ส่อง 10 หนังคลาสสิคที่ควรดูก่อนตาย มีให้ชมแล้วใน NETFLIX |

ส่อง 10 หนังคลาสสิคที่ควรดูก่อนตาย มีให้ชมแล้วใน NETFLIX

ส่อง 10 หนังคลาสสิคที่ควรดูก่อนตาย

มีให้ชมแล้วใน NETFLIX

 

 

นอกจากเหล่าบรรดาหนังใหม่ที่ทยอยปล่อยออกมาให้ได้ชมกันในทุกๆสัปดาห์ ขุมทรัพย์สำคัญใน Netflix ที่คอหนังไม่ควรพลาดคือกองทัพหนังเก่า ที่มีการสรรหาใส่เข้ามาให้ชมอยู่ทุกเดือน ในยุคสมัยที่วีดีโอไม่มีอีกต่อไปแล้ว แม้แต่ดีวีดีที่เคยเฟื่องฟูก็หายาก หนังเก่า หลายเรื่องก็หายไปกับกาลเวลา แต่หนังเก่าคุณภาพจำนวนไม่น้อย ก็ถูกหยิบนำมาพัฒนาคุณภาพด้านภาพและเสียง และปล่อยให้ได้ชมกันในบริการสตรีมมิ่งหลากหลายสำนัก สัปดาห์นี้ คอลัมน์ So Watch จึงขอหยิบเอา 10 หนังคลาสสิค ที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง และมีให้ชมกันง่ายๆใน Netflix มาแนะนำกัน

 

********************************************

 

The Godfather



 

ขึ้นแท่นหนังที่ยอดเยี่ยมที่สุดในยุค 70 และเป็นหนึ่งในหนังที่ดีที่สุดตลอดกาลอีกด้วย สำหรับภาพยนตร์อาชญากรรมเอพิคของผู้กำกับ ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปล่า สร้างจากนิยายของ มาริโอ้ พูซโซ่ในชื่อเดียวกัน (ซึ่งพูซโซ่มาร่วมเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย) เล่าถึงเส้นทางสู่การเป็นเจ้าพ่อมาเฟียของ ไมเคิล คาลีโอเน่ (รับบทโดย อัล ปาชิโน่) ทายาทของผู้ทรงอิทธิพลอย่าง วีโต้ คาลีโอเน่ (รับบทโดย นักแสดงระดับตำนาน มาร์ลอน แบรนโด) ที่ตั้งปลุกปั้นลูกชาย จากผู้ที่ไม่สนใจในอำนาจ สู่การเป็นผู้สานต่อกิจการของครอบครัว

 

หนังได้รับคำยกย่องในแทบทุกด้าน จนสามารถคว้ารางวัลออสการ์ในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมมาครองได้สำเร็จ แถมหนังภาคต่ออย่าง The Godfather Part II ที่ออกฉายในอีก 2 ปีต่อมา ก็สร้างสถิติในฐานะหนังภาคต่อเรื่องแรกที่ชนะออสการ์ หนังยอดเยี่ยม นอกจากหนังจะได้รับคำชมอย่างมหาศาลแล้ว หนังยังได้รับความนิยมจากผู้ชมอีกด้วย โดยเมื่อปี 1972 ที่เข้าฉาย หนังสามารถทุบสถิติกลายเป็นหนังทำเงินสูงสุดตลอดกาลได้สำเร็จ จนกระทั่งถูกโค่นแชมป์โดย Jaws ในอีก 3 ปีถัดมา

 

จนถึงปัจจุบัน The Godfather ยังได้รับการยกย่องให้เป็นหนังแก๊งสเตอร์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล และสร้างแรงบันดาลใจให้กับหนังมาเฟียในยุคต่อมา รวมถึง American Film Institute (หรือ AFI) ได้ยกย่องให้ The Godfather เป็นหนังที่ดีที่สุดตลอดกาลอันดับที่ 2 เป็นรองเพียง Citizen Kane เพียงเรื่องเดียวเท่านั้น

 

↦ เกร็ดน่าสนใจเกี่ยวกับหนัง : แม้ว่า มาร์ลอน แบรนโด จะชนะออสการ์ในสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม แต่เขาเลือกที่จะปฏิเสธการรับรางวัล และส่งนักเรียงร้องสิทธิมนุษยชนขึ้นไปกล่าวสุนทรพจน์บนเวทีแทน ผลมาจากการที่วงการฮอลลีวู้ดไม่ให้ความเท่าเทียมกับคนอเมริกันพื้นเมืองในการทำงานในแวดวงภาพยนตร์ เขากลายเป็นนักแสดงคนที่ 2 ถัดจาก จอร์จ ซี.สก็อตต์ ที่บอยคอตต์รางวัลออสการ์ในปี 1970

 

 

Jaws



 

หนึ่งในภาพยนตร์ระทึกขวัญที่ยอดเยี่ยมที่สุดและได้รับความนิยมมากที่สุดในยุค 70 แถมยังเป็นผลงานแจ้งเกิดให้กับ สตีเว่น สปีลเบิร์ก ที่ต่อมาได้รับการขนานนามว่าเป็น "พ่อมดฮอลลีวู้ด" ผลจากการเป็นผู้กำกับที่มีหนังอันน่าอัศจรรย์ทั้งงานภาพและการเล่าเรื่องมากมาย โดย Jaws เล่าถึงเหตุการณ์สุดสยอง เมื่อฉลามขาวกินเนื้อคนออกล่าเหยื่อบริเวณชายหาดที่อัดแน่นไปด้วยผู้คน นายอำเภอจึงต้องจับมือกับนักล่าและผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับฉลาม จัดการกับอสูรกายตัวนี้ ก่อนที่จะเกิดโศกนาฏกรรมกลางทะเลขึ้น

 

Jaws ถือว่่าเป็นหนังที่สุดแห่งความทะเยอทะยานแห่งยุค เพราะสมัยนั้นยังไม่เคยมีหนังใหญ่เรื่องไหนถ่ายทำกลางทะเลมาก่อน ทำให้เกิดความยากลำบากในการถ่ายทำ งบบานปลาย แต่ท้ายที่สุด หยาดเหงื่อที่เสียไป ก็แลกมาด้วยความสำเร็จ Jaws กลายเป็นหนังฮอลลีวู้ดเรื่องแรกที่ได้รับการขนานนามว่า "Blockbuster” หรือทำเงินถล่มทลาย ด้วยการเข้าฉายในจำนวนโรงที่มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ค่ายหนังทุ่มการตลาดและโปรโมท จนท้ายที่สุด Jaws สามารถโค่นแชมป์ The Godfather ในฐานะหนังทำเงินสูงสุดตลอดกาลในสมัยนั้น (ก่อนที่จะถูกโค่นแชมป์ในอีก 2 ปีถัดมาจาก Star Wars)

 

↦ เกร็ดน่าสนใจเกี่ยวกับหนัง : จากความสำเร็จ ทำให้ทางสตูดิโออนุมัติสร้างภาคต่อของ Jaws มาอีกถึง 3 ภาค แต่ สตีเว่น สปีลเบิร์ก ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างไร ผลตอบรับคือหนังทั้ง 3 ภาคที่เหลือ ค่อยๆทำเงินลดลงเรื่อยๆ เช่นเดียวกับคำวิจารณ์ ที่ไม่มีเรื่องไหน ได้รับคำชมเท่าภาคแรกแล้ว ที่เป็นระดับมาสเตอร์พีซ จนกระทั่งได้เข้าชิงออสการ์ ในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม แม้จะพ่ายแพ้ไปก็ตาม

 

 

 

The Shining



 

ผลงานหนังเขย่าขวัญชั้นเยี่ยมของผู้กำกับชั้นครู สแตนลี่ย์ คูบริค ที่ออกฉายเมื่อปี 1980 ดัดแปลงจากนิยายของเจ้าพ่อหนังสือสยองขวัญ สตีเฟ่น คิง นำแสดงโดย แจ็ค นิโคลสัน ในบทของ แจ็ค ทอร์แรนซ์ คุณพ่อที่รับงานเฝ้าโรงแรมกลางหุบเขาในช่วงฤดูหนาว ซึ่งด้วยสภาพอากาศที่เลวร้าย ทำให้รีสอร์ทแห่งนี้ต้องปิดกิจการในช่วงนี้ของปีเป็นประจำเป็นเวลาหลายเดือน ลูกจ้างทั้งหมดถูกส่งกลับบ้าน มีเพียงแจ็คและครอบครัว ที่ต้องเดินทางมาเฝ้าและอาศัยอยู่ในโรงแรมขนาดใหญ่แห่งนี้เพียงลำพัง ไม่นานหลังจากนั้น แจ็คและครอบครัวก็เริ่มเผชิญกับเหตุการณ์สยอง เหนือการอธิบาย และยากแก่การหลีกหนี

 

แม้ว่าขณะที่หนังออกฉายจะไม่มีทำเงินอะไรมากนัก แถมยังได้รับคำวิจารณ์ในยุคนั้นในแบบก้ำกึ่ง มีทั้งนักวิจารณ์ที่ชอบและไม่ชอบ รวมถึงตัว สตีเฟ่น คิง เจ้าของนิยายต้นฉบับ ก็ไม่ได้ประทับใจผลลัพภ์ของหนังเท่าไหร่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป The Shining ค่อยๆได้รับการยกย่องมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ จนปัจจุบันกลายเป็นหนึ่งในหนังเขย่าขวัญที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล เป็นหนึ่งที่ทรงอิทธิพลในวัฒนธรรมป็อป แม้กระทั่งเมื่อปีที่ผ่านมา สตีเว่น สปีลเบิร์ก ก็ได้หยิบยกเอาฉากเด่นของ The Shining มาจำลองไว้ใน Ready Player One รวมถึงไปหนังภาคต่ออย่าง Doctor Sleep ก็เพิ่งจะเข้าฉายไป

 

เกร็ดน่าสนใจเกี่ยวกับหนัง : ใครจะไปเชื่อว่าหนังที่ได้รับการยกย่องในปัจจุบันอย่าง The Shining ยุคสมัยที่หนังฉายนั้น ย่ำแย่ถึงขั้นได้เข้าชิงรางวัล Razzie Awards มาแล้ว ในสาขาผู้กำกับยอดแย่ นั่นคือ สแตนลี่ย์ คูบริก และนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม นั่นคือ แชลลี่ ดูวัลล์ แม้ว่าทั้งคู่จะชวดไปก็ตาม หนังดีบางเรื่องต้องใช้กาลเวลาในการพิสูจน์จริงๆ

 

 

Psycho



 

ผลงานหนังเขย่าขวัญขึ้นหิ้งของผู้กำกับ อัลเฟรด ฮิชท์ค็อก ปรมาจารย์ของภาพยนตร์แนวนี้ ที่ออกฉายเมื่อปี 1960 ที่จนถึงปัจจุบันยังคงได้รับการยกย่องว่าเป็นหนังเขย่าขวัญที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล เล่าถึง แมเรียน เครน เลขาธิการสาวที่ยักยอกเงินจากเจ้านาย และพยายามจะหลบหนี ระหว่างทางเธอได้เข้าพักที่โรงแรมเล็กๆแห่งหนึ่ง และได้พบกับ นอร์แมน เบตท์ ชายปริศนาที่เป็นเจ้าของโรงแรมแห่งนี้ จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์สุดสยอง ยากแก่การคาดเดาขึ้น

 

แม้ว่าหนังจะถ่ายทำด้วยทุนสร้างที่ค่อนข้างต่ำ ทีมงานที่เป็นคนโทรทัศน์เสียส่วนใหญ่ และนำเสนอในรูปแบบหนังขาวดำ แต่หนังกลับได้รับความนิยมและทำเงินอย่างน่าพอใจ แม้ตอนแรกที่ออกฉายคำวิจารณ์จะก้ำกึ่ง แต่หนังก็ได้รับคำชมอย่างมาก จากคอหนังในนานาประเทศ จนกระทั่งต่อมา Psycho ขึ้นแท่นหนึ่งในหนังที่ยอดเยี่ยมที่สุดในชีวิตการทำงานของ อัลเฟรด ฮิชท์ค็อก นอกจากนี้หนังยังตั้งมาตรฐานใหม่สำหรับความรุนแรงในภาพยนตร์ ซึ่งในยุคนั้น เรื่องนี้ถือว่ามีฉากรุนแรง โหดเลือดสาด ในระดับที่มากกว่าปกติ รวมไปถึงหนังได้รับการยกย่องว่าเป็นต้นแบบของหนังแนวเชือดเลือดสาดในยุคแรกๆ (หนังแนวนี้ที่โด่งดังในยุคต่อมา อาทิ Friday The 13th และ Scream เป็นต้น

 

↦ เกร็ดน่าสนใจเกี่ยวกับหนัง : ฉากอันเป็นที่จดจำสุดของ Psycho คือฉากฆาตกรรมในอ่างอาบน้ำ แม้ว่าในเวอร์ชั่นที่ใช้ในหนังจะมีความยาว 3 นาที แต่หนังกลับใช้เวลาถ่ายทำนานถึงเกือบ 7 วัน แถมผู้กำกับ อัลเฟรด ฮิทช์ค็อก ยังพยายามลองถ่ายทำในหลายๆแบบ มีการทดลองมุมกล้องมากถึง 77 มุม เพื่อให้ฉากดังกล่าวออกมาสมบูรณ์แบบมากที่สุด และก็ยังคงตราตรึงคอภาพยนตร์จนกระทั่งถึงทุกวันนี้

 

 

Close Encounter of the Third Kind



 

หลังประสบความสำเร็จกับ Jaws พ่อมดฮอลลีวู้ด สตีเว่น สปีลเบิร์ก ก็สานต่อความสำเร็จด้วยภาพยนตร์ไซไฟเรื่องนี้ ที่ออกฉายในปี 1977 พร้อมดึงนักแสดงร่วมจาก Jaws อย่าง ริชาร์ด ไดรย์ฟัส มานำแสดงในหนังเรื่องนี้ ในบทบาทของ รอย เนียร์รี่ หนุ่มออฟฟิศธรรมดาๆในรัฐอินเดียน่า ที่สหรัฐอเมริกาฯ ที่ชีวิตเหมือนเดิมทุกวัน จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้เจอกับ ยูเอฟโอ ทำให้ชีวิตหลังจากนั้นของเขาเปลี่ยนไปตลอดกาล

 

Close Encounter of the Third Kind ถือว่าเป็นโปรเจ็คในฝันของ สปีลเบิร์ก เขาเริ่มต้นเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ก่อนเริ่มพัฒนา Jaws ด้วยซ้ำ จนกระทั่งมีโอกาสสร้างหลังความสำเร็จของ Jaws โดยนี่ถือเป็นหนังวิทยาศาสตร์ชิ้นแรกของเขา ก่อนที่จะสร้างหนังเดียวกันนี้ออกมาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งถึงปัจจุบัน (ล่าสุดคือ Ready Player One) โดยย้อนกลับไปเมื่อปี 1977 ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือว่าทั้งประสบความสำเร็จในแง่ของรายได้และคำวิจารณ์ สามารถกวาดเงินมากกว่า 300 ล้านเหรียญฯจากทั่วโลก (ซึ่งถือว่าสูงมากในยุคสมัยนั้น) และได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 8 สาขา และชนะกลับมาในสาขาบันทึกภาพยอดเยี่ยม

 

จากความนิยมของหนังที่มาในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับ Star Wars และ Superman ทำให้หนังไซไฟเริ่มเป็นที่นิยมอย่างมากในฮอลลีวู้ด จนกระทั่งมีการสร้างหนังวิทยาศาสตร์ฟอร์มใหญ่ออกมาอีกเพียบในยุค 80 

 

↦ เกร็ดน่าสนใจเกี่ยวกับหนัง : ฟรองซัวร์ ทรูว์โฟ ผู้กำกับระดับตำนานจากฝรั่งเศส ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย นี่ถือว่าเป็นหนังเพียงเรื่องเดียวที่ฟรองซัวร์แสดงโดยที่ไม่ได้กำกับเอง รวมถึงเป็นหนังภาษาอังกฤษเรื่องเดียวที่เขาแสดงอีกด้วย ในช่วงระหว่างพักการถ่ายทำ เขาก็ใช้เวลาในกองเพื่อเขียนบทภาพยนตร์เรื่องใหม่ของเขาด้วย ช่างเป็นสุดยอดผู้กำกับเสียจริง 

 

 

Vertigo



 

หนังทริลเลอร์จิตวิทยาของเจ้าพ่อหนังเขย่าขวัญ อัลเฟรด ฮิทช์ค็อก ซึ่งออกฉายเมื่อปี 1958 นำแสดงโดยนักแสดงระดับตำนานอย่าง เจมส์ สจ๊วร์ต ในบทอดีตนายตำรวจที่โดนบีบบังคับให้เกษียณก่อนวัย เขากำลังประสบปัญหาเรื่องกลัวความสูง และมีปัญหาด้านจิตบางอย่าง ต่อมาเขาได้รับการว่าจ้างจากคนรู้จัก ให้สะกดรอยภรรยาที่ซึ่งผู้ว่าจ้างเชื่อว่าเธอมีพฤติกรรมประหลาดและเปลี่ยนไปจากเดิม

 

เช่นเดียวกับหนังเก่าหลายต่อหลายเรื่อง ที่ตอนเข้าฉายครั้งแรกได้รับคำวิจารณ์ที่ก้ำกึ่ง แต่ต่อมาค่อยๆเป็นที่กล่าวถึงในฐานะหนังมาสเตอร์พีซเรื่องหนึ่งของ ฮิทช์ค็อก เป็นหนังที่เป็นตัวแทนฝีไม้ลายมือในการทำงานของผู้กำกับท่านนี้ได้เป็นอย่างดี โดยเมื่อปี 2012 ทาง British Film Institute ได้มีการทำโพลใหม่ และยกให้ Vertigo ขึ้นแท่นหนังที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล ได้รับคะแนนแซงหน้าแชมป์เก่าอย่าง Citizen Kane กลายเป็นหนังเก่าที่คอหนัง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักศึกษาวิชาภาพยนตร์ ต้องดูให้ได้

 

↦ เกร็ดน่าสนใจเกี่ยวกับหนัง : ความนิยมของ Vertigo ไม่ใช่เฉพาะในฮอลลีวู้ดเท่านั้น แต่ยังลามไกลไปถึงประเทศอินเดีย จนกระทั่งมีการหยิบนำไปรีเมกใหม่เป็นเรื่อง Kalangarai Vilakkam และออกฉายในปี 1965 แต่หนังกลับไม่สามารถได้รับคำชมได้เทียบเท่ากับต้นฉบับ

 

 

Friday The 13th



 

หนึ่งในต้นตำรับหนังระทึกขวัญเลือดสาดที่ออกฉายเมื่อปี 1980 ที่ประสบความสำเร็จตีคู่มากับ Halloween ที่ออกฉาย 2 ปีก่อนหน้า เล่าเรื่องราวของกลุ่มวัยรุ่นที่ถูกฆ่าตายอย่างปริศนาทีละคน ทีละคน หลังมีความพยายามจะเปิดค่ายซัมเมอร์ที่ถูกทิ้งไว้อย่างรกร้าง โดยภาคแรกนั้น ทำให้ผู้ชมได้รู้จัก เจสัน เวอร์ฮี ซึ่งต่อมากลายเป็นหนึ่งในตัวร้ายที่คลาสสิคที่สุดตลอดกาลของหนังเขย่าขวัญ จากทุนสร้างเพียง 5 แสนเหรียญฯ กลับสามารถกวาดเงินทั่วโลกไปมากกว่า 60 ล้าน ทำให้หนังมีภาคต่อตามออกมาอีกเพียบ จนกระทั่งจนถึงปัจจุบัน หนังตระกูล Friday the 13th มีการสร้างออกมาแล้วถึง 12 เรื่อง 

 

↦ เกร็ดน่าสนใจเกี่ยวกับหนัง : หนังเรื่องนี้เริ่มต้นจากการเป็นหนังผู้สร้างอิสระ ในตอนที่หนังถูกสร้าง ยังไม่มีสตูดิโอรายไหนเข้ามาดูแลการฉายและจัดจำหน่ายให้ แต่ด้วยผลลัพภ์ที่น่าพอใจ ทำให้สตูดิโอยักษ์ใหญ่มากมายทั้ง พาราเมาต์ พิคเจอร์, วอร์เนอร์ บราเธอร์ และยูไนเต็ด อาร์ทติส ต่างจับจ้องโปรเจ็คนี้ โดยท้ายที่สุดทาง วอร์เนอร์ได้สิทธิ์ในการฉายในสหรัฐอเมริกาฯ ส่วนพาราเมาต์ได้สิทธิในตลาดยุโรป

 

 

2001 : A Space Odyssey



 

ขึ้นแท่นหนังอวกาศที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดตลอดกาล สำหรับผลงานสุดทะเยอทะยานชิ้นนี้ของ สแตนลี่ย์ คูบริก ที่ออกฉายครั้งแรกเมื่อปี 1968 เล่าถึงการเดินทางสู่ดาวพฤหัสของนักบินอวกาศ และคอมพิวเตอร์อัจฉริยะที่ชื่อ HAL ซึ่งสามารถควบคุมทุกส่วนของยานอวกาศได้ โดยการเดินทางในครั้งนี้นำไปสู่เรื่องราวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นวิวัฒนาการของมนุษย์, สิ่งจักรกลประดิษฐ์อัศจรรย์ และความเป็นไปได้ของสิ่งมีชีวิตนอกโลก 

 

2001 : A Space Odyssey คือหนังที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นต้นแบบของหนังอวกาศในยุคต่อมาอีกมากมาย ทั้งในแง่ของการพรรณนาเส้นทางสู่อวกาศ, งานเทคนิคงานสร้างที่น่าตื่นตาและแปลกตา รวมถึงงานภาพสุดอลังการ แต่ในขณะเดียวกัน ในแง่ของการเล่าเรื่องก็เต็มไปด้วยงานภาพเชิงสัญลักษณ์ ที่ต้องอาศัยการตีความ เป็นหนังอวกาศที่ไม่ได้สื่อสารกับผู้ชมด้วยเส้นเรื่องเพียงชั้นเดียว แต่มีความลึกซึ้งในประเด็นที่พยายามจะเล่าอีกด้วย

 

ในปีที่ออกฉาย 2001 : A Space Odyssey สามารถกวาดรายได้สูงสุดเป็นอันดับ 2 ของปี และได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 4 สาขา รวมถึง สแตนลี่ย์ คูบริก สามารถคว้ารางวัลออสการ์ในสาขาเทคนิคงานสร้างมาครองได้ด้วย จนกระทั่งถึงปัจจุบันหนังได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดตลอดกาล รวมไปถึงยังส่งผลต่อนักสร้างหนังรุ่นหลังๆอีกมากมาย 

 

↦ เกร็ดน่าสนใจเกี่ยวกับหนัง : ดนตรีที่ใช้ประกอบในหนังเรีื่องนี้ถือว่่าโดดเด่นมาก เพราะหนังมีบทสนทนาไม่มากนัก ดังนั้นช่วงเวลาจำนวนไม่น้อย จึงถูกเล่าโดยมีดนตรีเป็นองค์ประกอบสำคัญ และเพลงคลาสสิคก็ถูกเลือกนำมาใช้ในหนัง ช่วงเวลาที่มีบทสนทนาจะไม่มีเสียงดนตรี โดยเพลงเกินครึ่งของหนัง ถูกใช้ในเวลาเวลาก่อนที่ประโยคแรกในหนังจะถูกพูดขึ้นมาเสียด้วยซ้ำ

 

 

Rosemary's Baby



 

ภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องเยี่ยมของผู้กำกับ โรมัน โปลันสกี้ ที่ออกฉายเมื่อปี 1968 ดัดแปลงจากนิยายที่ชื่อเดียวกัน นำแสดงโดย มีอา ฟาร์โรล์ ในบทบาทของโรสแมรี่ หญิงท้องแก่ ที่หวั่นเกรงว่าลูกในท้องของเธอ จะถูกลัทธิปีศาจอันชั่วร้าย นำไปใช้ในพิธีกรรมสุดสยองของพวกเขา โดยหนังมีการผสมผสานระหว่างเรื่องของ ความพารานอยด์, สิทธิสตรี และความเชื่อทางศาสนา 

 

Rosemary's Baby ได้รับคำชมพอสมควรในฐานะหนังสยองขวัญจิตวิทยา และส่งให้ โรมัน โปลันสกี้ ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ ในสาขาบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมอีกด้วย รวมไปถึงนักแสดงสมทบอย่าง รูธ กอร์ดอน ก็สามารถชนะรางวัลออสการ์ได้สำเร็จ ในสาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม จนกระทั่งถึงปัจจุบัน หนังเรื่องนี้ก็ยังคงถูกจัดให้ติดในอันดับหนังสยองขวัญอันเยี่ยมยอดอยู่เสมอ ไม่ว่าจะโพลของสำนักใดๆ

 

↦ เกร็ดน่าสนใจเกี่ยวกับหนัง : American Film Institute ได้จัดอันดับ 100 ภาพยนตร์ระทึกขวัญชั้นเยี่ยม โดย Rosemary's Baby สามารถติดในอันดับที่ 9 โดยอันดับที่ 1 คือภาพยนตร์สยองขวัญเรื่อง Psycho ของอัลเฟร็ด ฮิทช์ค็อก (ซึ่งเราแนะนำกันไปแล้วก่อนหน้านี้

 

 

E.T. : The Extra-Terristrial



 

หนึ่งในภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล ของผู้กำกับ สตีเว่น สปีลเบิร์ก ที่ออกฉายเมื่อปี 1982 เล่าเรื่องราวมิตรภาพระหว่าง เอเลียต เด็กหนุ่มที่กลายมาเป็นเพื่อนกับสิ่งมีชีวิตจากนอกโลก (เรียกกันสั้นๆว่า อีที) ที่ดันมาติดอยู่บนโลกมนุษย์ และพยายามจะหาทางกลับบ้าน โดยจากทุนสร้างเพียง 10 ล้านเหรียญฯ E.T. ขึ้นแท่นเป็นหนังบล็อคบัสเตอร์ทันทีที่ออกฉาย โดยสามารถกวาดรายได้อย่างถล่มทลายจากทั่วโลก จนกระทั่งแซงหน้า Star Wars กลายเป็นหนังที่ทำเงินสูงสุดตลอดกาลในสมัยนั้น

 

นอกจากในแง่ความนิยมแล้ว E.T. ยังสามารถเข้าชิงรางวัลออสการ์ได้มากถึง 9 สาขา รวมถึงภาพยนตร์ยอดเยี่ยม แต่น่าเสียดายที่หนังกลับแพ้ให้กับ Gandhi อีกหนึ่งหนังคุณภาพไปเสีย

 

↦ เกร็ดน่าสนใจเกี่ยวกับหนัง : นอกจากจะเป็นหนังที่ได้รับการจดจำในฐานะหนึ่งในหนังที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาลแล้ว E.T. ยังถือว่าเป็นผลงานแจ้งเกิดนักแสดงวัยเด็กอย่าง ดรูว์ แบร์รี่มอร์ อีกด้วย ซึ่งขณะถ่ายทำหนังเรื่องนี้ เธออายุเพียงแค่ 7 ขวบเท่านั้น

 

 

*******************************************

ติดตามคอลัมน์ SO WATCH และ ฟังวิทยุออนไลน์ Chill Online Work hard Chill Hard ได้ที่ 
www.chillfm.fm และที่
Application : Atimeonline โหลดฟรีที่ App Store และ Play Store
Facebook : Chill FM
Instagram : chillfmfanpage
Twitter : chillfmfanpage
 
******************************************
 
SO WATCH

BY GOSSIPGUN

 

บันเทิง