ส่อง 10 หนังของ คริสโตเฟอร์ โนแลน ไต่ระดับความพีคของผลงาน ก่อนดู TENET |

ประกาศความเป็นส่วนตัว (Privacy Notice)

ส่อง 10 หนังของ คริสโตเฟอร์ โนแลน ไต่ระดับความพีคของผลงาน ก่อนดู TENET

ส่อง 10 หนังของ คริสโตเฟอร์ โนแลน ไต่ระดับความพีคของผลงาน ก่อนดู TENET

ส่อง 10 หนังของ คริสโตเฟอร์ โนแลน

ไต่ระดับความพีคของผลงาน ก่อนดู TENET

 

 

ภาพยนตร์โปรแกรมใหญ่ในสัปดาห์นี้ที่คอหนังทั่วโลกต่างรอคอย คือการเข้าฉายของ TENET ผลงานชิ้นล่าสุดของผู้กำกับแห่งยุคอย่าง "คริสโตเฟอร์ โนแลน" ผู้กำกับที่ขึ้นชื่อเรื่องวิสัยทัศน์ในการสร้างหนังที่ล้ำลึกแบบไม่ซ้ำใคร ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการเล่าเรื่อง ที่มักหยิบเอาโครงสร้างที่ไม่ธรรมดามาเล่า อาทิ Memento ที่เล่าแบบถอยหลังกลับไปสู่จุดเริ่มต้น, Inception ที่เล่าแบบเข้าไปในความฝันถึง 4 ชั้นซึ่งมีความซับซ้อน หรือแม้แต่หนังสงครามอย่าง Dunkirk ที่เล่าเรื่องราวผ่าน 3 ช่วงเวลาคู่ขนานกันไป เริ่มต้นต่างเวลาแต่มาบรรจบพร้อมกันในท้ายที่สุด เขาเลือกที่จะหยิบเอาเส้นเรื่องแบบสลับซับซ้อนที่เล่าให้บันเทิงมากที่สุด 

 

นอกจากจะเล่าด้วยเส้นเรื่องที่มีโครงสร้างแบบไม่ธรรมดาแล้ว ตัวพล็อตเองโนแลนก็มักจะเก็บเงียบไว้เป็นความลับ พยายามจะไม่เผยรายละเอียดมากมายนักก่อนฉาย เพื่อให้แฟนๆได้เซอร์ไพรสมากที่สุด รวมถึงผลงานของเขาแทบทุกเรื่อง มักจะมีจุดหักมุมแบบที่คอหนังคาดเดาไม่ได้มาก่อน แม้แต่หนังไตรภาคชุด The Dark Knight ก็มีจุดหักเหของเส้นเรื่องที่ทำเอาคอหนังตกตะลึงแทบทุกภาค ทั้งๆที่หนังซูเปอร์ฮีโร่ส่วนใหญ่มักจะไม่มีองค์ประกอบนี้ มากกว่าไปเรื่องบทภาพยนตร์ อีกหนึ่งเอกลักษณ์ของหนังโนแลน คือเขามักจะถ่ายทำจริงให้มากที่สุด และเลือกให้งานคอมพิวเตอร์กราฟฟิกให้น้อยที่สุด เช่นเดียวกับผลงานชิ้นใหม่อย่าง TENET ที่เขาเลือกจะใช้เครื่องบินจริงๆในฉากพุ่งชนจนระเบิด มากกว่าสร้างซีจีขึ้นมา ถึงขั้นมีคนออกมาแซวว่า หนังเรื่องนี้น่าจะใช้งานคอมพิวเตอร์กราฟฟิกน้อยกว่าหนังโรแมนติกคอเมดี้บางเรื่องเสียอีก (ซึ่งอาจจะจริง)

 

เพื่อให้คอหนังรุ่นใหม่เข้าใจผลงานของ คริสโตเฟอร์ โนแลน มาขึ้น เพื่อเตรียมตัวก่อนจะไปดู TENET หรืออาจจะไล่เก็บผลงานของโนแลน หลังชม TENET ไปแล้ว คอลัมน์ So Watch ในสัปดาห์นี้ จึงขอพาผู้อ่าน ย้อนไปแนะนำผลงานชิ้นก่อนหน้านี้ของเขาทั้ง 10 เรื่อง ว่าแต่ละเรื่องเกี่ยวข้องกับอะไร มีจุดเด่นอย่างไรมาก และที่สำคัญคือ มันมีส่วนส่งเสริมอย่างไร ให้ "คริสโตเฟอร์ โนแลน" ก้าวขึ้นมาเป็นผู้กำกับแห่งยุคสมัยนี้ แบบที่เป็นเช่นในทุกวันนี้ 

 

********************************************

 

 

Following (ออกฉายปี 1998)



 

ผลงานชิ้นแรกของ คริสโตเฟอร์ โนแลน ในฐานะหนังทุน(โคตร)ต่ำ ใช้เงินในการสร้างประมาณ 200,000 บาทเท่านั้น และด้วยความที่หนังทุนต่ำมากๆ จึงทำให้เกิดข้อจำกัดมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการที่นักแสดงต้องซ้อมบทให้แม่นยำที่สุด แต่ละฉากจะถ่ายได้ไม่เกิน 2 เทคเท่านั้น เพราะต้องประหยัดค่าฟิล์ม (ยังไม่ได้ถ่ายแบบดิจิตอลเหมือนทุกวันนี้) หนังเองไม่มีค่าจ้างทีมจัดไฟแบบมืออาชีพ ไม่มีค่าเช่าอุปกรณ์เลยต้องเน้นแสงธรรมชาติเท่านั้น โดยโนแลนลงมือทำเองในแทบทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่เขียนบท กำกับหนัง ถ่ายภาพ รวมถึงมีส่วนสำคัญในการตัดต่อหนังอีกด้วย

 

ด้วยความยาวเพียง 70 นาทีเท่านั้น Following เล่าเรื่องราวของ ชายคนหนึ่งที่เดินตามชายปริศนาไปตามถนนในกรุงลอนดอน แต่เมื่อเขาดันตามใกล้เกินไป จนกระทั่งโดนจับได้ เขาจึงโดนลากเข้าไปเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมในเมืองแห่งนี้ จุดเด่นของหนังโนแลน ที่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ผลงานชิ้นแรก คือการเล่าเรื่องแบบไม่เรียงตามลำดับเวลา (ซึ่งต่อมาเขาใช้ทั้งใน Memento, Batman Begins และ The Prestige) โดยเมื่อหนังเข้าฉาย ต่างได้รับคำชมจากวิจารณ์ หนังคว้าคะแนนบวกจาก Rotten Tomatoes ถึง 81% และทำให้เริ่มมีผู้คนในวงการภาพยนตร์ รู้จักชื่อของโนแลน โดยหนังได้รับการยกย่องว่า เป็นหนึ่งในหนังทุนต่ำมาก ที่น่าสนใจมากที่สุดเรื่องหนึ่ง 

 

 

Memento (ออกฉายปี 2000)



 

ผลงานชิ้นที่แจ้งเกิดให้กับ "คริสโตเฟอร์ โนแลน" แบบจริงจัง ต้องยกให้หนังเรื่องนี้ ซึ่งเป็นผลงานชิ้นที่ 2 ของแก นำแสดงโดย กาย เพียร์ซ ในบทชายที่ตื่นขึ้นมา แล้วสูญเสียความทรงจำระยะสั้นไป เขาสามารถจำอดีตที่ผ่านไปแล้วนานๆแล้ว แต่จำไม่ได้ว่าเพิ่งเกิดอะไรขึ้นบ้าง เขาจึงต้องออกมาตามหาว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา ใครคือคนทำร้ายร่างกายเขา และสูญเสียภรรยาไปได้อย่างไร พระเอกของเรื่องจึงต้องออกมาสืบโดยยึดเบาะแสจากภาพถ่ายจากกล้องโพลารอยด์

 

ความแปลกในการเล่าเรื่องที่สร้างชื่อให้กับหนังเรื่องนี้ คือการเล่าเหตุการณ์ในสองช่วงเวลาคู่ขนานกันไป เหตุการณ์ในอดีตที่เดินไปข้างหน้า และเหตุการณ์จากปัจจุบันที่เล่าถอยหลังลงไป แบ่งแยกให้คนดูไม่สับสนโดยการเลือกให้ภาพแบบขาวดำและสี จนกระทั่งทั้งสองเส้นเรื่องไปบรรจบกันในช่วงท้ายของหนัง การเล่าเรื่องแบบนี้กลายเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นในหนังโนแลนต่อมา ที่มักจะซ่อนปริศนาเอาไว้ ผู้ชมต้องผ่านประสบการณ์การเล่าเรื่องที่แปลก ก่อนจะไปเจอกับปมต่างๆที่รอการเฉลย 

 

จากทุนสร้างระดับ 4.5 ล้านเหรียญฯ หนังสามารถทำเงินไปถึง 39 ล้าน แม้จะไม่มากมายอะไรนัก แต่เมื่อเทียบกับฟอร์มของหนัง ที่แทบจะไม่ใช่หนังตลาดเลย ไม่ได้มีชื่อผู้กำกับดังมาเรียกแขก หรือแม้แต่ดาราก็ไม่ใช่ระดับแถวหน้า มีเพียงกระแสปากต่อปากที่ช่วยให้หนังสามารถกวาดรายได้จนทำกำไรในที่สุด หนังจบลงที่เข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 2 สาขา ประกอบด้วย ลำดับภาพยอดเยี่ยม และบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม ซึ่งก็ทำให้โนแลน  ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์เป็นครั้งแรก 

 

 

Insomnia (ออกฉายปี 2002)



 

ผลงานชิ้นแรกของ คริสโตเฟอร์ โนแลน กับการก้าวขึ้นมากำกับหนังในระบบสตูดิโออย่างเต็มตัว ร่วมงานกับวอร์เนอร์ บราเธอร์ (และไม่เคยจากกันไปไหนหลังจากนั้น) ที่ได้นักแสดงฝีมือระดับแถวหน้ามาร่วมจอมากถึง 3 คน ประกอบด้วย อัล ปาชิโน, โรบิน วิลเลี่ยม และฮิลารี่ แสวงก์ เล่าถึงสองนักสืบจากกรมตำรวจแอลเอ ที่ถูกส่งตัวไปยังพื้นที่ห่างไกลในรัฐอลาสก้า เพราะเกิดเหตุฆาตกรรมสุดสยองขึ้น เมื่อศพของเด็กวัย 17 ปีถูกพบตัว พวกเขาจึงต้องร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ของท้องถิ่่น ไขปริศนาว่าเกิดอะไรขึ้นในชุมชนแห่งนี้

 

ความน่าสนใจของ Insomnia ที่แฟนๆจับตามองตั้งแต่เข้าฉาย คือการที่ได้นักแสดงตลกอย่าง โรบิน วิลเลี่ยม มาพลิกบทบาทเล่นหนังทริลเลอร์จริงจังแบบเต็มตัว แถมมารับบทเป็นผู้ต้องสงสัยของคดีอีกต่างหาก แม้มันจะไม่ได้หวือหวาในการเล่าเรื่องกว่าหนังโนแลนเรื่องอื่นๆ แต่มันเป็นหนังทริลเลอร์ที่ลุ้นระทึกและยากแก่การคาดเดา ทำให้หนังสามารถคว้าคะแนนบวกจาก Rotten Tomatoes ไปถึง 92% ส่งผลให้วอร์เนอร์พึงพอใจกับผลลัพธ์ของหนังเป็นอย่างมาก และเลือกให้โนแลน เป็นผู้กำกับโปรเจกต์หนังแบทแมนฉบับใหม่ที่กำลังเตรียมงานสร้าง

 

 

Batman Begins (ออกฉายปี 2005)



 

นี่คือผลงานชิ้นแรกของ คริสโตเฟอร์ โนแลน ในการกำกับภาพยนตร์ระดับบล็อกบัสเตอร์ ด้วยทุนสร้างที่สูงถึง 150 ล้านเหรียญฯ หลังจากที่วอร์เนอร์บาดเจ็บไปกับโปรเจกต์ Batman & Robin เมื่อหลายปีก่อน ทางค่ายพยายามพัฒนาหนังแบทแมนในทิศทางใหม่ ที่ดูมืดมนกว่าเดิม สมจริงยิ่งกว่าเดิม ไม่ไปทางสีสันฉูดฉาดและแฟนตาซีอีกต่อไปแล้ว ด้วยผลงานในเครดิตที่ผ่านมาทำ ให้โนแลนตรงสเป็กกับความต้องการของทางค่ายเป็นอย่างมาก โนแลนเผยว่าเขาต้องการเล่าเรื่องราวต้นกำเนิดของตัวละครแบบที่ไม่มีใครเคยได้ดูมาก่อน โดยโลกของแบทแมนในหนังฉบับนี้ จะยึดตามโลกแห่งความจริง มีความสมจริงมากที่สุด และทันใดนั้นเอง ก็มีบุคคลธรรมดา ลุกขึ้นมาเป็นฮีโร่ ต่อต้านระบบและสื่อที่ไม่ถูกต้อง

 

อย่างที่โนแลนกล่าวไป Batman Begins พาผู้ชมเข้าสู่โลกของแบทแมน นับตั้งแต่ บรู๊ซ เวย์น สูญเสียคุณพ่อคุณแม่ในวัยเด็ก ก่อนที่จะเติบโตขึ้นมาอย่างโดดเดี่ยว เส้นทางการฝึกฝนและต่อสู้กับสภาพจิตใจจนกระทั่งเขากลายเป็นมนุษย์ค้างคาว นำไปสู่การต่อสู้กับสองวายร้ายประจำภาคอย่าง ราส์อัลกูล และสแคร์โครว ที่สร้างความวุ่นวายเกิดขึ้นในเมืองก็อตแธม โดยหนังได้ คริสเตียน เบล มารับบทเป็นแบทแมนเป็นครั้งแรก ซึ่งโนแลนกล่าวถึง เบลนั้น มีส่วนผสมระหว่างความมืดและความสว่างในปริมาณที่พอดี เขาคือความลงตัวที่พวกเรากำลังตามหาสำหรับบทบรู๊ซ 

 

อีกหนึ่งเอกลักษณ์สำคัญของ โนแลน ที่เริ่มต้นขึ้นในหนังเรื่องนี้ คือการที่โนแลนยืนยันว่าจะถ่ายทำหนังเองทุกฉาก ไม่มีการใช้กองสอง ซึ่งโดยปกติแล้ว หนังฟอร์มใหญ่ระดับนี้ มักจะมีกองถ่ายที่สองเกิดขึ้น เพื่อถ่ายฉากที่อาจจะไม่สำคัญ เช่นตึกรามบ้านช่องทั่วไป แต่เขายืนยันว่าจะคุมการถ่ายทำเองทั้งหมด เพื่อให้หนังไม่หลุดจากวิสัยทัศน์ที่เขาวางเอาไว้ เช่นเดียวกับฉากแอ็กชั่นใหญ่ๆ ที่โนแลนเลือกจะใช้งานสตันท์และถ่ายทำจริงมากกว่าเน้นใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิกในการเนรมิตฉากต่างๆ ซึ่งจนกระทั่งมาถึงทุกวันนี้ ในผลงานชิ้นล่าสุดอย่าง TENET เขาก็ยังคงใช้วิธีการดังกล่าวในการสร้างสรรค์ผลงาน

 

 

The Prestige (ออกฉายปี 2006)



 

หลังจากผ่านโปรเจกต์ใหญ่อย่างแบทแมนไป โนแลนขอจับผลงานไซส์กลางที่เขาสนใจอย่างเรื่องนี้ ที่เล่าเรื่องราวของ โรเบิร์ตและอัลเฟรด สองนักมายากลคู่แข่งในช่วงศตวรรษที่ 19 ที่พยายามทำทุกทางเพื่องัดกลมาแข่งขันกัน เพื่อความเป็นที่หนึ่ง ซึ่งการเชือดเฉือนกันของทั้งคู่อาจนำมาซึ่งอันตรายถึงชีวิต โดยหนังได้สองนักแสดงฝีมือเยี่ยมอย่าง ฮิวจ์ แจ็คแมน และคริสเตียน เบล มารับบทนำ ซึ่งนี่ถือว่าเป็๋นการกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งของ โนแลน และเบล รวมถึงหนังยังมี ไมเคิล เคนจาก Batman Begins กลับมาร่วมจอด้วย กลายเป็นจุดเริ่มต้นการร่วมงานกันแบบบ่อยครั้งของทั้งคู่ ถึงขนาดแฟนๆออกมาแซวว่า เมื่อใดมีหนังใหม่ของโนแลน เมื่อนั้นมักจะมี ไมเคิล เคน ปรากฏตัวเสมอ (เช่่นเดียวกับ TENET ซึ่งก็มี ไมเคิล เคน ร่วมจอเช่นเดียวกัน)

 

แน่นอนว่าจุดเด่นของ The Prestige คือความสลับซับซ้อนในการเล่าเรื่อง ทำเอาแฟนๆคาดเดาไม่ได้ว่า หนังจะพาเราไปสู่จุดไหน เบื้องหลังกลของสองตัวละครหลักที่หยิบมาเชือดเฉือนกัน เบื้องหลังที่แท้จริงแล้วคืออะไร นอกจากนักแสดงที่โนแลนมักใช้งานคนที่คุ้นเคยแล้ว ตำแหน่งอื่นๆก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น วอลลี่ ฟิสเตอร์ ที่กลับมาถ่ายหนังให้เขาอีกครั้ง (และอีกหลายครั้งต่อจากนี้), นาธาน คราวลีย์ ที่กลับมาออกแบบงานสร้าง และลี สมิธ ที่ทำหน้าที่ตัดต่อภาพยนตร์ (ซึ่งต่อมาเขาคนนี้ตัดต่อทั้ง The Dark Knight, Inception, The Dark Knight Rises, Interstellar และ Dunkirk กลายเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของ โนแลน ว่าเขามักร่วมงานกับทีมงานกลุ่มเดิมๆเสมอ)

 

 

The Dark Knight (ออกฉายปี 2008)



 

จากความสำเร็จของ Batman Begins ทางวอร์เนอร์ได้แพลนหนังภาคต่อไว้แล้ว โดยที่มี โจ๊กเกอร์ เป็นตัวร้ายหลักและจะมีเส้นเรื่องในการแนะนำตัวร้ายอีกตัวอย่าง ฮาร์วี เดนท์ ที่ต้องกลายเป็น ทูเฟซ ในท้ายที่สุด  โดยเมื่อออกฉาย The Dark Knight กลายเป็นหนังที่ประสบความสำเร็จในทุกแง่มุม ในแง่ของรายได้ หนังสามารถทำเงินจากทั่วโลกแตะหลัก 1 พันล้านเหรียญฯได้สำเร็จ ในแง่ของคำวิจารณ์หนังได้รับการยกย่องว่าเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่ดีที่สุดตลอดกาลเท่าที่เคยมีการสร้างมา หนังจบลงด้วยการเข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 8 สาขา รวมถึงส่งให้ ฮีธ เล็ดเจอร์ ชนะรางวัลในสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจากบทโจ๊กเกอร์ ซึ่งเป็นการชนะรางวัลหลังจากเขาเสียชีวิตไปแล้ว

 

อีกหนึ่งจุดเริ่มต้นสำคัญในด้านเอกลักษณ์ของโนแลน คือการเลือกใช้กล้องถ่ายทำ IMAX 70MM มาใช้ถ่ายทำในหลายๆฉากถึง 28 นาที รวมถึงฉากเปิดตัวโจ๊กเกอร์ด้วย เป็นการตอกย้ำความสำคัญที่โนแลนมอบให้กับการชมหนังในระบบไอแม็กซ์ หลายๆฉากในหนังของเขา จะมีขนาดภาพที่กว้างขึ้นเมื่อชมในระบบดังกล่าว แม้แต่ผลงานชิ้นถัดๆมา ผู้ชมก็จะได้อรรถรสมากยิ่งขึ้น เมื่อเลือกชมในระบบ IMAX 

 

มากกว่าการที่กวาดรายได้และคำชมอย่างล้นหลาม สิ่งที่ The Dark Knight ทำได้คือการสร้างแรงบันดาลใจและมีอิทธิพลต่อผู้สร้างหนังในยุคหลังๆ ทำให้ผู้ชมมองภาพของหนังซูเปอร์ฮีโร่เปลี่ยนไปจากเดิม ตัวอย่างเช่น ไรอัน คูเกอร์ ผู้กำกับ Black Panther ยอมรับว่า The Dark Knight มีอิทธิพลอย่างมากในการที่เขาเลือกออกแบบเมืองวากานด้าในหนัง เช่นเดียวกับ ไมเคิล บี.จอร์แดน ก็ยอมรับเช่นกันว่า การแสดงของ ฮีธ เล็ดเจอร์ มีผลอย่างมากในวิธีการแสดงของเขาในบท คิลมอกเกอร์ ในหนังเรื่องนี้

 

 

Inception (ออกฉายปี 2010)



 

นี่คือภาพยนตร์แอ็กชั่นทริลเลอร์ ที่รวมเอกลักษณ์ของโนแลนไว้อย่างครบถ้วน ทั้งงานพล็อตที่สลับซับซ้อน บทภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องในหลายระดับ งานสร้างที่เน้นการถ่ายทำจริงมากกว่าการใช้ซีจี นักแสดงและทีมงานที่เขามักจะใช้บุคลากรที่คุ้นเคย ผลลัพธ์คือออกมาเป็นหนังออริจินัล ที่ยอดเยี่ยมและเป็นที่จดจำมากที่สุดเรื่องหนึ่ง โดยโนแลนเอง เตรียมสร้างหนังที่พล็อตเกี่ยวกับการจารกรรมในความฝันมานานแล้ว นับตั้งแต่ Insomnia เสร็จ แต่เขาตัดสินใจพับโปรเจกต์นี้ เพราะต้องการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการทำหนังฟอร์มใหญ่ก่อน และเมื่อผ่านพ้น The Dark Knight ไป ตัวเขาเองซึ่งมีความสามารถมากพอแล้ว จึงหวนกลับมาจับหนังเรื่องนี้อีกครั้ง เช่นเดียวกับวอร์เนอร์ที่เชื่อใจโนแลนแล้ว จึงกล้าอนุมัติทุนสร้างมหาศาลให้กับหนังที่เส้นเรื่องซับซ้อนเช่นนี้

 

หนังนำแสดงโดย ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ในบทนักจารกรรมที่เชี่ยวชาญในการขโมยข้อมูลในความฝัน แต่ภารกิจล่าสุดเขาและทีม ได้รับการว่าจ้างให้ปลูกฝังข้อมูลในจิตใต้สำนึกของเหยื่อ ซึ่งเขาต้องทำเพื่อแลกกับการล้างประวัติอาชญากรรมเพื่อให้เขาได้กลับไปเจอลูกๆในสหรัฐอเมริกาฯอีกครั้ง แน่นอนว่าหนังได้รับคำชมทั้งในแง่ของพล็อตที่มีความล้ำและแปลกใหม่ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ยากเกินเข้าใจ และสามารถสร้างอารมณ์ร่วมและบิ้วอารมณ์กับผู้ชมได้ บวกกับในส่วนของฉากแอ็กชั่นที่ถูกออกแบบให้ชวนตื่นตา ทั้งหมดทั้งมวลส่งให้ Inception กลายเป็นหนังที่ทั้งมีความสดใหม่และยิ่งใหญ่ไปพร้อมๆกัน 

 

จากทุนสร้าง 160 ล้านเหรียญฯ หนังสามารถกวาดรายได้ทั่วโลกไปมากถึง 825 ล้าน และครองอันดับ 1 บนตารางหนังทำเงิน US Box Office ได้นานถึง 3 สัปดาห์ซ้อน ขึ้นแท่นหนังที่ไม่ใช่ภาคต่อหรือรีเมก ที่เปิดตัวสุดสัปดาห์แรงสุดในขณะนั้น เป็นรองเพียง Avatar แค่เรื่องเดียว ในขณะที่ฟากรางวัล หนังก็ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์มากถึง 8 สาขา รวมไปถึงภาพยนตร์ยอดเยี่ยมด้วย และสามารถกวาดมาได้ถึง 4 สาขาในด้านเทคนิคงานสร้างแทบทั้งหมด เช่นเดียวกับ The Dark Knight หนังเรื่องนี้ก็ส่งผลต่อนักสร้างหนังจำนวนมากในยุคต่อๆมา รวมถึงเป็นที่กล่าวถึงในวงกว้าง ในฐานะของผลงานที่ส่งผลต่อ Pop Culture ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา

 

 

The Dark Knight Rises (ออกฉายปี 2012)



 

หนังปิดท้ายไตรภาคแบทแมนในแบบฉบับของ คริสโตเฟอร์ โนแลน ที่ได้ คริสเตียน เบล กลับมารับบทเป็น บรู๊ซ เวย์น เป็นครั้งที่ 3 พร้อมด้วยสามตัวละครสำคัญมาใหม่ในภาคนี้ ประกอบด้วย แอนน์ แฮทธาเวย์ ในบทของแคทวูเม่น, ทอม ฮาร์ดี้ ในบทของ เบน ตัวร้ายหลักประจำภาคนี้ และโจเซฟ กอร์ดอน เลวิตต์ ในบทของ จอห์น เบลก ตัวละครที่แฟนๆต่างคาดเดากันว่า น่าจะเป็นโรบิน ซึ่งนี่เป็นอีกครั้งที่ยืนยันว่า โนแลน มักเลือกใช้บริการนักแสดงที่เขาคุ้นเคย เพราะทั้ง ทอมและโจเซฟ ต่างเพิ่งร่วมงานกับเขาไปใน Inception ด้วยแอนน์ หลังจากจบ The Dark Knight Rises ก็ไปร่วมงานกับโนแลนต่อ ในหนังชิ้นต่อไปอย่าง Interstellar

 

แน่นอนว่าในแบทแมนภาคนี้ โนแลน ให้ความสำคัญกับการถ่ายทำผ่านกล้อง IMAX เป็นอย่างมาก เขาปฏิเสธที่จะฉายหนังในแบบ 3D ที่ ณ เวลานั้นกำลังฮิต และให้ความสำคัญกับระบบนี้แทน โดยมีฉากรวมกันนานถึง 1 ชั่วโมงในหนังเรื่องนี้ที่ถ่ายด้วยกล้องไอแม็กซ์ (มากกว่า The Dark Knight ที่มีเพียง 28 นาที) โนแลนถึงขั้นปรึกษากับผู้บริหารของ IMAX เพื่อพัฒนาระบบออกมาให้ดีที่สุด ความแรงของ The Dark Knight Rises ทำให้หนังเปิดตัวสุดสัปดาห์แรกในอเมริกา ด้วยรายได้ 3 วันแรก 160 ล้านเหรียญฯ ขึ้นแท่นหนังที่เปิดตัวแรงที่สุดตลอดกาลอันดับ 3 เป็นรองเพียง The Avengers ภาคแรกและหนัง Harry Potter ภาคจบเท่านั้น ในเวลานั้น แม้ว่าในแง่ของคำวิจารณ์อาจจะไม่ได้ดีเยี่ยมเท่าภาคที่แล้ว รวมถึงหนังไม่ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ด้วย แต่ก็ถือว่าหนังเรื่องนี้ เป็นการปิดไตรภาคอัศวินรัตติกาลในฉบับของโนแลน ที่สมบูรณ์แบบมากที่สุด

 

 

Interstellar (ออกฉายปี 2014)



 

นี่คือภาพยนตร์ไซไฟเรื่องแรกของผู้กำกับ คริสโตเฟอร์ โนแลน ที่ได้รับคำชมว่าพล็อตทะเยอทะยานมากที่สุด ในขณะเดียวกันก็มีฉากที่จับใจผู้ชมมากที่สุดด้วย นำแสดงโดย แมธธิว แมคคอนาเฮย์ ในบทนักบินอวกาศที่ต้องบอกลาลูกๆเพื่อปฏิบัติภารกิจท่องไปในจักรวาล เพื่อตามหาบ้านหลังใหม่ให้กับมวลมนุษยชาติ หลังผลวิจัยเผยว่า เราจะอยู่บนโลกใบนี้ได้อีกไม่นาน ลูกหลานจะไม่สามารถใช้ชีวิตในดาวดวงนี้ได้ ความหวังจึงฝากไว้กับนักวิทยาศาสตร์บางกลุ่ม ที่กำลังแสวงหาบ้านหลังใหม่ แต่สิ่งที่ทำให้ครอบครัวของพระเอกเจ็บปวดหัวใจมากที่สุด คือ กาลเวลาที่เดินไปอย่างไม่เท่ากันบนดาวแต่ละดวง เพียงแค่ชั่วโมงเดียวในการสำรวจพื้นผิวดาวดวงหนึ่ง อาจกินเวลานับ 10 ปีบนดาวโลก ทำให้การรอคอยการกลับมาของคุณพ่อ ที่ลูกสาวตัวจิ๋วต้องรอเขานั้น อาจกินเวลาชั่วชีวิตของเธอ

 

โนแลนใช้เวลานานถึง 4 ปีในการพัฒนาบทหนังเรื่องนี้ เพื่อให้ข้อมูลต่างๆถูกต้องตามหลักการของวิทยาศาตร์ให้มากที่สุด แม้เรื่องราวของหนังจะเกิดขึ้นที่นอกโลก แต่โนแลนก็อยากให้ผู้ชมสัมผัสความสมจริงให้มากที่สุดและกระแทกอารมณ์มากที่สุดเช่นเดียวกัน โดยโนแลนยอมรับว่า หนังไซไฟคลาสสิกอย่าง Metropolis, 2001 : A Space Odyssey, Blade Runner, Star Wars และ Alien ต่างมีอิทธิพลอย่างมากในการสร้างหนังเรื่องนี้ โดย Interstellar สามารถกวาดรายได้ไปมากกว่า 700 ล้านเหรียญฯจากทั่วโลก รวมถึงชนะรางวัลออสการ์ ในสาขา Visual Effect ยอดเยี่ยมอีกด้วย จนถึงทุกวันนี้ หนังยังคงได้รับการยกย่องว่า เป็นหนังอวกาศที่ยอดเยี่ยมที่สุด ในยุคหลังๆ

 

 

Dunkirk (ออกฉายปี 2017)



 

หนังสงครามเรื่องแรกของ คริสโตเฟอร์ โนแลน ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์จริงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อกองทัพของฝ่ายพันธมิตร ถูกกองทัพนาซีโจมตีจนถอยมายังเมืองดันเคิร์ก ปัญหาคือทหารจำนวนมหาศาลไม่มีทางหนีรอดไปไหน ยกเว้นทางทะเล ซึ่งจำนวนเรือที่สามารถโดยสารนั้นน้อยกว่าจำนวนทหารหลายเท่า จึงกลายเป็นปฏิบัติที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะอพยพคนจำนวนมหาศาลทางผืนน้ำในเวลาอันจำกัด แม้ว่าพล็อตของ Dunkirk จะไม่ได้ซับซ้อนเท่ากับงานชิ้นก่อนๆอย่าง Inception และ Interstellar แต่โนแลนก็ไม่ทิ้งลายการเล่าเรื่องอย่างมีชั้นเชิงอยู่ดี โดยหนังได้เล่ามุมมองต่อเหตุการณ์ดังกล่าว ผ่าน 3 มุม ทั้งจากฝั่งบนบก ฝั่งในน้ำ และฝังบนท้องฟ้า ซึ่งความน่าสนใจคือ ทั้ง 3 มุมมองนั้น เริ่มต้นในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน แต่สามารถมาบรรจบพร้อมกันในท้ายที่สุด

 

แน่นอนว่าเอกลักษณ์ของโนแลน ยังมีอยู่เต็มเปี่ยมในหนังเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างการเล่าเรื่องที่ไม่ธรรมดาอย่างที่เอ่ยไป ฉากแอ็กชั่นต่างๆก็ล้วนแต่ถ่ายทำจริง ใช้ซีจีให้น้อยที่สุด และเขายังคงใช้บริการนักแสดงที่คุ้นเคย อย่าง ทอม ฮาร์ดี้ ที่เคยผ่านงานกันมาแล้วใน The Dark Knight Rises และ Inception รวมถึงหนังยังมี เคนเนธ บรานาห์ ที่ต่อมาร่วมงานกันต่อใน Tenet ที่กำลังเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ ณ ตอนนี้ แน่นอนว่าหนังได้รับคำชมอย่างล้นหลาม หลายสำนักยกให้เป็นหนังสงครามที่ดีที่สุดในยุคสมัยนี้ โดยหนังได้คะแนนวิจารณ์แง่บวก จากเว็บไซด์ Rotten Tomatoes ไปถึง 92% 

 

 

********************************************


ติดตามคอลัมน์ SO WATCH และ ฟังวิทยุออนไลน์ Chill Online Work hard Chill Hard ได้ที่ 
www.chillfm.fm และที่
Application : Atimeonline โหลดฟรีที่ App Store และ Play Store
Facebook : Chill FM
Instagram : chillfmfanpage
Twitter : chillfmfanpage
 
******************************************
 
SO WATCH

BY GOSSIPGUN