อ่านก่อนไปดูหนังเกาหลี Peninsula หนังซอมบี้สานต่อความสำเร็จ Train To Busan |

อ่านก่อนไปดูหนังเกาหลี Peninsula หนังซอมบี้สานต่อความสำเร็จ Train To Busan

อ่านก่อนไปดูหนังเกาหลี Peninsula

หนังซอมบี้สานต่อความสำเร็จ Train To Busan

 

HIGHLIGHTS

 

  • จากทุนสร้าง 9 ล้านเหรียญฯ Train To Busan สามารถกวาดรายได้จากทั่วโลกไปมากถึง 98 ล้านเหรียญฯ หรือกำไรเกือบ 10 เท่า ด้วยกระแสความนิยมที่แรงแบบฉุดไม่อยู่จากทั่วโลก เช่นเดียวกับในประเทศไทยที่สามารถกวาดรายได้ไปถึง 70 ล้านบาท ขึ้นแท่นหนังเกาหลีที่ทำเงินมากที่สุดตลอดกาลที่นี่

 

  • สำหรับ Peninsula ผู้กำกับ ยอนซังโฮ เผยว่าเขาอยากทดลองอะไรใหม่ๆ ในแบบที่หนังเกาหลียังไม่เคยทำ และอยากให้ผู้ชมได้มีประสบการณ์ที่แปลกใหม่ในโรงภาพยนตร์ หนังแนวโลกในอนาคตที่สังคมพังทลายกำลังเป็นกระแสที่ได้รับความนิยมในตลาดโลก เขาจึงอยากลองอะไรที่แปลกใหม่ในหนังเกาหลีบ้าง และนี่น่าจะเป็นการดูหนังที่ไม่ซ้ำเดิมของหลายๆคน

 

  • ถ้าจะให้เปรียบเทียบกันอย่างชัดเจน Train To Busan มีความเป็นหนังหนีตายเอาตัวรอดจากซอมบี้ในสถานที่ปิดตายและสถานที่แคบ (บนรถไฟ) ที่บรรยากาศคือโลกปัจจุบัน ในขณะที่ Peninsula เลือกจะเล่าเหตุการณ์ในสเกลที่ใหญ่กว่า มันคือหนังจารกรรมไล่ล่าที่เกิดขึ้นในโลกที่ล่มสลาย ทั้งพล็อต ทั้งฉากแอ็กชั่น ทั้งสถานที่ในหนัง ล้วนแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

 

********************************************

 

ย้อนรอยปรากฏการณ์ Train To Busan ฟีเวอร์



 

ปรากฏการณ์ระดับโลก" คำๆนี้สามารถอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อภาพยนตร์เกาหลีเรื่อง Train To Busan หรือชื่อไทยว่า "ด่วนนรก ซอมบี้คลั่ง" เข้าฉายเมื่อ 4 ปีที่แล้วได้เป็นอย่างดี เพราะภาพยนตร์แอ็กชันระทึกขวัญ ผลงานของผู้กำกับ ยอนซังโฮ เรื่องนี้ ประสบความสำเร็จอย่างสูงในหลากหลายมิติ ทั้งในแง่ของรายได้ที่สามารถสร้างสถิติได้จากทั่วโลก รวมไปถึงในแง่ของคำวิจารณ์ ที่ได้รับกระแสคำชมอย่างล้นหลาม รวมไปถึงได้เข้าชิงรางวัลระดับโลกมากมาย ปรากฏการณ์ความแรงของ รถไฟด่วนขบวนซอมบี้นี้ จึงนำไปสู่ภาพยนตร์แอนิเมชั่นภาคก่อนหน้าอย่าง Seoul Station ที่สร้างพร้อมๆกันและเข้าฉาย 1 เดือนหลังจาก Train To Busan และนำมาสู่ Peninsula ภาพยนตร์ภาคใหม่ในตระกูลที่เข้าฉายในสุดสัปดาห์นี้ ซึ่งผู้สร้างมั่นใจในความนิยม ถึงขั้นกล้าทุ่มทุนสร้างมากกว่าเดิมถึงเท่าตัวเลยทีเดียว

 

ย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้น ผู้กำกับ ยอนซังโฮ คลุกคลีกับการทำหนังแอนิเมชันมานานมากกว่า 10 ปี จนกระทั่งมาจับโปรเจกต์ในฝันอย่างแอนิเมชั่น Seoul Station และหนังไลฟ์แอ็กชันอย่าง Train To Busan ที่ทำงานต่อเนื่องไปพร้อมๆกัน แรงบันดาลใจสำหรับโปรเจกต์หนังซอมบี้สัญชาติเกาหลี มาจากหนังฮอลลีวู้ดอย่าง Dawn of the Dead ฉบับรีเมกในปี 2004 ของผู้กำกับ แซค สไนเดอร์ และอนิเมะจากญี่ปุ่นอย่าง I Am a Hero ที่ทำให้เขาอยากเล่าเรื่องราวผีดิบในสไตล์เกาหลีดูบ้าง บวกกับก่อนหน้านี้เขาเองก็ชื่นชอบในการเล่าเรื่องเสียดสีสังคมและประเด็นชนชั้น จึงไม่พลาดที่จะหยิบมาใส่ในภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องนี้ 

 

กระแสของ Train To Busan เริ่มก่อให้เกิดความนิยมขั้นสุด เมื่อได้ตัวพระเอกแถวหน้าอย่าง กงยู (จาก Coffee Prince) มารับบทนำ ซึ่งในปีเดียวกันหลังจาก Train To Busan เข้าฉาย เขาก็สามารถรักษากระแสได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อช่วงปลายปี 2016 กงยูมีซีรีส์ยอดนิยมอย่าง Guardian : The Lonely and Great God (หรือที่คนไทยเรียกกันติดปากว่า ก็อบลิน) เข้าฉายทำให้รักษากระแสความนิยมได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งงานภาพยนตร์ก็ปังขั้นสุด งานซีรีส์ก็เปรี้ยงแบบสุดๆ ในพาร์ทของ Train To Busan เขารับบทเป็นซอกวู หนุ่มออฟฟิศที่บ้างานจนกระทั่งครอบครัวล่มสลาย เขาแยกทางกับภรรยา และแม้จะอยู่กับลูกสาวแต่กลับแทบจะไม่มีเวลาให้ จนกระทั่งความรู้สึกทั้งคู่ห่างเหินกัน และเพื่อให้ทั้งสองกลับมาผูกพันกัน เช้าวันเกิดของลูกสาว เขาจึงอาสาพาลูกขึ้นรถไฟสายด่วนจากโซลไปยังปูซาน เพื่อให้ลูกได้เจอกับแม่ตามที่ต้องการ แต่แล้วเช้าวันนั้น กลับเป็นเช้าที่เปลี่ยนให้เกาหลีกลายเป็นขุมนรก เมื่อเกิดเหตุเชื้อไวรัสอันตรายระบาด จนเปลี่ยนคนธรรมดาให้กลายเป็นซอมบี้อย่างรวดเร็ว เขาและลูกพร้อมด้วยผู้โดยสารจำนวนหนึ่ง จึงต้องทำทุกทางเพื่อเอาชีวิตรอด บนรถไฟสู่ปูซานขบวนนี้

 

จากทุนสร้าง 9 ล้านเหรียญฯ Train To Busan สามารถกวาดรายได้จากทั่วโลกไปมากถึง 98 ล้านเหรียญฯ หรือกำไรเกือบ 10 เท่า ด้วยกระแสความนิยมที่แรงแบบฉุดไม่อยู่จากทั่วโลก เริ่มต้นจากในเกาหลีใต้ ที่หนังสามารถทำรายได้จนขึ้นแท่นหนังทำเงินสูงสุดตลอดกาลอันดับที่ 6 ของประเทศ มียอดผู้ชมมากกว่า 11 ล้านคน รวมถึงสามารถทุบสถิติ กลายเป็นหนังเกาหลีที่ทำเงินสูงสุดตลอดกาล ในหลายประเทศทั่วเอเชีย อาทิ ฮ่องกง, มาเลเซีย และสิงคโปร์  เช่นเดียวกับในประเทศไทยที่สามารถกวาดรายได้ไปถึง 70 ล้านบาท ขึ้นแท่นหนังเกาหลีที่ทำเงินมากที่สุดตลอดกาลที่นี่ ส่วนในประเทศอินเดีย ก็กลายเป็นหนังเกาหลีเรื่องแรกที่สามารถเข้าฉายในวงกว้าง ยึดโรงทั่วประเทศได้สำเร็จ และมีการลงเสียงพากย์ถึง 4 ภาษาในอินเดีย

 

นอกจากในทวีปเอเชียแล้ว กระแสความนิยมของ Train To Busan ยังแพร่ไปไวยิ่งกว่าเชื้อซอมบี้ เริ่มจากในทวีปยุโรป ที่หนังได้รับการคัดเลือกให้เข้าฉายในเทศกาลหนังเมืองคานส์ เทศกาลภาพยนตร์ระดับโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในส่วนของ Midnight Screening คอหนังจากทั่วโลกต่างออกมาชื่นชมเป็นวงกว้าง อาทิ เอ็ดการ์ ไรท์ ผู้กำกับจาก Baby Driver และหนังตลกซอมบี้อย่าง Shaun of the Dead ถึงขั้นออกตัวว่า นี่คือหนังซอมบี้ที่เขาชื่นชอบมากที่สุดเท่าที่เคยดูมาทั้งชีวิตเลยทีเดียว ! โดย Train To Busan สามารถคว้าคะแนนคำวิจารณ์จากเว็บไซด์ Rotten Tomatoes ได้สูงกว่าเฉลี่ยของหนังซอมบี้ทั่วไป โดยหนังได้คะแนนคำชมมากถึง 94% เลยทีเดียว



 

ปัจจัยที่ทำให้ Train To Busan คว้าใจทั้งผู้ชมทั่วไปและนักวิจารณ์ได้สำเร็จ เกิดจากการทำถึงในหลากหลายองค์ประกอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "อารมณ์" ที่เกิดขึ้นกับผู้ชม เมื่อหนังต้องการให้ผู้ชมลุ้นสุดหนีกับฉากหนีตายจากซอมบี้ หนังก็สามารถทำให้คนดูระทึกได้ขั้นสุด เมื่อหนังต้องการให้ผู้ชมตึงเครียดไปกับสถานการณ์ต่างๆในหนัง หนังก็สามารถทำให้เราเครียดได้สุดๆ แต่สิ่งที่น่าจะเซอร์ไพรสหลายคน คืออารมณ์ดรามาบีบหัวใจ ที่คอหนังไม่คิดว่าจะได้เจอในหนังเรื่องนี้ เมื่อถึงซีนที่จะต้องเรียกน้ำตา หนังก็สามารถทำได้อย่างกำลังพอดี ไม่ได้ดูพยายามเกินไป ไม่ได้คาดคั้นเกินไป เป็นไปอย่างธรรมชาติในจังหวะที่ควรจะเป็น

 

นอกจากการทำฉากแอ็กชั่นให้ตื่นเต้นบีบหัวใจขั้นสุดแล้ว สิ่งที่ส่งให้ Train To Busan เป็นที่ชื่นชอบของผู้ชม คือการสร้างตัวละครที่เป็นมนุษย์จริงๆ แม้แต่ตัวละครพระเอกที่ออกจะเป็นสีเทา มีความเห็นแก่ตัว ถ้าจำกันได้ในฉากแรกๆ พระเอกแทบจะปิดประตูรถไฟหนีซอมบี้ ก่อนที่ผู้รอดชีวิตบางคนจะเข้ามา แสดงให้สัญชาตญาณดิบในการเอาตัวรอด ก่อนที่พระเอกเองจะได้เรียนรู้และพัฒนาตัวตนไปเรื่อยๆจนกระทั่งตอนท้าย ที่เขาเรียนรู้ที่จะเสียสละ หรือบางตัวละครที่อยากจะเอาตัวรอดและเห็นแก่ตัวแบบแก้ไขไม่ได้ หนังยังเทียบให้เห็นอย่างชัดเจนกับตัวละครลูกสาวพระเอกที่เปรียบเหมือนผ้าขาว ที่จิตใจยังบริสุทธิ์ ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์อย่างไม่ลังเล

 

ความสำเร็จของ Train To Busan เป็นการปูทางความนิยมของหนังซอมบี้สไตล์เกาหลี (หรือที่เรียกกันว่า K-Zombie) ก่อให้เกิดหนังระทึกขวัญในแนวเดียวกันนี้ตามออกมาอีกหลายเรื่อง ส่วนที่ได้รับความนิยมมากๆในประเทศไทย ประกอบด้วย Kingdom ซีรีส์เกาหลียอดฮิตใน Netflix ที่นำแสดงโดย จูจีฮุน และ Rampant หนังซอมบี้ย้อนยุคที่นำแสดงโดย ฮยอนบิน (จาก Crash Landing on You) โดยเมื่อเดือนที่ผ่านมา ก่อนที่หนังภาคต่อ Train To Busan อย่าง Peninsula จะเข้าฉาย ก็เพิ่งมี #Alive หนังเอาตัวรอดจากซอมบี้ที่นำแสดงโดย ยูอาอิน และพัคชินเฮ เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ที่เกาหลีใต้ และสามารถครองแชมป์ Korea Box Office ได้นานถึง 3 สัปดาห์ในยุคหลังโควิด-19 แต่ถึงตอนนี้ก็ยังคงเงียบเหงา ไม่มีข่าวคราวว่าจะเข้าฉายในไทยเมื่อไหร่ แต่จากกระแสความนิยมของหนังเกาหลีและหนังซอมบี้ในไทย คาดว่าน่าจะมีโอกาสได้ชมกันอย่างแน่นอน

 

 

เส้นทางขึ้นจอ จาก Train To Busan สู่ Peninsula



 

ก่อนถ่ายทำ Train To Busan ช่วงที่ทีมงานออกสำรวจสถานที่ถ่ายทำ พวกเราเจอที่ทรุดโทรมแห่งหนึ่งและคิดว่าคงน่าจะสนุก ถ้าเราได้ถ่ายภาคต่อกันที่นี่ ผมคิดถึงฉากที่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ขับรถบรรทุกคันโต แล้วกวาดเหล่าซอมบี้ให้เรียบ" ยอนซังโฮ เผยกับสื่อมวลชน ขณะให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของไอเดียสำหรับ Peninsula ซึ่งเขาเผยว่า เมื่อย้อนกลับไปสมัยเริ่มถ่ายทำ Train To Busan เขาไม่ได้คาดคิดว่าหนังเรื่องนี้จะฮิต เพราะซอมบี้ยังไม่ได้รับความนิยมในเกาหลีตอนนั้น เขาเผยอีกว่า ตอนโปรโมทหนังภาคแรก เขาถูกห้ามไม่ให้พูดคำว่า "ซอมบี้" ในการโปรโมทหนังด้วยซ้ำ เพราะผู้สร้างหวั่นเกรงว่ามันจะจำกัดกลุ่มคนดู โดยถ้ามีการกล่าวถึงรายละเอียดของหนัง ให้พูดว่า กลุ่มผู้ติดเชื้อแทน 



แน่นอนว่ากระแสของ Train To Busan ยิ่งกว่าที่ยอนซังโฮคาดไว้ มันได้รับความนิยมอย่างมากทั่วโลกและก่อให้เกิดกระแส K-Zombie ขึ้นมา ความสำเร็จนี้ทำให้โปรเจกต์ Peninsula เป็นจริงได้ และถ้า Peninsula เกิดประสบความสำเร็จแบบเดียวกับที่ Train To Busan ทำได้ คอหนังก็อาจจะได้ดูหนังเรื่องต่อไปในจักรวาลซอมบี้สัญชาติเกาหลีนี้ ยอนซังโฮกล่าวว่า "พวกเรานำเสนอไอเดียมากมาย เพื่อจะใช้ใน Peninsula บ้างก็ได้นำมาใช้ บ้างก็ต้องถูกเก็บไว้ ถ้ากระแสตอบรับของหนังออกมาดี เราก็มีโอกาสจะได้สร้างภาคต่อไป ที่เล่าเรื่องราวในจักรวาลเดียวกับทั้ง Train To Busan และ Peninsula ผมได้ยินหลายเสียงสงสัยว่า เกิดอะไรขึ้นบ้างในช่วงเวลา 4 ปีระหว่างหนังทั้งสองภาค นี่ก็เป็นไอเดียที่น่าสนใจ สำหรับหนังภาคแยก ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้"



 

สำหรับ Peninsula ยอนซังโฮ เผยว่าเขาอยากทดลองอะไรใหม่ๆ ในแบบที่หนังเกาหลียังไม่เคยทำ และอยากให้ผู้ชมได้มีประสบการณ์ที่แปลกใหม่ในโรงภาพยนตร์ หนังแนวโลกในอนาคตที่สังคมพังทลายกำลังเป็นกระแสที่ได้รับความนิยมในตลาดโลก (อาทิ The Hunger Games, The Maze Runner, Mad Max : Fury Road และอีกมากมาย) เขาจึงอยากลองอะไรที่แปลกใหม่ในหนังเกาหลีบ้าง และนี่น่าจะเป็นการดูหนังที่ไม่ซ้ำเดิมของหลายๆคน เขาอยากทำออกมาให้สมจริงและน่าสนใจ ไม่ใช่ว่าทำเมืองให้โทรมๆไปเท่านั้น



 

แทนที่จะเล่าอะไรที่ซับซ้อน ยอนซังโฮ เลือกที่จะเล่าเรื่องราวใน Peninsula ไปตามลำดับเหตุการณ์ปกติ สิ่งที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องใหม่นี้ จะเกิดขึ้น 4 ปี หลังจากกงยู ขึ้นรถไฟไปยังปูซานในภาคแรก เมื่อซอมบี้เริ่มต้นระบาดจากกรุงโซล ในเวลาเดียวกันนั้น ตัวละครหลักของภาคใหม่นี้ ซึ่งรับบทโดย คังดงวอน ก็กำลังเดินทางไปยังอินชอน เพื่อเดินทางออกไปนอกประเทศ แล้วเรื่องราวต่างๆเริ่มวุ่นวายขึ้น เมื่อตัวละครนี้เดินทางไปถึงฮ่องกง ส่วนเหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อ แฟนๆคงต้องไปติดตามกันในโรงภาพยนตร์ ซึ่งนอกจากระบบปกติแล้ว Peninsula จะเข้าฉายในไทยทั้งระบบ IMAX จอยักษ์ และ 4DX อีกด้วย

 

 

ความรู้สึกหลังชม Peninsula เมื่อเทียบกับ Train To Busan



 

แม้ว่า Peninsula จะถูกโปรโมทอย่างชัดเจนว่าเป็นหนังภาคต่อของ Train To Busan แต่อันที่จริงแล้ว มันเป็นหนังอีกเรื่องที่เกิดขึ้นในจักรวาลเดียวกันเสียมากกว่า เพราะถ้าให้กล่าวกันตามตรง ทั้งสองเรื่องแทบจะไม่มีอะไรเหมือนกันเลย นอกจากมีซอมบี้แพร่ระบาดในเรื่อง ทั้งเหตุการณ์และตัวละครต่างๆล้วนไม่เกี่ยวข้องกัน นั่นหมายความว่า ถ้าคนที่ไม่เคยดู Train To Busan มาก่อน ก็สามารถไปชม Peninsula ได้ โดยที่จะไม่มีข้อสงสัยใดๆทั้งนั้น



 

ถ้าจะให้เปรียบเทียบกันอย่างชัดเจน Train To Busan มีความเป็นหนังหนีตายเอาตัวรอดจากซอมบี้ในสถานที่ปิดตายและสถานที่แคบ (บนรถไฟ) ที่บรรยากาศคือโลกปัจจุบัน ในขณะที่ Peninsula เลือกจะเล่าเหตุการณ์ในสเกลที่ใหญ่กว่า มันคือหนังจารกรรมไล่ล่าที่เกิดขึ้นในโลกที่ล่มสลาย ทั้งพล็อต ทั้งฉากแอ็กชั่น ทั้งสถานที่ในหนัง ล้วนแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทำให้ใครที่ติดใจ Train To Busan มา แล้วอยากเสพหนังหนีซอมบี้ที่รสชาติใกล้เคียงของเดิม คุณอาจจะไม่ได้เจอกับสิ่งนั้น เพราะตัวผู้กำกับเองก็พยายามฉีกทางออกมาอีกแบบ ไม่ให้เหมือนของเดิม ทำให้ภาพรวมของหนังค่อนข้างแตกต่างกันอย่างมาก



 

ข้อดีของ Peninsula แน่นอนว่าคือรสชาติที่ไม่ซ้ำเดิม มีความแปลกใหม่ในทางของหนังเกาหลี แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีกลิ่นอายของหนังหลายๆเรื่องตามที่ผู้กำกับเคยให้สัมภาษณ์ไว้ ว่าเขาได้รับแรงบันดาลใจจาก Mad Max : Fury Road และ Akira ดังนั้น บรรยากาศเมืองที่เต็มไปด้วยซากปรักหังพัง และฉากการขับรถไล่ล่า จึงมีกลิ่นอายที่คล้ายกับหนังเรื่องดังกล่าวพอสมควร นอกจากนี้ Peninsula ยังยอดเยี่ยมในแง่ของงานโปรดักชั่น ที่ยิ่งใหญ่อลังการ เราไม่ค่อยจะได้เห็นหนังเกาหลีในสเกลใหญ่โตและสภาพพังทลายแบบนี้ คุ้มค่ากับการที่หนังใช้ทุนสร้างไปมากกว่า Train To Busan ถึงเท่าตัวเลยทีเดียว



 

ส่วนจุดบกพร่องที่ชัดเจนของ Peninsula เกิดจากที่แฟนๆคงอดไม่ได้ ที่จะนำมันไปเทียบกับ Train To Busan ในฐานะผลงานจากผู้กำกับเดียวกัน และทำหน้าที่เป็นเหมืิอนภาคต่อของหนัง เพราะหนังไม่สามารถสร้างอารมณ์ร่วมให้กับผู้ชมได้ ในระดับที่เทียบเท่ากับ Train To Busan ทั้งในแง่ของความลุ้นระทึกของฉากไล่ล่า ความบีบอารมณ์ของฉากที่ชวนตึงเครียด หรือแม้แต่ฉากดราม่าที่ต้องเรียกน้ำตา ดีกรีความผูกพันของผู้ชมกับตัวละคร ยังทำได้ไม่ดีเท่าผลงานชิ้นก่อน นอกจากนี้พอ Peninsula เน้นฉากแอ็กชั่นที่เป็นการต่อสู้กันของมนุษย์กับมนุษย์มากขึ้น ก็ทำให้ความสำคัญของตัวละครซอมบี้ถูกลดลงไปอย่างน่าเสียดาย



 

อย่างไรก็ตาม Peninsula ยังถือว่าเป็นหนังฟอร์มใหญ่ที่มีคุณสมบัติของความสนุกและความบันเทิงแบบครบถ้วน เพียงแต่ว่ามันไม่สามารถแตะระดับ 10 เต็ม 10 ได้เท่า Train To Busan เท่านั้นเอง (ซึ่งก็เข้าใจเป็นอย่างดี สำหรับภาคต่อที่ต้องไต่ระดับให้เท่าภาคก่อน เป็นเรื่องไม่ง่ายดายนัก) โดยรวม Peninsula คือหนังแอ็กชั่นตื่นเต้น ที่มาพร้อมกับงานโปรดักชั่นที่ควรค่าแก่การชื่นชม และฉากชวนตื่นตามากมาย ถ้ามีโอกาส นี่คือหนังอีกเรื่องที่ควรค่าแก่การชมในโรงภาพยนตร์ ยิ่งช่วงเวลานี้ ถ้าคุณกำลังหาโอกาสกลับไปอุดหนุนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ให้ฟื้นตัวอีกครั้งหลังสถานการณ์โควิด-19 นี่คือโอกาสดีที่คุณไม่ควรจะลังเล

 

********************************************

ติดตามคอลัมน์ SO WATCH และ ฟังวิทยุออนไลน์ Chill Online Work hard Chill Hard ได้ที่ 
www.chillfm.fm และที่
Application : Atimeonline โหลดฟรีที่ App Store และ Play Store
Facebook : Chill FM
Instagram : chillfmfanpage
Twitter : chillfmfanpage
 
******************************************
 
SO WATCH

BY GOSSIPGUN

 

บันเทิง