ครบรอบ 10 ปี INCEPTION เส้นทางขึ้นจอของหนังและย้อนรอยความสำเร็จ |

ประกาศความเป็นส่วนตัว (Privacy Notice)

ครบรอบ 10 ปี INCEPTION เส้นทางขึ้นจอของหนังและย้อนรอยความสำเร็จ

ครบรอบ 10 ปี INCEPTION เส้นทางขึ้นจอของหนังและย้อนรอยความสำเร็จ

ครบรอบ 10 ปี INCEPTION

เส้นทางขึ้นจอของหนังและย้อนรอยความสำเร็จ

 

HIGHLIGHTS

 

  • ปลายเดือนนี้ ผลงานชิ้นล่าสุดของ คริสโตเฟอร์ โนแลน จะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ทั่วโลก ในโอกาสนี้ทางวอร์เนอร์ เลยขอหยิบเอา Inception ผลงานชิ้นเอกของโนแลน กลับมาเข้าฉายในโรงหนังอีกครั้ง ในโอกาสที่หนังมีอายุครบ 10 ปีแบบพอดี 

 

  • ผลงานชิ้นนี้ คือหนังที่โนแลนใช้เวลาในการพัฒนาโปรเจกต์นานเกือบทศวรรษ มันเริ่มจากไอเดียเรื่องจารกรรมความฝันในรูปแบบหนังสยอง ก่อนที่โนแลนจะพัฒนามันเป็นหนังฟอร์มยักษ์ แต่เขากลับไม่มั่นใจในการสร้าง เลยขอหาประสบการณ์กับหนังไตรภาคแบทแมนก่อน ก่อนที่จะกลับมาสานต่อโปรเจกต์ในฝันเรื่องนี้

 

  • นอกจากจะกวาดรายได้ถล่มทลาย ได้รับคำชมอันล้นหลาม รวมถึงเข้าชิงออสการ์ในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม Inception ยังกลายเป็นผลงานชิ้นสำคัญในวัฒนธรรมป็อปของอเมริกา มีการหยิบยกหนังไปอยู่ในเพลงดังมากมาย ทั้งผลงานของ The Black Eyed Peas, Lil'Wayne หรือแม้แต่เพลงแดนซ์ของ Jennifer Lopez

 

********************************************

 

อีกเพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น คอหนังทั่วโลกก็จะได้ชม TENET ภาพยนตร์แอ็กชั่นสุดล้ำ ผลงานชิ้นใหม่ล่าสุดของ คริสโตเฟอร์ โนแลน ผู้กำกับที่งานทุกชิ้นล้วนเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน มีความกล้าที่จะเล่าเรื่องที่ซับซ้อน กล้าที่จะถ่ายทำด้วยเทคนิคงานสร้างที่ไม่ธรรมดา นี่จะเป็นหนังฟอร์มใหญ่เรื่องแรกที่คนทั้งโลกจะได้ชมกันหลังวิกฤตโควิด-19

 

แต่ก่อนที่ TENET จะเข้าฉาย วอร์เนอร์ บราเธอร์ สตูดิโอเจ้าของหนัง ขอต้อนรับการมาของ TENET ด้วยการหยิบเอา Inception หนึ่งในผลงานระดับมาสเตอร์พีซ ของโนแลน กลับเข้ามาฉายในโรงภาพยนตร์อีกครั้ง รวมถึงกลับมาฉายใหม่ในระบบ IMAX อีกด้วย ในโอกาสดีที่หนังอายุครบ 10 ปีแบบพอดี คอลัมน์ So Watch ในสัปดาห์นี้ เลยอยากจะพาผู้อ่านทุกท่าน ย้อนกลับไปสู่เรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่ถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านไปถึงทศวรรษนึงเต็มๆแล้ว แต่ Inception ก็ยังสดใหม่ และยากที่จะหาหนังแนวเดียวกันที่ทำได้สุดยอดถึงเพียงนี้ 

 

 

กว่าจะเป็น INCEPTION หนังในตำนานของโนแลน



 

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2002 การร่วมงานกันครั้งแรกระหว่าง โนแลน และวอร์เนอร์ เกิดขึ้นในภาพยนตร์ทริลเลอร์เรื่อง Insomnia ที่นำแสดงโดย อัล ปาชิโน่ และโรบิน วิลเลี่ยม จากผลตอบรับที่น่าพึงพอใจ ทำให้โนแลนเตรียมนำเสนอโปรเจกต์ใหม่กับทางค่าย เป็นภาพยนตร์เขย่าขวัญที่พล็อตเกี่ยวกับ "อาชญากรในความฝัน" ที่มีความยาวราว 80 หน้า เดิมทีเขาเริ่มต้นไอเดียว่า หนังเรื่องนี้น่าจะเป็นสยองขวัญ ก่อนที่เขาจะเปลี่ยนใจ เปลี่ยนให้หนังเป็นแนวอาชญากรรมแทน อย่างที่เป็นในผลลัพธ์ท้ายที่สุด

 

ช่วงต้นยุค 2000s หนังไซไฟที่กำลังเป็นกระแสมาแรง ประกอบด้วย The Matrix ของพี่น้องวาชอว์สกี้, Dark City ของผู้กำกับ อเล็กซ์ โพรยาส รวมไปถึง The Thirteenth Floor ที่พี่น้องวาชอว์สกี้ รวมโปรดิวซ์ด้วย หนังเหล่านี้ต่างเล่าถึงตัวละครหลักที่ตั้งคำถามกับตนเองว่า โลกที่เขาอาศัยอยู่เป็นโลกแห่งความจริงหรือไม่? หนังเหล่านี้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้โนแลนเริ่มคิดพล็อตและลงมือเขียนสคริปของ Inception

 

แม้ว่าโนแลนจะเสนอบทภาพยนตร์ Inception ให้กับวอร์เนอร์ตั้งแต่ปี 2002 แต่เขาเป็นคนตัดสินใจเบรกโปรเจกต์นี้ด้วยตนเอง เพราะต้องการประสบการณ์ในการทำหนังฟอร์มยักษ์มากกว่า เพราะก่อนหน้า Insomnia เขาไม่เคยจับโปรเจกต์ใหญ่มาก่อน โนแลนจึงตกปากรับคำวอร์เนอร์เพื่อกำกับ Batman Begins ในปี 2005 และ The Dark Knight ในปี 2008 ก่อน หลังจากภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ตัวเขาเองเริ่มมั่นใจแล้วว่า Inception จะสามารถเป็นจริงได้ในแบบที่เขาคิด รวมถึงวอร์เนอร์เองก็มั่นใจแล้วว่า โนแลนจะสามารถทำหนังที่พล็อตซับซ้อนอย่างมาก ออกมาให้ดูรู้เรื่องและสนุกได้ โปรเจกต์ Inception จึงได้เริ่มต้นขึ้น



 

ทันทีที่เราพูดถึงเรื่องของความฝัน จิตของมนุษย์สามารถจินตนาการได้แบบไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อหนังจบ คุณต้องรู้สึกว่าเราสามารถไปได้ทุกที่ ดังนั้นหนังเรื่องนี้ต้องมาพร้อมกับงานสร้างในระดับใหญ่ยักษ์" - โนแลนให้สัมภาษณ์ถึงสาเหตุที่ Inception ต้องใช้ทุนสร้างมหาศาลเท่านั้น ซึ่งวอร์เนอร์อนุมัติเงินทุนสูงถึง 160 ล้านเหรียญฯ โดยหลังจากหนัง The Dark Knight เสร็จสิ้นไปอย่างงดงาม และเขาอยากจะพักมือจากหนังชุดแบทแมน โนแลนตัดสินใจว่าถึงเวลาแล้ว ที่เขาจะหยิบโปรเจกต์ Inception กลับมาทำให้เป็นจริง โดยเขาเวลานานถึง 6 เดือนในการปรับปรุงบทภาพยนตร์ให้ออกมาสมบูรณ์มากที่สุด


 

 

โนแลนเผยว่า เขาอยากจะร่วมงานกับ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ มานานหลายปีแล้ว แต่ยังไม่มีบทไหนในหนังของเขาพี่เหมาะสม จนกระทั่ง Inception เกิดขึ้น ลีโอนาร์โดประทับใจในบทภาพยนตร์มาก เขาเผยว่ามันถูกเขียนมาอย่างดี จนตกปากรับคำมารับบทนำดอม อาชญากรที่เชี่ยวชาญในการเจาะเข้าไปในจิตใต้สำนึกของเหยื่อเพื่อจารกรรมข้อมูล หลังจากที่เขาถูกออกหมายจับในสหรัฐอเมริกาฯ ทำให้ดอมไม่สามารถกลับบ้านเกิดเพื่อไปพบเจอกับลูกๆได้ เขาจึงตัดสินใจรับข้อเสนอของนักธุรกิจชาวญี่ปุ่นที่สามารถเคลียร์คดีให้กับเขาได้ โดยสิ่งที่เขาต้องทำคือรวบรวมทีม เข้าไปปลูกความคิดในจิตใต้สำนึกของคู่แข่งทางธุรกิจของนายจ้าง แต่ปฏิบัติการครั้งนี้ กลับไม่ง่ายและไม่เป็นไปอย่างที่เขาคิด



 

Inception ใช้เวลาถ่ายทำนาน 5 เดือนใน 6 ประเทศ เริ่มต้นจากญี่ปุ่นกับฉากที่พวกเราเห็นในช่วงต้นของหนัง ฉากที่พระเอกได้รับข้อเสนอในการทำภารกิจที่บริเวณดาดฟ้าของตึกสูงในกรุงโตเกียว ก่อนที่กองถ่ายจะขยับไปถ่ายทำกันต่อในอังกฤษ, ฝรั่งเศส, โมรอคโค, อเมริกา และปิดท้ายที่ แคนาดา บริเวณของสกีรีสอร์ตที่ใช้เป็นฉากหนึ่งในความฝันที่อยู่ในฉากแอ็กชั่นใหญ่ช่วงท้ายของภาพยนตร์ โดยแนวคิดหลักในการถ่ายทำของโนแลน ซึ่งยังคงเป็นอยู่ถึงปัจจุบันคือ ใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิกให้น้อยที่สุด และพยายามถ่ายทำฉากต่างๆจริงๆให้มากที่สุด เช่นเดียวกับ Inception ซึ่งหลายฉากอาจจะทำให้คอหนังตกใจว่าถ่ายทำได้อย่างไร โดยแทบไม่ใช่ CG เลย มีการเปิดเผยว่าทั้งเรื่องใช้ CG เพียงประมาณ 500 ช็อตเท่านั้น จากปกติของหนังบล็อกบัสเตอร์ที่ส่วนใหญ่มักจะใช้ถึง 2,000ช็อต

 

 

ย้อนรอยความสำเร็จที่ไม่ธรรมดาของ INCEPTION



 

ก่อนที่ Inception จะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ แม้ว่าหนังจะมี ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ในการเรียกแขกมาชมในโรงภาพยนตร์ แต่ต้องยอมรับว่า หนังคือความเสี่ยงสำหรับวอร์เนอร์ ด้วยทุนสร้างระดับ 160 ล้านเหรียญฯ ด้วยพล็อตที่ไม่ได้ง่ายนักต่อความเข้าใจ ไม่ใช่ผู้ชมทุกกลุ่มจะเพลิดเพลินกับหนังได้ แต่ท้ายที่สุด Inception ก็กลายเป็นปรากฏการณ์ความสำเร็จในทุกแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นการกวาดรายได้อย่างงดงามจากทั่วโลก กระแสคำวิจารณ์ที่ล้วนมาแต่ในแง่บวก จนกระทั่งหนังได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ รวมถึงการสร้างอิทธิพลต่อหนังเรื่องต่างๆในอนาคต รวมถึงการถูกเอ่ยถึงใน Pop Culture ด้านต่างๆ



 

Inception เปิดตัวอันดับ 1 ในอเมริกาในสัปดาห์แรก ด้วยรายได้สุดสัปดาห์ราว 62 ล้านเหรียญฯ ขึ้นแท่นหนังแอ็กชั่นไซไฟที่ไม่ใช่ภาคต่อหรือรีเมก ที่เปิดตัวแรงสุดตลอดกาลอันดับ 2 เป็นรองเพียง Avatar ของเจมส์ คาเมรอนเท่านั้น ที่เปิดตัวได้ที่ 77 ล้านเหรียญฯ กระแสปากต่อปากในแง่บวก ทำให้หนังสามารถครองแชมป์ได้นานถึง 3 สัปดาห์ โดยรายได้รวมในแต่ละสัปดาห์ ลดลงเพียงประมาณ 30% เท่านั้น (ต่างจากหนังทั่วโลกที่รายได้มักจะลดลงราว 50% ในสัปดาห์ถัดมา) ด้วยคำชมมากมาย ยิ่งทำให้ผู้ชมที่อาจจะไม่กล้าดูตั้งแต่แรก แห่ออกมาชมหนังในโรง เช่นเดียวกับผู้ชมบางส่วนก็กลับเข้าไปดูซ้ำ เพื่อเพิ่มความเข้าใจกับตัวหนัง จนท้ายที่สุดหนังสามารถกวาดรายได้ในอเมริกาไปสูงถึง 292 ล้านเหรียญฯ และสามารถกวาดรายได้จากทั่วโลกไปมากถึง 825 ล้านเหรียญฯ กลายเป็นหนึ่งในหนังที่ไม่ใช่ภาคต่อหรือรีเมก ที่ประสบความสำเร็จด้านรายได้มากที่สุดตลอดกาล



 

ในแง่ของคำวิจารณ์ หนังสามารถกวาดคำชมไปอย่างล้นหลาม โดยคะแนนเฉลี่ยจากเว็บไซด์ Rotten Tomatoes ได้สูงถึง 82% หนังติด Top 10 หนังยอดเยี่ยมแห่งปีจากลิสต์ของนักวิจารณ์แทบทุกสำนัก รวมถึง The Hollywood Reporter, The Los Angeles Times, Chicago Sun Time และ Empire ยกให้ Inception ขึ้นแท่นหนังยอดเยี่ยมที่สุดแห่งปี 2010 และปิดท้ายด้วยการเข้าชิงรางวัลออสการ์มากถึง 8 สาขา รวมถึงภาพยนตร์ยอดเยี่ยม แต่พ่ายให้กับ The King's Speech ไป และตัวหนังเองสามารถกวาดรางวัลทางด้านเทคนิคงานสร้างมาได้มากถึง 4 สาขาประกอบด้วย บันทึกภาพยอดเยี่ยม, ตัดต่อเสียงยอดเยี่ยม, ผสมเสียงยอดเยี่ยม และเทคนิคงานสร้างยอดเยี่ยม

 

นอกจากจะกวาดรายได้และกวาดรางวัลไปมากมายแล้ว Inception ยังเป็นที่กล่าวถึงในวงกว้าง ด้วยเอกลักษณ์อันโดดเด่นของหนังทั้งในแง่ของพล็อตและงานโปรดักชั่น ตัวหนังเองถูกหยิบไปกล่าวถึงในเพลงดังมากมาย อาทิ เพลง Just Can't Get Enough ของ The Black Eyed Peas, เพลง Blue Sky ของ Common, เพลง 6 Foot 7 Foot ของ Lil'Wayne เพลง Strange Clouds ของ B.O.B. รวมไปถึงเพลงซูเปอร์ฮิตอย่าง On The Floor ของ Jennifer Lopez ก็กล่าวถึงหนังในท่อนแร็ปของ Pitbull อีกด้วย ในเนื้อเพลงร้องเพลง "ฉันเป็นเหมือนกับ Inception ที่เล่นกลกับสมองของคุณ"

 

 

INCEPTION กับการกลับมาขึ้นจอยักษ์ในรอบ 10 ปี



 

สำหรับผู้เขียนเอง มีโอกาสได้ดู Inception ครั้งแรกในโรงภาพยนตร์เมื่อ 10 ปีก่อน ก่อนที่จะมาชมอีกครั้งในระบบ IMAX ในการกลับมาฉายใหม่ครั้งนี้ พบว่าแม้จะเป็นการดูซ้ำ แต่ความรู้สึกที่ได้รับแทบจะไม่แตกต่างจากครั้งแรกเลย ระหว่างดูเหมือนถูกโนแลนสะกดจิต เพราะหนังสามารถตรึงผู้ชมได้แทบทุกวินาทีที่เดินเรื่องไป เหมือนเราหลุดเข้าไปในอีกโลกหนึ่ง หลุดเข้าไปในโลกแห่งความฝัน แบบเดียวกับตัวละครหลักในเรื่อง



 

แม้เวลาจะผ่านไป 10 ปี แต่คุณค่าของ Inception ไม่เคยลดเลือนไปตามกาลเวลา หนังยังคงสดใหม่เสมอ เทียบกับภาพยนตร์หลายเรื่องในยุคนี้ หนังก็ยังคงล้ำสมัย สำหรับผู้เขียนเองยกให้ Inception เป็นหนังโนแลนที่ชื่นชอบมากที่สุด ด้วยความพอเหมาะพอดีของหนัง ทั้งในแง่ของความซับซ้อนของบทภาพยนตร์ ถือว่าซับซ้อนแบบกำลังดี (เมื่อไปเทียบกับ Interstellar ที่ความซับซ้อนช่วงท้ายเรื่อง เยอะเกินไป) ในแง่ของซีนแอ็กชั่นก็มีฉากไล่ล่าที่ชวนตื่นเต้นและบีบอารมณ์กำลังดี ในแง่ของดรามา โนแลนก็ใช้ปมของตัวละครพระเอกในการดึงอารมณ์ร่วมกับผู้ชมอย่างพอเหมาะ ถ้าเปรียบกับอาหาร Inception ก็เป็นอาหารจานแปลกที่ท้าทายทั้งเชฟและคนชิม ซึ่งเขากลับทำออกมาได้รสชาติพอดิบพอดี จนจานนี้กลายเป็นจานดังที่ใครๆก็อยากจะลิ้มลอง และต่อให้เวลาผ่านไปนานนับ 10 ปี จานนี้ก็ยังคงแปลกใหม่ และสดอยู่เสมอ

 

สำหรับใครที่ยังไม่เคยดู Inception เลย หรือยังไม่ได้สัมผัสบรรยากาศของหนังเรื่องนี้บนจอขนาดยักษ์ นี่คือโอกาสดี ที่คุณจะได้รับชม ซึ่งมีเวลาเพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น ก่อนที่ TENET ผลงานชิ้นล่าสุดของโนแลนจะเข้าฉาย และยึดจอ IMAX ไปครอง 

 

 

********************************************

 

รวมเกร็ดที่น่าสนใจเกี่ยวกับ INCEPTION

 

▶ คริสโตเฟอร์ โนแลน เคยให้สัมภาษณ์ว่า มีอยู่หนึ่งฉากในหนังเรื่อง Inception ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังสายลับคลาสสิกชุด เจมส์ บอนด์ นั่นคือฉากจารกรรมในความฝันชั้นนึง ที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ มีฉากแอ็กชั่นที่เกิดขึ้นบนสโนว์โมบิล เขากล่าวว่าฉากได้รับแรงบันดาลใจมาจาก On Her Majesty's Secret Service หนังบอนด์เมื่อปี 1969 ซึ่งเป็นหนึ่งในภาคที่เขาชื่นชอบมากที่สุด



 

▶ บท ไซโต้ นักธุรกิจชาวญี่ปุ่นที่แสดงโดย เคน วาตานาเบ้ (จาก The Last Samurai) เป็นตัวละครที่โนแลน เขียนขึ้นมาเพื่อนักแสดงคนนี้โดยเฉพาะ หลังจากที่ทั้งสองเคยร่วมงานกันมาแล้วใน Batman Begins เมื่อปี 2005 โนแลนรู้สึกว่าอยากให้ เคนมีบทบาทบนหน้าจอมากกว่านี้ จึงเป็นที่มาของตัวละครไซโต้ใน Inception ที่มีความสำคัญนับตั้งแต่ฉากแรก

 

▶ มีรายงานว่าเพื่อช่วยไม่ให้ผู้ชมสับสนระหว่างดูหนัง ขณะที่ Inception ไปฉายในโทรทัศน์ช่องหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น มีการขึ้นช่วยบริเวณมุมจอด้วยว่า ฉากดังกล่าวอยู่ในความฝันชั้นไหน เพื่อให้คนดูเข้าใจหนังได้มากยิ่งขึ้น

 

▶ หลังจากเสร็จสิ้นการถ่ายทำ Inception ในปี 2010 คริสโตเฟอร์ โนแลน ดึงเอานักแสดงจากเรื่องนี้ มาแสดงในผลงานชิ้นถัดไปคือ The Dark Knight Rises มากถึง 5 คน ประกอบด้วย ทอม ฮาร์ดี้, โจเซฟ กอร์ดอน-เลวิตต์, มาริยง โกติยาร์ด, ซิลเลี่ยน เมอร์ฟีย์ และไมเคิล เคน (โดยสองคนหลังปรากฏตัวในหนังชุดแบทแมน ฉบับโนแลน มาตั้งแต่ Batman Begins แล้ว)

 

 

********************************************

ติดตามคอลัมน์ SO WATCH และ ฟังวิทยุออนไลน์ Chill Online Work hard Chill Hard ได้ที่ 
www.chillfm.fm และที่
Application : Atimeonline โหลดฟรีที่ App Store และ Play Store
Facebook : Chill FM
Instagram : chillfmfanpage
Twitter : chillfmfanpage
 
******************************************
 
SO WATCH

BY GOSSIPGUN