20 เรื่องราวสุดอึ้งของ The Dark Knight ไตรภาค ที่คุณอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อน ! |

20 เรื่องราวสุดอึ้งของ The Dark Knight ไตรภาค ที่คุณอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อน !

20 เรื่องราวสุดอึ้งของ The Dark Knight ไตรภาค

ที่คุณอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อน ! 

 

ก่อนที่จะถึงโปรแกรมฉายของ Tenet ผลงานชิ้นใหม่ล่าสุดของผู้กำกับแห่งยุคอย่าง คริสโตเฟอร์ โนแลน ที่ทางวอร์เนอร์ฯ วางโปรแกรมฉายทั่วโลกไว้ ปลายเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้ ทางค่ายก็ได้เตรียมปูพรม หยิบเอาผลงานระดับขึ้นหิ้งของเขา (ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเช่นนั้น) กลับมาฉายใหม่อีกครั้งในโรงภาพยนตร์ ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสอันดีงาม เพราะว่าโรงภาพยนตร์ที่ทยอยกลับมาเปิดให้บริการในขณะนี้ ก็ยังไม่ค่อยมีภาพยนตร์ใหม่ที่ฟอร์มใหญ่พอ มาดึงผู้ชมกลับเข้าสู่โรงภาพยนตร์อยู่ดี

 

เริ่มต้นจากสุดสัปดาห์นี้ ที่ทางวอร์เนอร์ฯขอถือโอกาส หยิบเอาหนังแบทแมนไตรภาคในฉบับของ คริสโตเฟอร์ โนแลน อันประกอบด้วย Batman Begins ในปี 2005, The Dark Knight ในปี 2008 และ The Dark Knight Rises ในปี 2012 กลับมาเข้าฉายในโรงอีกครั้งในระบบ IMAX ของเครือ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ซึ่งจะฉายเรียงกัน 3 ภาครวด ดังนั้นถ้าคุณว่างทั้งวัน ก็สามารถไล่ชมแบบมาราธอนรวดเดียวเลย (หรือจะดูคนละวัน หรือดูแค่ภาคใดภาคหนึ่งก็สามารถ) หรือจะเลือกชมในจอปกติก็เป็นไปได้ ในโรงภาพยนตร์เครือเอสเอฟ โดยหนังจะเข้าฉายราวๆ 3 สัปดาห์ ก่อนที่วันที่ 16 กรกฎาคม วอร์เนอร์ฯจะส่ง Inception กลับมาฉายใหม่อีกครั้ง เพื่อปูพรมสู่ Tenet และเป็นการฉลองครบรอบ 20 ปีของหนังอีกด้วย

 

ดังนั้นในสัปดาห์นี้ คอลัมน์ So Watch จึงขอหยิบเอาเกร็ดที่น่าสนใจ จากไตรภาคแบทแมน ฉบับคริสโตเฟอร์ โนแลน มาเล่าให้ฟังกัน เป็นมุมเรื่องราวที่เกิดขึ้น ทั้งในแง่ของการเตรียมงานสร้าง การถ่ายทำ หรือรายละเอียดของนักแสดงที่คุณอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อน

 

********************************************



ณ ตอนที่ถ่ายทำหนัง คริสเตียน เบล คือนักแสดงที่อายุน้อยที่สุดที่เคยรับบทแบทแมนในฉบับภาพยนตร์ เบลอายุ 30 ปี ขณะที่แสดงใน Batman Begins ในขณะที่นักแสดงคนแรกที่รับบทแบทแมน ฉบับภาพยนตร์นั้นคือ ไมเคิล คีตัน เขาแสดงใน Batman ตอนอายุ 38 ปี, วัล คิลเมอร์ และจอร์จ คลูนีย์ อายุ 36 ปีเหมือนกัน ตอนที่เริ่มถ่าย Batman Forever และ Batman & Robin ต่อมาหลังจาก เบลวางมือจากบทนี้ เบน แอฟเฟล็คมาแสดงต่อ ซึ่งเขาอายุถึง 44 ปี ขณะแสดงใน Batman V Superman ส่วนแบทแมนคนล่าสุด โรเบิร์ต แพททินสัน ปัจจุบัน อายุ 34 ปีแล้ว (แต่ยังดูหนุ่มมาก)


 

ก่อนหน้าที่ ฮีธ เล็ดเจอร์ จะมาคว้าบทบาท โจ๊กเกอร์ ในหนังภาคที่ 2 ของไตรภาคอย่าง The Dark Knight ย้อนกลับไปสมัยก่อนเริ่มต้นภาคแรก (Batman Begins) คริสโตเฟอร์ โนแลน เคยสนใจอยากได้ ฮีธ เล็ดเจอร์ มารับบทแบทแมน จึงชักชวนให้มาทดสอบบทดู ไม่นานหลังจากที่ได้เจอและทดสอบบทกัน ทั้ง ฮีธ และคริสโตเฟอร์ ก็เห็นตรงกันว่า เขาไม่เหมาะสำหรับบท บรู๊ซ เวย์น จนกระทั่งเวลาผ่านไป คริสโตเฟอร์ได้เลือกให้ ฮีธ มารับบทโจ๊กเกอร์ และทำให้เขาชนะรางวัลออสการ์ ในสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม แม้ว่าจะได้รับรางวัลนี้ หลังจากเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม


 

ก่อนหน้าที่ คริสเตียน เบล จะมารับบท บรู๊ซ เวย์น ใน Batman Begins ผลงานชิ้นก่อนของเขา คือการแสดงในหนังทริลเลอร์เรื่อง The Machinist ซึ่งเขาต้องลดน้ำหนักอย่างหนัก นั่นหมายความว่าการที่จะมารับบทแบทแมนนั้น เขาต้องเพิ่มน้ำหนักและฟิตร่างกายอย่างมาก มีรายงานว่า เบลต้องจ้างเทรนเนอร์ส่วนตัวมาดูแลตรงนี้ เพื่อให้น้ำหนักเขาเพิ่มมากขึ้นถึง 45 กิโลกรัม ในเวลาอันรวดเร็ว เพียงแค่ไม่กี่เดือนก่อนจะถ่ายทำ ต่อมาหลังจากนั้น เบล ก็ถือว่าเป็นนักแสดงคนหลักๆในฮอลลีวู้ด ที่เพิ่มน้ำหนักและลดน้ำหนักเพื่อบทเสมอ อาทิ การรับบทใน American Hustle และ Vice ที่ต้องเพิ่มน้ำหนัก



บทบาท เฮนรี่ ดูการ์ด ที่ทำหน้าที่เหมือนอาจารย์ของบรู๊ซ เวย์น ในหนังภาค Batman Begins นั้น เดิมที โนแลนอยากให้ แกรี่ โอลด์แมน มาเล่น แต่ท้ายที่สุดเขาเห็นว่า แกรี่ เหมาะกับบทบาท สารวัตรกอร์ดอน มากกว่า จึงได้รับบทตำรวจในเมืองก็อตแธมไป หลังจากนั้น โนแลน ก็เล็งไปที่ กาย เพียร์ซ นักแสดงที่เขาร่วมงานกันมา ในหนังแจ้งเกิดโนแลนอย่าง Memento แต่ทั้งคู่ก็เห็นตรงกันว่า กาย เพียร์ซ อายุน้อยเกินไปสำหรับบทนี้ ท้ายที่สุดบทนี้จึงตกเป็นของ เลียม นีสัน ซึ่งในช่วงเวลาหนึ่งขึ้นชื่อในฐานะนักแสดงที่มักจะรับบทอาจารย์ของตัวละครนำ เช่น เขาเคยรับบท ไควกอนจิน อาจารย์ของ โอบีวัน เคโนบี ในหนัง Star Wars Episode I : The Phantom Menace



ตัวละคร ราเชล ดอว์น ที่แสดงโดย เคธี่ โฮมส์ ในหนัง Batman Begins นั้น แตกต่างจากตัวละครอื่นในหนังทั้งหมด เพราะเป็นตัวละครหลักตัวเดียว ที่ไม่เคยปรากฏในหนังสือคอมมิคมาก่อน ตัวละครนี้เป็นการแต่งเข้ามาใหม่โดย คริสโตเฟอร์ โนแลน เท่านั้น ซึ่งตัวละครนี้เขียนขึ้นมาเพื่อ เคธี่ โฮมส์เลย โดยมีทางเลือกสำรองสำหรับบทนี้ คือ รีส วิทเธอร์สพูน และแคลร์ เดนส์ แต่ท้ายที่สุด เคธี่ก็เล่นบทนี้แค่ภาคเดียว เพราะเธอปฏิเสธที่จะกลับมารับบทเดิมใน The Dark Knight เนื่องจากติดหนังเรื่อง Mad Money ทำให้ โนแลนต้องเลือก แมกกี้ จิลเลนฮาล มาสวมบทบาทนี้แทนในที่สุด



เกร็ดน่าสนใจของ Batman Begins ผ่านตัวเลขประกอบด้วย : ในหนังภาคนี้ มีตัวละครต่างๆพูดคำว่า Batman เพียงแค่ 10 ครั้งเท่านั้น / ในหนังภาคนี้ ทีมงานได้เตรียมรถแบทโมบิล ไว้ทั้งหมด 5 คันด้วยกัน / จนกระทั่งเวลาในหนังผ่านไป 60 นาที บรู๊ซ เวย์น ถึงค่อยปรากฏตัวในชุดแบทแมน 

 

หนังแบทแมนฉบับของ คริสโตเฟอร์ โนแลน ต่างจากฉบับก่อนหน้าของ ทิม เบอร์ตัน และโจเอล ชูมัคเกอร์ ในหลายๆจุด ส่วนสำคัญคือภาพของเมืองก็อตแธม ที่ Batman เวอร์ชั่นก่อน มักจะนำเสนอในลักษณะเมืองลึกลับ ไม่มีอยู่จริง แต่โนแลนอยากให้ผู้ชมรู้สึกสมจริงกับหนัง และคุ้นเคยกับสภาพบ้านเมือง เขาจึงเลือกถ่ายภาพกว้าง ภาพเมืองจากทั้งนิวยอร์ก, ชิคาโก และลอนดอน เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกว่า ก็อตแธม มีอยู่จริงและใกล้ตัวกว่าที่เราคิด

 

คริสโตเฟอร์ โนแลน ใช้หนังไซไฟเรื่องเยี่ยมอย่าง Blade Runner ผลงานของ ริดลี่ย์ สก็อตต์ เมื่อปี 1982 เป็นแรงบันดาลใจหลักในการสร้างหนังเรื่องนี้ เขาเลือกที่จะฉาย Blade Runner ทำให้ทีมงานหลักๆได้ชม เพื่อจะได้มุมมองของภาพ และหยิบเอาสไตล์การเล่าเรื่อง มาใช้สำหรับ Batman Begins รวมไปถึงการออกแบบงานสร้าง ซึ่งเขาต้องการจินตนาการที่ไร้ขอบเขต ท้ายที่สุด ผลงานการถ่ายภาพของ วอลลี่ ฟิสเตอร์ ทำให้เจ้าตัวได้เข้าชิงออสการ์ ในสาขาบันทึกภาพยอดเยี่ยม แต่แพ้ให้ Memoirs of a Geisha แต่ในอีก 5 ปีต่อมา เจ้าตัวก็ชนะออสการ์จาก Inception ที่กำกับโดย คริสโตเฟอร์ โนแลน เช่นเดียวกัน



ก่อนหน้าที่จะเริ่มถ่ายทำ The Dark Knight มีนักแสดงดังๆหลายท่าน ออกตัวอย่างชัดเจนว่าอยากแสดงบทของ โจ๊กเกอร์ ไม่ว่าจะเป็น พอล เบ็ตตานี่, เอเดรียน โบรดี้ รวมถึงสองนักแสดงตลกอย่าง โรบิน วิลเลี่ยม และสตีฟ คาร์เรล แต่ คริสโตเฟอร์ โนแลน เลือกที่จะไปพูดคุบกับ ฮีธ เล็ดเจอร์ ส่วนหนึ่งเพราะทั้งคู่อยากร่วมงานกันมานานแล้ว และโนแลนเคยเกือบให้บทแบทแมนกับเขาในภาค Batman Begins แต่สุดท้ายทั้งคู่ต่างเห็นตรงกันว่า ไม่เหมาะ และมาลงเอยในบทโจ๊กเกอร์ที่สุด ยิ่งเมื่อคุยถึงคอนเซปท์ของตัวละคร ทั้ง เล็ดเจอร์และโนแลน ต่างมองในทิศทางเดียวกัน ทำให้เกิด โจ๊กเกอร์ ในฉบับของ ฮีธ เล็ดเจอร์ ขึ้นมาได้

 

อีกหนึ่งตัวละครสำคัญในหนัง The Dark Knight คือ ฮาร์วีย์ เดนท์ ทนายความที่เป็นอัยการของเมืองก็อตแธม ที่ต่อมาพลิกจากคนดีกลายเป็นผู้ร้ายในนาม ทูเฟซ เดิมทีมีนักแสดงหลายคนให้ความสนใจ ลีฟ ชเรเบอร์, จอช ลูคาส รวมถึง ไรอัน ฟิลลิป นอกจากนี้ มาร์ค รัฟฟาโล่ (ที่ต่อมารับบท ฮัล์ค ใน The Avengers) ก็เคยมาออดิชั่นบทนี้ อีกคนที่โนแลนสนใจคือ แมตต์ เดม่อน แต่คิวงานเขาไม่ลงตัว เลยชวดบทนี้ไป (ต่อมาทั้งคู่ได้ร่วมงานกันใน Interstellar) ท้ายที่สุด บทนี้ตกเป็นของ แอรอน เอ็คฮาร์ท ที่โนแลนเคยอยากให้มาเล่น Memento แต่ไม่เป็นจริง เขามองว่า แอรอน เหมาะกับบทนี้ เพราะผลงานชิ้นก่อนๆ อาทิ Thank You For Smoking, The Black Dahlia เขาเคยเล่นเป็นคนคอรัปชั่นมาก่อน มีองค์ประกอบหลายๆอย่างที่เหมาะและหยิบมาใช้กับตัวละคร ฮาร์วีย์ เดนท์ ได้



↦ The Dark Knight ถือว่าเป็นหนังแบทแมนเรื่องแรก ที่ไม่มีคำว่าแบทแมนในชื่อหนัง เพราะทั้ง 5 เรื่องก่อนหน้านี้อย่าง Batman, Batman Returns ของ ทิม เบอร์ตัน, Batman Forever และ Batman & Robin ของโจเอล ชูมัคเกอร์ และ Batman Begins ของคริสโตเฟอร์ โนแลน ล้วนมีคำว่า แบทแมน แทบทั้งสิ้น ซึ่งการตัดสินใจเสี่ยงไม่ใช้คำว่าแบทแมน ของวอร์เนอร์ และโนแลน ถือว่าสำเร็จ เพราะ The Dark Knight กลายเป็นหนังแบทแมนเรื่องแรก ที่สามารถกวาดรายได้จากทั่วโลกไปมากกว่า 1 พันล้านเหรียญฯ และส่งต่อความสำเร็จไปยัง The Dark Knight Rises ได้ต่อ ส่วนหนังแบทแมนเดี่ยวเรื่องใหม่ของ แมตต์ รีฟท์ ที่มี โรเบิร์ต แพททินสัน รับบทนำ ขอเลือกกลับมาใช้ชื่อแบทแมนเช่นเดิม กลายเป็นชื่อหนังตรงๆสั้นๆว่า "The Batman” ซึ่งมีโปรแกรมฉายในเดือนตุลาคมปีหน้า



ถ้าจำกันได้ ในหนังภาค The Dark Knight มีฉากที่ตัวละครโจ๊กเกอร์ถูกจับมาติดคุก ไม่นานหลังจากนั้น สารวัตรกอร์ดอน (รับบทโดย แกรี่ โอลด์แมน) ก็ได้รับการโปรโมทเลื่อนตำแหน่งให้ขึ้นเป็น ผบ.ตร. ซึ่งตัวละครตำรวจแวดล้อมล้วนปรบมือแสดงความยินดี ซึ่งในหนังโจ๊กเกอร์ ก็ร่วมปรบมือด้วย แต่ในบทภาพยนตร์ดั้งเดิมนั้น ตัวละครนี้นั่งเฉยๆ แต่ ฮีธ เล็ดเจอร์ เลือกที่จะเพิ่มเติมการแสดงของเขาเข้ามาแบบนอกบท ซึ่งผู้กำกับอย่าง โนแลน ก็ตัดสินใจให้ทีมกล้องถ่ายทำต่อทันที และท้ายที่สุดฉากดังกล่าวก็มาอยู่ในหนังฉบับไฟนอลด้วย

 

ในการถ่ายทำ The Dark Knight มีการเปิดเผยว่า 4 วันแรกในการนัดกองถ่ายนั้น ไม่มีการถ่ายทำภาพยนตร์เกิดขึ้นเลย เพราะคริสโตเฟอร์ โนแลน เลือกที่จะฉายหนังทั้งหมด 8 เรื่องให้ทีมงานชมแทน เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการถ่ายทำหนังภาคนี้ โดยฉายวันละ 2 เรื่อง ประกอบไปด้วย Heat ของไมเคิล มานน์, Cat People หนังเก่าเมื่อปี 1942, หนังคลาสสิคอย่าง Citizen Kane และ King Kong (ฉายต่อเนื่องกัน), Black Sunday ของ จอห์น แฟรงเก้นไฮเมอร์, A Clockwork's Orange ของ สแตนลี่ย์ คูบริค, Stalag 17 ของบิลลี่ ไวล์เดอร์ รวมถึงฉาย Batman Begins ให้ทีมงานดูซ้ำก่อนเริ่มถ่ายทำภาคต่อกันอีกรอบด้วย


 

ความแรงในการทำเงินของ The Dark Knight คือการที่หนังสามารถกวาดรายได้ชนะ Batman Begins หลังจากเข้าฉายไปเพียง 6 วันเท่านั้น โดย Batman Begins ทำเงินในอเมริกา 205 ล้านเหรียญฯ ซึ่งหนังภาคต่อแซงหน้าไปอย่างรวดเร็ว และจบรายได้ในอเมริกาที่  535 ล้านเหรียญฯ และสามารถกวาดเงินทั่วโลกไปมากกว่า 1,000 ล้านเหรียญฯ กลายเป็นหนังแบทแมนเรื่องแรกที่ทำได้ ก่อนที่ต่อมา The Dark Knight Rises จะสามารถทำได้เช่นกัน



หลังความสำเร็จของ The Dark Knight ทางวอร์เนอร์เล็งว่าหนังภาคต่อไปอย่าง The Dark Knight Rises ควรมีตัวร้ายที่โดดเด่นไม่แพ้กับ โจ๊กเกอร์ ในฉบับของ ฮีธ เล็ดเจอร์ แผนแรกของทางค่ายคือการอยากให้มีตัวละคร ริดเลอร์ มาเป็นตัวร้ายหลัก (ทางค่ายเลยประสบความสำเร็จกับบท ริดเลอร์ ฉบับ จิม แคร์รี่ มาแล้วใน Batman Forever) โดยทางค่ายจะทาบทาม ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ซึ่งเพิ่งร่วมงานกับโนแลน ใน Inception มารับบทดังกล่าว แต่ท้ายที่สุดแล้ว โนแลนไม่เห็นด้วย เขาอยากได้ตัวร้ายที่ภาพไม่ช้ำมาเพิ่มความสดใหม่ จนสุดท้ายเลือกใช้ตัวละคร เบน ซึ่งไม่เคยปรากฏตัวในหนังใหญ่ของแบทแมนมาก่อน ซึ่งได้ ทอม ฮาร์ดี้ (ซึ่งก็เพิ่งร่วมงานกันใน Inception เช่นเดียวกัน) มาคว้าบทดังกล่าว

 

ก่อนหน้าที่ The Dark Knight Rises จะเข้าฉายช่วงซัมเมอร์ปี 2012 ปลายปีก่อนหน้าในช่วงคริสต์มาส มีรายงานว่า คริสโตเฟอร์ โนแลน ได้ชักชวนเพื่อนผู้กำกับ ประกอบด้วย เอ็ดการ์ ไรท์ (ผู้กำกับ Baby Driver), ไบรอัน ซิงเกอร์ (ผู้กำกับ X-Men), จอน แฟฟโรว์ (ผู้กำกับ Iron Man), ไมเคิล เบย์ (ผู้กำกับ Transformers) และดันแคน โจนส์ (ผู้กำกับ Source Code) ไปยังโรง IMAX แห่งหนึ่ง เพื่อฉาย 6 นาทีแรกของหนังให้ผู้กำกับเหล่านี้ได้ชม ซึ่งเป็นฉากที่เขาเลือกถ่ายทำด้วยกล้อง IMAX ทั้งหมดเพื่อถามความเห็นของเหล่าผู้กำกับ ซึ่งต่อมาฟุตเทจนี้ ก็ถูกนำไปใช้เพื่อโปรโมตหนัง ก่อนที่จะได้ชมกันแบบเต็มๆในระบบ IMAX ในวันที่หนังฉาย



คริสโตเฟอร์ โนแลน ขึ้นชื่อเรื่องการเก็บความลับเกี่ยวกับหนังของเขา ไม่ให้หลุดออกไปก่อนหน้าที่จะฉาย เพื่อสร้างความเซอร์ไพรสให้กับแฟนๆมากที่สุด เช่นเดียวกับผลงานล่าสุดอย่าง Tenet ที่ไม่แม้แต่จะเผยเรื่องย่อที่แท้จริงด้วยซ้ำ สำหรับใน The Dark Knight Rises หนังภาคจบของไตรภาคแบทแมนฉบับของเขา แกรี่ โอลด์แมน ออกมาเผยว่า โนแลน บอกบทในซีนจบแก่พวกเขาด้วยคำพูด ไม่มีการส่งบทภาพยนตร์ให้อ่านแต่อย่างใด เพื่อป้องกันเอกสารตอนจบหลุดออกไป มีเพียงโนแลนเท่านั้นที่มีบทภาพยนตร์ที่เผยบทสรุปของหนัง



โดยปกติแล้ว ในหนังแบทแมน ไม่ค่อยมีนักแสดงคนไหนที่เล่นมากกว่า 2 ภาค แต่สำหรับไตรภาคแบทแมนของ คริสโตเฟอร์ โนแลน ที่นักแสดงถึง 5 คน ที่ปรากฏตัวครบในหนังทั้งสามภาค ประกอบด้วย คริสเตียน เบล ในบทบรู๊ซ เวย์น หรือแบทแมน, ไมเคิล เคน ในบทอัลเฟรด, แกรี่ โอลด์แมน ในบทสารวัตรกอร์ดอน, มอร์แกน ฟรีแมน ในบทลูเซียส ฟ็อกซ์ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ บริษัท เวย์น เอ็นเตอร์ไพรส และซิลเลี่ยน เมอร์ฟี่ย์ ในบทสแกร์โครว์ ที่แม้จะเป็นตัวร้ายในภาคแรก แต่ก็ยังโผล่ในอีก 2 ภาคถัดมาด้วย (ซึ่งปกติไม่เคยมีตัวร้ายไหน โผล่ในหลายภาคติดๆกันแบบนี้ แม้จะแค่รับเชิญก็ตาม)



ถ้านับแล้ว นักแสดงในหนัง The Dark Knight ไตรภาคทั้ง 3 เรื่อง มีนักแสดงรางวัลออสการ์ (ทั้งที่ชนะก่อนและหลังเล่นเรื่องนี้) ถึง 7 คน ประกอบด้วย คริสเตียน เบล เจ้าของบทแบทแมน เคยชนะออสการ์จาก The Fighter, ไมเคิล เคน เจ้าของบทอัลเฟรด เคยชนะออสการ์ถึง 2 ครั้งจาก Hannah and Her Sisters และ The Cider House Rules, แกรี่ โอลด์แมน เจ้าของบท สารวัตรกอร์ดอน ชนะออสการ์จาก Darkest Hour, มอร์แกน ฟรีแมน เจ้าของบท ลูเซียส ฟ็อกซ์ ชนะออสการ์จาก Million Dollar Baby, แอนน์ แฮทธาเวย์ เจ้าของบทแคทวูเม่น ชนะออสการ์จาก Les Miserables, มาริยง โกติยาร์ด เจ้าของบท มิแรนด้า เทต ชนะออสการ์จาก La Vie En Rose และ ฮีธ เล็ดเจอร์ ชนะออสการ์จากหนังชุดนี้ ภาค The Dark Knight



ทิโมธี่ ชาลาเม่ต์ นักแสดงหนุ่มจาก Call Me By Your Name ออกมาเผยว่า การแสดงของ ฮีธ เล็ดเจอร์ ใน The Dark Knight เป็นแรงบันดาลใจชั้นเยี่ยม ทำให้ตนเองอยากเป็นนักแสดง โดยเขาอายุเพียง 13 ปี ตอนที่หนังฉาย ต่อมาหลังจากนั้นอีก 6 ปี เขาได้ร่วมแสดงใน Interstellar หนังในผลงานชิ้นเยี่ยมของ คริสโตเฟอร์ โนแลน บุคคลที่สร้างหนังที่ส่งแรงบันดาลใจให้กับเขา 

 

 

********************************************


ติดตามคอลัมน์ SO WATCH และ ฟังวิทยุออนไลน์ Chill Online Work hard Chill Hard ได้ที่ 
www.chillfm.fm และที่
Application : Atimeonline โหลดฟรีที่ App Store และ Play Store
Facebook : Chill FM
Instagram : chillfmfanpage
Twitter : chillfmfanpage
 
******************************************
 
SO WATCH

BY GOSSIPGUN

 

บันเทิง