ส่อง 10 หนัง-ซีรีส์ใหม่ใน NETFLIX ที่ไม่ควรพลาดในช่วงนี้ เก็บตกกันให้ครบ ! |

ส่อง 10 หนัง-ซีรีส์ใหม่ใน NETFLIX ที่ไม่ควรพลาดในช่วงนี้ เก็บตกกันให้ครบ !

ส่อง 10 หนัง-ซีรีส์ใหม่ใน NETFLIX 

ที่ไม่ควรพลาดในช่วงนี้ เก็บตกกันให้ครบ !

 

 

แม้ว่าโรงภาพยนตร์ในบ้านเราจะกลับมาเปิดทำการตามปกติแล้ว แต่ต้องยอมรับว่า ในช่วงตลอดเดือนนี้ ก็ยังไม่มีภาพยนตร์โปรแกรมใหญ่มาดึงผู้ชมเข้าโรงได้เลย ยกเว้น Train to Busan : Peninsula หนังเกาหลีภาคต่อฟอร์มยักษ์ ที่เป็นโปรแกรมใหญ่เรื่องเดียวที่เตรียมเข้าฉาย เนื่องจากทางเกาหลีสถานการณ์ค่อนข้างเป็นปกติแล้ว จึงมีหนังใหญ่ลงโรง ต่างจากฝั่งอเมริกา ที่ถึงตอนนี้ ยังลูกผีลูกคน ภาพยนตร์โปรแกรมใหญ่ที่จ่อคิวฉายจะได้ดูจริงหรือไม่ ถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครทราบ

 

คอลัมภ์ So Watch ในสัปดาห์นี้ เลยขอพาผู้อ่านย้อนกลับไปแนะนำ หนัง ซีรีส์ และรายการเด็ดๆของทาง Netflix ในรอบเดือนที่ผ่านมา ซึ่งบอกได้เลยว่ามีโปรแกรมที่น่าสนใจมากมาย ทั้งหนังแอ็กชั่นฟอร์มยักษ์ที่ไม่จำเป็นต้องเลื่อนเพราะโรงหนังปิด, ซีรีส์เกาหลีที่ตอนนี้คอซีรีส์ในไทยติดกันอย่างงอมแงม ไปจนถึงซีรีส์สารคดีจากข่าวฉาวระดับโลก ที่ตัดเลี่ยนได้พอสมควร ใครที่อยากหาอะไรน่าสนใจดู สัปดาห์นี้ So Watch ขอรวมมาให้เป็นทางเลือก ชอบแนวไหนก็ลองชมกันได้ตามใจชอบ

 

********************************************

The Old Guard

 



ถ้าคุณมีชีวิตที่เป็นอมตะได้ คุณคิดว่าสิ่งนี้คือพรจากพระเจ้า หรือเป็นคำสาปกันแน่?” นี่คือประเด็นหลักในหนังแอ็กชันเรื่องล่าสุดของ Charlize Theron อย่าง The Old Guard ที่ต้นฉบับเป็นนิยายกราฟฟิกเล่าถึงกลุ่มนักฆ่ารับจ้างที่มีชีวิตเป็นอมตะ นำทีมโดย แอนดี้ (รับบทโดย ชาร์ลีซ เธอรอน) ที่มีชีวิตมานานหลายศตวรรษจนไม่มีใครทราบถึงอายุที่แท้จริงของเธอ แอนดี้และนักฆ่าอมตะกลุ่มนี้พยายามช่วยเหลือโลกให้พ้นจากวิกฤตต่างๆ แต่พวกเขาเลือกที่จะอยู่แบบหลบๆซ่อนๆ เพราะไม่ต้องการเป็นที่จับจ้อง แต่เวลาในยุคปัจจุบันสร้างความลำบากอย่างมาก เมื่อเทคโนโลยีมีอยู่ทั่วไป กล้องวงจรปิดถูกติดไว้ทุกที่ พวกเขาจึงต้องหลบซ่อนหนักยิ่งกว่าเดิม

 

หลังจากสร้างหนังแอ็กชั่นพังๆมาหลายเรื่อง The Old Guard ก็ได้รับคำชมจากนักวิจารณ์จำนวนมากว่า นี่คือหนังแอ็กชันที่เยี่ยมที่สุดเรื่องหนึ่งของ Netflix และควรค่าแก่การมีภาคต่อ (ซึ่งหนังได้ปูทางไว้แล้ว) นอกจากฉากแอ็กชั่นที่น่าสนใจ การเดินเรื่องที่น่าติดตามแล้ว หนังยังมีประเด็นอย่างที่เกริ่นไปเรื่องความเป็นอมตะ และตั้งคำถามกับผู้ชมเกี่ยวกับประเด็นทางสังคมหลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสงคราม ในส่วนของชาร์ลีซเอง ที่เหมือนจะติดใจหนังแอ็กชั่น เพราะก่อนหน้านี้เธอแสดงทั้งใน Mad Max : Fury Road และ Atomic Blonde เผยว่า เธอรับเล่นเรื่องนี้ เพราะชอบในโลกไซไฟของมัน และมากไปกว่านั้น The Old Guard ลงลึกเกี่ยวกับตัวละคร หนังเน้นสำรวจจิตใจ ไม่ใช่แค่ตัวละครแอนดี้ แต่กับตัวละครอื่นๆด้วย ถ้าใครมองหาหนังแอ็กชั่นที่ดูเพลินๆ มีประเด็นให้คิดตาม ไม่ควรพลาดกับผลงานชิ้นนี้

 

Cursed



 

นี่คือซีรีส์แฟนตาซีฟอร์มใหญ่เรื่องล่าสุดใน Netflix ที่ได้ Katherine Langford นางเอกที่คอซีรีส์คุ้นหน้าคุ้นตากันดีจาก 13 Reasons Why มารับบทนำ โดยซีรีส์เรื่องนี้เป็นการหยิบเอาตำนานของ กษัตริย์อาเธอร์และดาบศักดิ์สิทธิ์มาเล่าอีกครั้ง แต่ความแตกต่างจากทุกเวอร์ชั่นคือ นี่เป็นครั้งแรกที่ตัวละครนำจะเป็นผู้หญิง ที่มีชื่อว่า นีมุย เธอคือหญิงสาวที่มีพลังลึกลับ ที่ชะตาฟ้าลิขิตให้้เธอเป็น Lady of the Lake (หรือหญิงสาวแห่งทะเลสาบ) โดยเธอได้บังเอิญมาเจอกับ อาเธอร์ (ซึ่งในเวอร์ชั่นนี้ยังคงเป็นเพียงทหารรับจ้าง) ที่กำลังออกเดินทางเพื่อตามหาพ่อมดเมอร์ลิน เพื่อมอบดาบวิเศษให้ ซึ่งนอกจากจะเป็นแนวแฟนตาซีแล้ว ทางผู้สร้างของเรื่องนี้ยังเผยว่า Cursed มีกลิ่นอายความเป็นหนัง Coming-of-Age ด้วย (คือหนังวัยรุ่นที่ตัวละครได้เติบโตขึ้น ผ่านการเรียนรู้จากเหตุการณ์บางอย่าง)

 

ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการสร้างของซีรีส์ Cursed คือ Frank Miller ชายที่อยู่เบื้องหลังหนังเท่ห์ๆอย่าง Sin City และ 300 ซึ่งก็เป็นเจ้าของผลงานนิยายภาพ Cursed ที่เป็นต้นฉบับของซีรีส์เรื่องนี้ด้วย โดยนักแสดงนำของซีรีส์อย่าง แคทเธอรีน เผยว่าสื่อมวลชนว่า เธอชื่นชอบเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อยู่แล้วและคุ้นเคยกับตำนานกษัตริย์อาร์เธอร์ดี แต่สิ่งที่ทำให้ตัดสินใจรับบทนี้เพราะทึ่งกับการเล่าเรื่องและนำเสนอแง่มุมใหม่ๆของตำนานอันโด่งดังนี้ แฟนๆของ King Arthur ก็ต้องลองมาดูกันว่า เวอร์ชั่นนี้จะแตกต่างจากฉบับก่อนๆมากน้อยขนาดไหน โดยจะชมกันได้ใน Netflix ตั้งแต่สุดสัปดาห์นี้เป็นต้นไป

 

 

Japan Sinks : 2020



 

ซีรีส์อนิเมะจากญี่ปุ่นความยาว 10 ตอนจบ ต้นฉบับคือนิยายที่ชื่อเดียวกันซึ่งตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 1973 แล้วถูกนำมาปัดฝุ่นสร้างเป็นซีรีส์อีกครั้ง เล่าถึงเหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นกับประเทศญี่ปุ่น เมื่อมีเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่รุนแรงสุดในประวัติศาสตร์เกิดขึ้น ส่งผลให้เกาะญี่ปุ่นกำลังจะจมลงไปในพื้นมหาสมุทรทั้งประเทศ โดยซีรีส์โฟกัสเรื่องราวที่ครอบครัวหนึ่ง ประกอบด้วยคุณพ่อใจดีที่มีความสามารถในการเอาตัวรอด, คุณแม่ชาวฟิลิปปินส์ ที่กำลังเดินทางกลับมาจากต่างประเทศ แล้วเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขณะที่เครื่องบินของเธอกำลังจะแลนด์ดิ้ง, ลูกสาวคนโต นักกีฬาคนเก่งที่เผชิญกับเหตุการณ์นี้ในสนามกีฬา ทำให้เพื่อนร่วมทีมของเธอทุกคนตกอยู่ในอันตราย และลูกชายคนเล็ก เด็กที่เก่งกาจในกีฬาอีสปอร์ต และชื่นชอบในการพูดภาษาต่างประเทศ โดยขณะเกิดภัยพิบัติสมาชิกของครอบครัวนี้ กระจัดกระจายกันอยู่คนละพื้นที่ในโตเกียว พวกเขาต้องพยายามทำทุกทาง เพื่อกลับมาเจอคนที่พวกเขารักให้ได้

 

ภาพรวมของ Japan Sinks 2020 อาจดูเหมือนซีรีส์ภัยพิบัติ แต่อันที่จริงแล้ว ตัวเส้นเรื่องของมันคือหนังเอาตัวรอด ที่โหดกับคนดูใช่เล่น เพราะความคาดเดาไม่ได้ของพล็อต และฉากชวนอึ้งที่ใส่มาให้คนดูช็อกกันตั้งแต่ตอนแรกๆเลยทีเดียว นอกจากนี้ซีรีส์เรื่องนี้ยังมีฉากโหดๆพอสมควร เรียกว่าอาจจะไม่เหมาะกับเด็กเลยด้วยซ้ำ พอเหตุการณ์ในช่วงตอนแรกๆเกิดขึ้น เหมือนเป็นการปรับโหมดคนดูไปพลางๆว่า ซีรีส์เป็นแนวไหนกันแน่ ถือว่าเป็นอีกเรื่องที่เดินเรื่องค่อนข้างไว และไม่มีจุดให้น่าเบื่อเลย เพราะตลอดระยะเวลาในการชมราว 5 ชั่วโมง (ความยาว 10 ตอน ตอนละ 30 นาที) มีจุดพลิกผันเกิดขึ้นตลอด

 

 

The Maid สาวลับใช้



 

ภาพยนตร์ไทยแนวลึกลับระทึกขวัญที่ข้ามจากการฉายในโรงภาพยนตร์ มาลงใน Netflix เลย นำแสดงโดย ตุ้ย ธีรภัทร และพิงกี้ สาวิกา ในบทคู่สามีภรรยามหาเศรษฐีที่อาศัยอยู่ในคฤหาสน์ห่างไกลจากผู้คน พวกเขาทั้งคู่มีลูกสาวด้วยกัน 1 คน แต่ถูกเก็บตัวเอาไว้ที่บ้าน ไม่เคยออกไปไหน เพราะอาการป่วยทางจิตใจ ทำให้ทั้งคู่ตัดสินใจซ่อนเธอไว้จากสังคม และเธอเองก็มักจะเห็นในสิ่งที่ไม่ควรเห็น สิ่งลี้ลับที่พิสูจน์ไม่ได้ ทำให้สาวรับใช้ในบ้านหลังนี้ มักลาออกเป็นประจำ จนกระทั่งคนล่าสุดที่เข้ามาใหม่ จอย (รับบทโดย พลอย ศรนรินทร์) สาวรับใช้ ที่มาพร้อมกับความสงสัย ว่าเกิดอะไรขึ้น ในบ้านปริศนาหลังนี้กันแน่

 

โดยรวม The Maid สาวลับใช้ ถือเป็นหนังไทยอีกเรื่องที่มีองค์ประกอบค่อนข้างน่าสนใจ และได้รับคำวิจารณ์ที่หลากหลาย มีตั้งแต่ชอบมากไปจนกระทั่งสับแหลก ด้วยองค์ประกอบหนังเอง ที่มีทั้งแง่ดีและไม่ดี หนังถูกแบ่งการเล่าเรื่องออกเป็น 3 ช่วงหลักๆ โดยในส่วนแรกค่อนข้างเน้นไปทางหนังผีอย่างเต็มตัว หนังมีฉากสยองที่ยอมรับว่าน่ากลัว และทำได้ดีทีเดียว ส่วนที่ 2 มีความเป็นหนังทริลเลอร์ สืบสวนสอบสวนชัดเจน มาพร้อมกับการเล่าและเฉลยปมด้วยวิธีที่น่าสนใจ และส่วนสุดท้าย เป็นหนังเขย่าขวัญเลือดสาด ที่น่าจะสะใจผู้ชม หนังมีฉากสนุกๆอยู่เพียบ แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีปมและงานบทที่ยังไม่สมเหตุสมผลอยู่บ้าง รวมถึงภาพรวมของหนังที่ค่อนข้างจะโบราณ คล้ายกับหนังย้อนยุคทั้งๆที่หนังเลือกเล่าเหตุการณ์ในยุคปัจจุบัน แต่ที่ชัดเจนคือการแสดงของ พลอย ศรนรินทร์ ที่ได้รับคำชมอย่างท่วมท้น บทบาทนี้ส่งให้เธอได้แสดงอย่างหลากหลาย 

 

 

Snowpiercer



 

ปล่อยมาให้ชมกันครบทั้ง 10 ตอนของซีซั่นแรกแล้วสำหรับ Snowpiercer จากต้นฉบับคือนิยายกราฟฟิกสัญชาติฝรั่งเศส และกลายมาเป็นหนังเกาหลีที่ได้รับคำชมอย่างล้นหลาม โดยฝีมือการกำกับของ บองจุนโฮ ผู้กำกับเจ้าของรางวัลออสการ์จาก Parasite ที่ล่าสุดกลายมาเป็นซีรีส์หลังจากพัฒนางานสร้างมานานหลายปี เล่าเรื่องราวในโลกอนาคตเมื่อพื้นผิวโลกทุกหนแห่งกลายเป็นเมืองน้ำแข็ง ถูกปกคลุมด้วยหิมะ ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดสามารถอยู่รอดได้ ยกเว้นบนรถไฟขบวนหนึ่งที่ชื่อ สโนว์เพียร์สเซอร์ รถไฟความยาว 1,001 ตู้ที่ถูกสร้างขึ้นมาโดย มิสเตอร์วิลฟอร์ด ชายลึกลับที่เป็นเจ้าของรถไฟขบวนนี้ เหล่าบรรดาคนรวยก็จะมีชีวิตรอดจากการซื้อตั๋วขึ้นสู่บนรถไฟ พวกเขาใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายบนรถไฟชั้น 1 ในขณะที่เหล่ากรรมกร คนจน ที่ขึ้นรถไฟโดยไม่มีตั๋ว ต้องใช้ชีวิตอย่างแออัดและแร้นแค้นท้ายขบวน จนกระทั่งวันหนึ่งพวกเขาจะไม่ยอมถูกเอารัดเอาเปรียบ และวางแผนจะยึดรถไฟขบวนนี้

 

ภาพรวมแม้ Snowpiercer จะขาดเสน่ห์ สู้ฉบับหนังเกาหลีไม่ได้ และไม่มีตัวละครที่น่าสนใจมากเท่า แต่ต้องถือว่าเป็นซีรีส์อีกเรื่องที่ดูสนุกเลยทีเดียว ต้องขอบคุณบทบาทเมลานี ของเจนนิเฟอร์ คอนเนลลี่ พนักงานหญิงที่ควบคุมรถไฟขบวนนี้ในนามมิสเตอร์วิลฟอร์ด ตัวละครของเธอมีมิติมากกว่าตัวละครอื่น และเจนนิเฟอร์ก็สามารถถ่ายทอดบทนี้ได้อย่างน่าสนใจ แม้ช่วงแรกของซีรีส์จะคล้ายกับซีรีส์แนวสืบสวนสอบสวนมากไปหน่อย แต่ต้องยอมรับว่าครึ่งหลังหลังจากเครื่องติดแล้ว Snowpiercer ทั้งลุ้นทั้งสนุกน่าติดตามเลยทีเดียว นอกจากนี้ทางผู้สร้างก็ได้รับการอนุมัติให้สร้าง Season 2 แล้ว

 

 

Jeffrey Epstein : Filthy Rich



 

นอกจากหนังและซีรีส์มากมายแล้ว อีกหนึ่งคอนเทนต์ดีๆใน Netflix คือเหล่าบรรดาสารคดีคุณภาพที่มีให้เลือกชม (บางเรื่องก็เคยชนะรางวัลออสการ์มาแล้ว) โดยซีรีส์ที่ So Watch ขอหยิบมาแนะนำในคอลัมน์นี้ คือ Jeffrey Epstein : Filthy Rich สารคดีความยาว 4 ตอนจบที่เพิ่งปล่อยออกมาให้ชมกันเมื่อเดือนก่อน เล่าเรื่องราวคดีสุดฉาวระดับโลกของ เจฟฟรีย์ เอปสตีน นักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลที่ถูกจับในคดีที่เกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดทางเพศผู้เยาว์ และค้าประเวณีเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งเมื่อปีที่แล้ว เจฟฟรีย์ เสียชีวิตไปแล้วในเรือนจำ จากการฆ่าตัวตาย แต่หลายคนมองว่าการตายของเขายังเป็นปริศนา เพราะมีความไม่สมเหตุสมผลหลายอย่าง

 

แม้ว่าเจฟฟรีย์จะตายไปแล้ว แต่คดีก็ยังไม่สิ้นสุด เพราะสาวคนสนิทของเขาอย่าง กิลเลน แม็กซ์เวลล์ ก็เพิ่งจะโดนจับในข้อหาเดียวกันไป เมื่อไม่นานมานี้ นอกจากนี้ถ้าย้อนเส้นทางชีวิตของ เจฟฟรีย์ จะพบว่าเขามีสัมพันธ์อันดี กับผู้ทรงอิทธิพลของโลกมากมาย รวมถึง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนล่าสุดของสหรัฐอเมริกาฯ, บิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีอเมริกา และเจ้าชายแอนดรูว์ ดุ๊กออฟยอร์ค สมาชิกคนสำคัญของราชวงศ์อังกฤษ

 

โดยสารคดีเรื่องนี้ จะพาผู้ชมย้อนกลับไปดูว่า เจฟฟรีย์คือใคร เขาเริ่มต้นการเป็นมหาเศรษฐีได้จากจุดไหน แล้วทำไมเขาถึงกลายเป็นผู้ทรงอิทธิพล ที่รู้จักกับบุคคลระดับ VIP ทั่วโลก นอกจากนี้สารคดีเรื่องนี้ ยังตีแผ่มุมมืดของเจฟฟรีย์ ผ่านการสัมภาษณ์เหล่าบรรดาเหยื่อในอดีตของเขา ที่ปัจจุบันโตเป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว แต่พวกเธอยินดีจะเปิดเผยตัวตน เพื่อแฉความชั่วร้ายของเจฟฟรีย์และบุคคลรอบตัวของเขา เพื่อให้กลุ่มคนเหล่านี้ได้รับโทษตามกฏหมายที่สมควรจะได้รับ

 

Floor is Lava



 

ใครที่เบื่อหน่ายจากหนังและซีรีส์ แล้วอยากจะหาอะไรแปลกๆใน Netflix ชม ขอแนะนำรายการเกมส์โชว์เรียลลิตี้ ความยาว 10 ตอน ที่ชื่อว่า Floor is Lava เกมส์โชว์ที่กติกาตรงไปตรงมาตามชื่อรายการเลย เมื่อพื้นของฉากกลายเป็นลาวา ผู้เข้าแข่งขันจะต้องทำอย่างไรก็ได้ ไม่ให้ตกลงไป โดยในแต่ละตอนนั้น ทางรายการจะมีการเซ็ทฉากไม่ซ้ำเดิม โดยพื้นฉากเป็นลาวา ผู้เข้าแข่งขันจะต้องข้ามมันไปให้ได้ ผ่านอุปสรรคต่างๆโดยใช้อุปกรณ์ช่วย เป็นเกมส์ที่ต้องใช้สมองบวกกับพละกำลังในการแข่งขัน โดยในแต่ละตอนจะมีผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด 3 ทีม ทีมละ 3 คน ผู้ที่ชนะคือทีมที่มีสมาชิกผ่านไปได้มากที่สุด (แต่ส่วนใหญ่จะมีสมาชิกตกลงไปในลาวาเสมอ) ถ้าสมาชิกของทีมผ่านไปได้เท่ากัน เวลาจะเป็นตัวตัดสิน ทีมไหนใช้เวลาน้อยกว่าก็จะชนะไป

 

ฟังจากโครงรายการแล้ว และลองเปิดดูไปในตอนแรกๆ จะพบว่าภาพรวมของ Floor is Lava ค่อนข้างต๊องเลยทีเดียว แต่ก็เป็นความบันเทิงแบบไม่ต้องคิดอะไรมาก ดูเพลินๆกับฉากในแต่ละตอน แล้วลุ้นแทนผู้เข้าแข่งขันว่าจะตกลงไปในลาวา (ของปลอม) หรือไม่ ถ้าตอนไหนมีผู้เข้าแข่งขันที่ฉลาดในการวางแผน ก็ถือว่าดูเพลิน แต่ถ้าตอนไหนมีผู้เข้าแข่งขันดีแต่พูด ท่าดีทีเหลว ก็จะแอบน่ารำคาญอยู่เบาๆ ถือว่าเป็นรายการคลายเครียดได้ เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศการดูคอนเทนต์ใน Netflix ได้ดี 

 

Ju-On : Origins



 

ซีรีส์เขย่าขวัญจากญี่ปุ่น ความยาว 6 ตอนจบใน Netflix ที่ดัดแปลงจากภาพยนตร์สยองขวัญ ที่ได้รับความนิยมอย่างยาวนานตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ถูกนำไปสร้างเป็นเวอร์ชั่นภาพยนตร์มาแล้วถึง 13 ครั้ง ไม่ว่าจะเป็นฉบับของญีปุ่่นเองหรือฉบับฮอลลีวู้ด จนกระทั่งมาถึงเวอร์ชั่นซีรีส์ล่าสุด ที่นักวิจารณ์ต่างยกย่องว่า นี่อาจจะเป็น Ju-On ฉบับที่ยอดเยี่ยมที่สุดในรอบ 18 ปี นับตั้งแต่เวอร์ชั่นภาพยนตร์ Ju-On : The Grudge ที่โด่งดังไปทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยที่เข้าฉายในชื่อ จูออน ผี..ดุ

 

สำหรับเวอร์ชั่นซีรีส์ยังคงเล่าเรื่องราวหลากหลายตัวละคร ที่เกี่ยวพันกับบ้านอาถรรพ์หลังหนึ่ง ไม่ว่าใครที่ย่างกรายเข้าไปในบ้านหลังนี้ ล้วนแต่ต้องประสบพบเจอกับเหตุการณ์สยอง บ้างก็ถึงชีวิต บ้างก็เจอกับเหตุการณ์ร้ายหลังจากนั้นตลอดมา โดยจะโฟกัสเรื่องราว ที่นักเขียนหนุ่มใหญ่ที่เคยอาศัยในบ้านหลังนี้สมัยเด็ก และต้องสูญเสียครอบครัวไป เขาได้ออกเดินทางเพื่อรวบรวมเรื่องสยองมาตลอดชีวิต จนกระทั่งได้พบกับนักแสดงสาวดาวรุ่งคนหนึ่ง ที่ออกรายการโทรทัศน์ เผยว่า แฟนหนุ่มของเธอได้เข้าไปในบ้านอาถรรพ์หลังหนึ่ง แล้วหลังจากนั้นพฤติกรรมของเขาก็เปลี่ยนไป โดยนักเขียนท่านนี้ เชื่อว่าแฟนหนุ่มของดาราสาว อาจจะเข้าไปในบ้านอาถรรพ์หลังเดียวกับเขาก็เป็นอันได้

 

โดยรวม Ju-On : Origins เน้นการสร้างบรรยกาศสุดหลอนได้อย่างดีเยี่ยม โดยครึ่งแรกของซีรีส์จะเน้นปูเรื่องราวและเล่าถึงปมของแต่ละตัวละคร ที่เกี่ยวข้องกับบ้านอาถรรพ์หลังดังกล่าว ก่อนที่จะจัดเต็มกับฉากสยองไปแบบยั้งมือในครึ่งหลัง จนอาจจะต้องออกคำเตือนว่าเด็กและสตรีมีครรภ์ไม่เหมาะที่จะชมซีรีส์เรื่องนี้ ด้วยฉากโหดระดับชวนช็อกหลายฉาก แต่สำหรับใครที่ใจถึง และเป็นคอหนังสยองอยู่แล้ว ไม่ควรพลาดกับซีรีส์คืนฟอร์มของจักรวาลผีจูออนเรื่องนี้ 

 

 

The Politician Season 2



 

ซีซั่นใหม่ของซีรีส์ตลกร้ายภายใต้การดูแลของ ไรอัน เมอร์ฟีย์ เจ้าพ่อวงการโทรทัศน์เจ้าของผลงานอย่าง Glee, American Horror Story และผลงานล่าสุดใน Netflix อย่าง Hollywood ที่เล่าเรื่องต่อทันทีหลังจากซีซันแรกอวสาน เล่าเรื่องราวของ เพย์ตัน (รับบทโดย Ben Platt) ชายที่ทะเยอทะยานขั้นสุด เพราะความฝันที่เป็นเป้าหมายในชีวิตของเขาคือการเป็นประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา เขาจึงวางเส้นทางการเมืองตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมปลาย ด้วยการลงสมัครเป็นประธานนักเรียน (ซึ่งนั่นคือเรื่องราวในภาคแรก) โดยในซีซันเล่นเรื่องราวของ เพย์ตัน กับการท้าชิงลงสมัครตำแหน่ง สมาชิกวุฒิสภาของมหานครนิวยอร์ก ซึ่งความยากของเขาคือต้องแข่งขันกับ เดด แสตนดิช สว.หญิงรุ่นใหญ่ ที่คร่ำหวอดในแวดวงการเมืองกว่า 30 ปี ซึ่งนี่คืองานหินที่เพย์ตัน และเหล่าบรรดาทีมงานรุ่นใหม่ทั้งหมดต้องเผชิญ

 

The Politician ในซีซั่นนี้ยังคงความตลกร้าย เสียดสีอย่างเจ็บแสบแบบภาคแรกไว้ครบถ้วน เผยให้เห็นถึงกลโกงและความซับซ้อนในแวดวงการเมือง ที่ไม่ว่าจะเวทีใหญ่หรือเวทีเล็ก ล้วนน่ากลัวทั้งสิ้น โดยความน่าสนใจของซีซั่นใหม่นี้คือการได้ 2 ตัวแม่ของวงการบันเทิงอย่าง จูดิท ไลท์ และเบ็ตต์ มิดเลอร์ ที่โผล่มารับเชิญท้ายซีซั่นแรก ขึ้นมารับบทนำแบบเต็มๆในซีซั่นนี้ แสดงความเป็นตัวแม่อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ กวิเน็ธ พัลโพรว์ เจ้าของบทแม่พระเอก ก็ยังคงกลับมาร่วมจอในภาคนี้ ซึ่งตัวละครของเธอเองก็ลงสมัครในตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาของ ลอส แองเจลิสเช่นกัน โดยนอกจากมุมแข่งขันทางการเมืองที่สนุกสนานแล้ว สิ่งหนึ่งที่สร้างความเผ็ดร้อนให้กับ The Politician ตั้งแต่ซีซั่นแรกแล้วคือ เรื่องส่วนตัวของเหล่าตัวละคร รวมถึงเรื่องบนเตียง ที่ไม่ธรรมดา ใครที่เคยชอบซีรีส์แซ่บๆสไตล์ ไรอัน เมอร์ฟีย์ ต้องไม่ลืมมาดูเรื่องนี้ให้จบ 

 

 

It's Okay to Not Be Okay



 

ซีรีส์เกาหลียอดนิยมในขณะนี้ ที่ล่าสุดเดินทางมาถึงครึ่งทางแล้ว (ออกอากาศไปแล้ว 8 ตอนจากทั้งหมด 16 ตอนจบ) ผลงานล่าสุดของ คิมซูฮยอน จาก My Love From The Star และ Moon Embracing the Sun กับผลงานซีรีส์เต็มๆเรื่องแรกนับตั้งแต่หมดหน้าที่รับใช้ชาติในการเป็นทหารเกณฑ์ โดยในเรื่องเขาแสดงเป็น มุนคังแท พยาบาลหนุ่มที่ทำงานในโรงพยาบาลจิตเวช เขาต้องใช้เวลาเกือบทั้งหมดในชีวิต นับตั้งแต่เด็กจนโตในการดูแลพี่ชายของเขา ที่ป่วยเป็นออทิสติก หลังจากที่พ่อแม่ของเขาเสียชีวิต ทำให้พี่ชายเขาไม่มีใคร หน้าที่นี้จึงตกเป็นของ มุนคังแทมาโดยตลอด จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้พบกับ โกมุนยอง สาวนักเขียนนิทานเด็กชื่อดัง ที่มีบุคลิกประหลาด แปลกแยกจากสังคม ทั้งคู่ดูจะแตกต่างกันแบบสุดขั้ว แต่เพราะอะไรบางอย่างที่ดึงให้ทั้งคู่มาเจอกัน และต้องเข้ามาเกี่ยวพันกัน

 

นี่คือซีรีส์เกาหลีอีกเรื่อง ที่ฟังจากพล็อตอาจจะดูธรรมดา แต่ถ้าได้ลองดูแล้ว ติดกันเป็นแถบๆ เพราะพล็อตที่ธรรมดานี่แหละ แต่กลับมีรายละเอียดและวิธีการเล่าเรื่องที่น่าสนใจอย่างมาก สไตล์ของซีรีส์เล่าเรื่องได้ชวนหวือหวาน่าติดตาม บวกกับบุคลิกของนางเอกที่คาดเดาไม่ได้ เป็นเสน่ห์ที่แตกต่างจากนักแสดงนำเรื่องอื่นๆแบบสุดๆ นอกจากนี้ซีรีส์ยังพาผู้ชมไปสำรวจลักษณะของผู้ป่วยจิตเวชในหลากหลายแบบ ทำให้ผู้ชมได้ข้อมูลทางด้านนี้สอดแทรกมาด้วย ภาพรวมถือว่า It's Okay to Not Be Okay เป็นซีรีส์ที่น่าสนใจ มีงานโปรดักชั่นยอดเยี่ยมระดับมาตรฐานเกาหลี ใครที่ยังไม่เริ่มดู ลองตามชมได้ในช่วงนี้ จะได้มาลุ้นในช่วงท้ายไปพร้อมๆกัน ซีรีส์จะมีตอนใหม่ปล่อยออกมาให้ชมกัน ทุกคืนวันเสาร์และอาทิตย์ ทาง Netflix

 

********************************************

ติดตามคอลัมน์ SO WATCH และ ฟังวิทยุออนไลน์ Chill Online Work hard Chill Hard ได้ที่ 
www.chillfm.fm และที่
Application : Atimeonline โหลดฟรีที่ App Store และ Play Store
Facebook : Chill FM
Instagram : chillfmfanpage
Twitter : chillfmfanpage
 
******************************************
 
SO WATCH

BY GOSSIPGUN

 

บันเทิง