีส์มีเสน่ห์อย่างถึงที่สุด คือบทที่ชาญฉลาด มันเป็นส่วนผสมอย่างดีเดียวระหว่างหนังวัยรุ่นสไตล์ Coming-of-Age เมื่อนางเอกต้องเผชิญกับหลากหลายปัญหาโลกแตก เมื่อเธอกำลังจะก้าวผ่านมันไปได้ คนกลายเป็นคนที่ดีขึ้น คนที่โตขึ้น คนดูก็จะค่อยๆมีความสุขไปกับตัวละคร และหันกลับมามีความสุข และมอบความหวังให้กับชีวิตตัวเองเช่นกัน นอกจากนี้ Never Have I Ever ยังมีองค์ประกอบของความเป็นหนังโรแมนติกคอเมดี้ชั้นดีอีกด้วย ซีรีส์สามารถสร้างสรรค์ฉากสนุกสนานมากมาย ที่เป็นตัวเล่าถึงความอลวนอลเวงในปมความรักของนางเอก ทำให้เรายิ่งเอาใจช่วยเธอ และท้ายที่สุด เสน่ห์อันล้นเหลือของหนัง มินดี้ คาร์ลิ่ง เกิดจากบทสนทนาประเภทตลกเสียดสี ที่หยิบเอาวัฒนธรรมป็อบ หรือข่าวสารในวงการบันเทิงรอบด้านมาใช้ ซึ่งทำให้ Never Have I Ever ดูไม่ตกยุคสมัยไปทันที ไม่ว่าจะเป็นมุกเสียดสีอดีตผู้มีอิทธิพลในวงการบันเทิงอย่าง ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน และมุกแซวงานเทศกาลดนตรีอย่าง โค้ชเชลล่า ว่าสกปรกและฝุ่นคลุ้งไม่ต่างจากอินเดียหรอก เป็นมุกที่เรียกเสียงฮาอย่างหนักได้เลย ส่วนชั้นเชิงการเล่นจะเป็นอย่างไรนั้น คงต้องไปติดตามในซีรีส์กันเอง

 

ไฮไลต์หลักของซีรีส์ที่แทบจะแบกงานหน้าจอไว้ คือเหล่าทีมนักแสดงนำ ที่มีความสดใหม่ และเสน่ห์เหลือล้นอย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนางเอก Maitreyi Ramakrishnan สาวน้อยสัญชาติแคนาดาวัย 18 ปี ที่สวมวิญญาณเป็นเทวีในวัย 15 ปี ได้อย่างสมบทบาท 100% เธอมีความเป็นที่รักของคนดู ไม่ว่าเทวีจะตัดสินใจอะไรผิดพลาด แต่ผู้ชมก็ยังคงรักเธอ และพยายามเชียร์ให้นางเอกได้เลือกทางเดินที่ถูกต้องอยู่เสมอ ท่ามกลางนักแสดงที่เข้ามาสมัครและทดสอบบทนี้กว่า 15,000 คน การที่เธอสามารถคว้าบทนี้มาได้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญและมีสามารถพิสูจน์ให้เห็นได้ผ่านผลงานทางหน้าจอ

 

อีกหนึ่งเสน่ห์ที่ Never Have I Ever หยิบเข้ามาเป็นเรื่องมือในการเล่าเรื่อง คือมีคนมาพากย์เรื่องราวชีวิตของ เทวี แต่กลับไม่ใช่เธอเองหรือคนรอบตัว มินดี้ คาร์ลิ่ง เลือกให้ จอห์น แม็คเอนโรว์ นักเทนนิสระดับโลกปากจัด มาเป็นคนเล่าเรื่อง (ซึ่งเขาเป็นตัวเองในเรื่องด้วย) แต่จะเพราะอะไร และตัวเขาเองจะเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ในซีรีส์อย่างไร ต้องไปชมกันเอง แต่ต้องยอมรับเลยว่า การเล่าเรื่องของเขานั้น เพิ่มอรรถรสให้กับซีรีส์เป็นอย่างมาก

 

ดังนั้น ไม่ต้องแปลกใจเลยที่ Never Have I Ever จะกลายเป็นซีรีส์ฮิตติดลมบนของ Netflix และน่าจะมีการอนุมัติสร้างซีซั่นที่ 2 ในไม่ช้า เพราะมันสนุกและลงตัวเป็นอย่างมาก มาพร้อมกับเหล่าตัวละครนำที่น่ารัก มีเสน่ห์ น่าเอาใจช่วย บทที่พาเราหัวใจสุด อิ่มเอมสุด และบางครั้งก็บีบหัวใจเราสุดๆ ใครที่ยังลังเลอยู่ อยากให้ลองเปิดชมซัก 1 ตอนก็ยังดี ความยาวเพียงแค่ 30 นาทีต่อตอนเท่านั้น แล้วคุณอาจจะติดใจ สามารถดูได้แล้วใน Netflix

 

 

********************************************

ติดตามคอลัมน์ SO WATCH และ ฟังวิทยุออนไลน์ Chill Online Work hard Chill Hard ได้ที่ 
www.chillfm.fm และที่
Application : Atimeonline โหลดฟรีที่ App Store และ Play Store
Facebook : Chill FM
Instagram : chillfmfanpage
Twitter : chillfmfanpage
 
******************************************
 
SO WATCH

BY GOSSIPGUN

 


 

บันเทิง