เตรียมตัวก่อนไปดู ANTEBELLUM หนังระทึกขวัญ กับประเด็นสังคมสุดเข้มข้น |

ประกาศความเป็นส่วนตัว (Privacy Notice)

เตรียมตัวก่อนไปดู ANTEBELLUM หนังระทึกขวัญ กับประเด็นสังคมสุดเข้มข้น

เตรียมตัวก่อนไปดู ANTEBELLUM  หนังระทึกขวัญ กับประเด็นสังคมสุดเข้มข้น


เตรียมตัวก่อนไปดู
ANTEBELLUM

หนังระทึกขวัญ กับประเด็นสังคมสุดเข้มข้น

 

HIGHLIGHTS

 

  • Antebellum คือหนังเขย่าขวัญบทใหม่ จากโปรดิวเซอร์เจ้าของผลงานอย่าง Get Out และ Us หนังเขย่าขวัญที่พลิกจากขนบเดิมๆ ที่ไม่เคยเปิดโอกาสให้คนผิวดำเป็นตัวละครนำ อีกทั้งหนังยังอัดแน่นด้วยประเด็นทางสังคม โดยเฉพาะเรื่องการเหยียดสีผิว ที่แทบไม่เคยมีการกล่าวถึงในหนังระทึกขวัญมาก่อน

 

  • หนังเล่าถึงนักเขียนสาวที่ประสบความสำเร็จในชีวิต มีครอบครัวและอาชีพการงานที่ไม่ธรรมดา แต่แล้วจู่ๆเธอกลับหลุดไปยังยุคสมัยก่อนสงครามกลางเมืองของสหรัฐอเมริกาฯ ที่หนักไปกว่านั้นด้วยความที่เธอเป็นผู้หญิงผิวดำ ทำให้เธอต้องตกอยู่ในฐานะทาส ต้องถูกใช้แรงงาน ทำไร่ฝ้าย มีคนผิวขาวเป็นเจ้าของ เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร  

 

  • Antebellum คือหนังเขย่าขวัญที่มาพร้อมกับองค์ประกอบที่น่าสนใจ ทั้งในแง่ประเด็นที่ต้องการการสื่อสาร การสร้างบรรยากาศความอึดอัด และการแสดงของตัวละครนำ โดยจุดสำคัญสุดคือปริศนาหลักของหนัง ที่ทำให้คนดูสนุกไปกับการคาดเดา ว่าหนังจะพาเราไปทางไหน ผ่านคำใบ้ต่างๆที่ทยอยทิ้งไว้ตลอดระหว่างทาง

 

********************************************

 

ถ้าเอ่ยถึงหนังเขย่าขวัญที่คอหนังจับตามองและรอคอยมากที่สุดเรื่องหนึ่งของปีนี้ คงต้องยกให้ "Antebellum” หรือชื่อไทยว่า "หลอน ย้อน โลก" ประเด็นหลักที่ทำให้แฟนหนังสยองต่างรอคอย เพราะการโปรโมตโดยอาศัยเครดิตโปรดิวเซอร์ เชิญชวนว่านี่คือหนังเขย่าขวัญ ผลงานใหม่จากผู้สร้าง Get Out และ Us ซึ่งผลงานทั้งเรื่องต่างได้รับคำยกย่องว่า "ฉีกขนบจากหนังเขย่าขวัญโดยทั่วไป" ทำให้คอหนังต่างรอคอยว่า Antebellum จะนำเสนออะไร ที่ชวนหวือหวาและแตกต่าง แบบเดียวกับที่ทั้งสองเรื่องเคยทำได้

 

แน่นอนว่าสิ่งที่ทำให้ Antebellum ถูกจับตามอง คือเครดิตของผู้สร้าง แต่ในขณะเดียวกัน ตัวโครงเรื่องหลักของหนังก็น่าติดตามอยู่ไม่น้อย เรื่องราวของนักเขียนสาวที่ประสบความสำเร็จในชีวิต มีครอบครัวและอาชีพการงานที่ไม่ธรรมดา แต่แล้วจู่ๆเธอกลับหลุดไปยังยุคสมัยก่อนสงครามกลางเมืองของสหรัฐอเมริกาฯ ตามชื่อหนังที่ว่า Antebellum ซึ่งแปลว่า ยุคสมัยก่อนสงครามกลางเมือง ที่หนักไปกว่านั้นด้วยความที่เธอเป็นผู้หญิงผิวดำ ทำให้เธอต้องตกอยู่ในฐานะทาส ต้องถูกใช้แรงงาน ทำไร่ฝ้าย มีคนผิวขาวเป็นเจ้าของ เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร นี่คือสิ่งที่คอหนังอยากจะไปหาคำตอบกันในโรงภาพยนตร์

 

คอลัมน์ So Watch ในสัปดาห์นี้ จึงขอพาผู้อ่านทุกท่าน ไปทำความรู้จักกันภาพยนตร์เรื่องนี้ในหลากหลายแง่มุม รวมถึงย้อนกลับไปดูเส้นทางของ Get Out และ Us ที่ปูทางใหม่ๆ ก่อนที่จะนำมาสู่ Antebellum หนังทั้งสองเรื่องที่ว่านี้ สร้างสิ่งใหม่ๆอะไรให้กับวงการภาพยนตร์บ้าง ไปติดตามกันเลยครับ

 

 

ย้อนรอย Get Out และ Us หนังที่พลิกขั้วแนวระทึกขวัญ

 

ถ้าย้อนกลับไปสมัยก่อน หนังเขย่าขวัญกับคนผิวดำ จะเป็นของที่ไม่ค่อยจะได้อยู่ด้วยกัน เหมือนมุกที่คนมักแซวกันเสมอว่า ในหนังสยองขวัญคนดำมักตายก่อน จนกระทั่งหนังอย่าง The Cabin In The Woods หยิบนำมาล้อเลียน ปล่อยให้ตัวละครคนผิวดำในหนังตายทีหลัง ซึ่งเป็นเรื่องทั่วไปที่พบเจอในหนังประเภทนี้ ด้วยเหตุที่หนังฮอลลีวู้ดส่วนใหญ่ คนขาวเป็นผู้สร้าง จึงมักหยิบคนผิวสีดำมาเป็นตัวประกอบเท่านั้น แถมยังให้คนร้ายหรือผีร้ายฆ่าตัวละครนี้ก่อนใครเพื่อน




แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับ Get Out เหมือนเป็นการพลิกขั้วหนังแนวระทึกขวัญกันเลยทีเดียว ด้วยการให้ตัวละครหลักเป็นคนผิวดำ และเปลี่ยนให้คนผิวขาวเป็นตัวละครแวดล้อม รวมถึงตัวร้ายไปเลย แถมหยิบเอาประเด็นเรื่องของการเหยียดสีผิวมาเป็นประเด็นหลักในหนังอีกต่างหาก แหวกจากขนบทั่วไปไปอีก เพราะโดยปกติแล้ว หนังที่เล่าถึงประเด็นการเหยียดสีผิวในอเมริกา ประเด็นเรื่องการกดขี่ข่มเหงคนดำ มักจะเป็นหนังประเภทดรามา อาทิ The Color Purple ในยุค 80, Amistad ในยุค 90 (ซึ่งทั้งสองเรื่องกำกับโดย สตีเว่น สปีลเบิร์ก) มาจนถึงยุคหลังๆอย่าง 12 Years a Slave, Green Book, The Hate U Give, Selma ทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นการกล่าวถึงประเด็นเหยียดสีผิว ผ่านการเล่าในอารมณ์ดรามา แต่ Get Out กลับสามารถสอดแทรกเข้ามาได้ในหนังเขย่าขวัญ และถ่ายทอดออกมาได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย


บุคคลที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Get Out คือ จอร์แดน พีล นักแสดง นักคิด นักเขียน สัญชาติแอฟริกัน-อเมริกา ที่อยากจะถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับสีผิว ในอารมณ์ที่แตกต่างจากรูปแบบเดิมๆ รวมไปถึงทำหนังแนวสยองขวัญในมุมที่ไม่จำเจ เขาเผยว่า เขาไม่เคยเห็นหนังเรื่องไหน เล่าถึงคนผิวดำที่ต้องเผชิญหน้ากับความอึดอัดในการที่เป็นคนผิวดำคนเดียวในห้องหรือในบ้าน แล้วตั้งคำถามกับสิ่งที่ตนเองกำลังเผชิญว่า มันใช่หรือไม่ใช่ ตนเองยังสติดีอยู่หรือไม่ หรือเรื่องทั้งหมดเราคิดไปเอง แบบเดียวกับที่หนังอย่าง The Stepford Wives และ Rosemary's Baby ได้ดำเนินเรื่องเช่นนั้น แต่ไม่ใช่กับคนผิวดำ เขาตัดสินใจลองทำหนังที่เกี่ยวข้องกับการแบ่งแยกสีผิวในโครงเรื่องดังกล่าวดู ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน 


จุดประสงค์หนึ่งที่เขาตัดสินใจกล้าสร้าง Get Out ออกมา คือการที่ บารัค โอบาม่า และฮิลารี่ คลินตัน มีบทบาทอย่างมากทางการเมือง การที่คนผิวดำและผู้หญิง มีบทบาทสำคัญมากถึงขนาดนี้ในการปกครองประเทศแทบจะไม่เคยมีมาก่อน ดังนั้นโอกาสที่คนผิวดำ จะมีบทบาทนำในหนังเขย่าขวัญ จึงเป็นเรื่องที่ควรเกิดขึ้นได้แล้ว พีลพยายามอธิบายต่อว่า Get Out เป็นหนังประเภทใดกันแน่ จะบอกว่าสยองขวัญก็ไม่ถูกนัก หรือจะเป็นทริลเลอร์จิตวิทยา ก็ไม่ใช่ทั้งหมด เขาใช้คำนิยามว่า "Social Thriller” หมายถึง หนังเขย่าขวัญที่เล่นกับประเด็นทางสังคม ตัวร้ายหลักของหนังคือ สังคม สังคมบีบบังคับให้ตัวเอกต้องเผชิญกับเหตุการณ์อันเลวร้ายในชีวิต 


Get Out นำแสดงโดย แดเนี่ยล คาลูย่า ในบทชายผิวดำที่ต้องเดินทางไปเยี่ยมพ่อแม่ของแฟนสาวที่เป็นคนผิวขาว ที่บ้านเกิดของพวกเขา แต่กลับพบกับเหตุการณ์ชวนประหลาดมากมาย สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยคนผิวขาว ส่วนคนผิวสีที่มีเพียงไม่กี่คน ก็ล้วนมีพฤติกรรมแปลกประหลาด ชวนน่าสงสัย จากทุนสร้างเพียง 4.5 ล้านเหรียญฯ ด้วยกระแสปากต่อปากที่ชื่นชมอย่างมหาศาล ทำให้หนังกวาดรายได้จากทั่วโลกไปมากถึง 255 ล้านเหรียญฯ กวาดกำไรอย่างงดงามให้กับค่ายหนังยูนิเวอร์แซล และบลัมเฮ้าส์ สตูดิโอ ผู้ผลิตหนัง 


ในแง่ของคำวิจารณ์ Get Out สามารถกวาดคำชมไปอย่างล้นหลาม โดยได้คะแนนบวกจากเว็บไซด์ Rotten Tomatoes ไปมากถึง 98% ซึ่งแทบจะไม่มีหนังเขย่าขวัญเรื่องไหน ได้คะแนนสูงขนาดนี้มาก่อน และปิดท้ายด้วยการเข้าชิง 4 รางวัลออสการ์ รวมถึงภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และสามารถคว้ารางวัลบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยมมาครองได้สำเร็จ ทำให้ จอร์แดน พีล ผู้กำกับที่เขียนบทหนังเรื่องนี้เองด้วย ขึ้นแท่นเป็นคนผิวดำคนแรกที่สามารถคว้าออสการ์ ในสาขาดังกล่าวได้สำเร็จ และประวัติศาสตร์ก็ถูกจารึกในฮอลลีวู้ดอีกครั้ง




หนังจากความสำเร็จของ Get Out จอร์แดน พีล และโปรดิวเซอร์คู่ใจอย่าง ณอน แมคคินทริก ก็จับมือกันทำหนังเขย่าขวัญสะท้อนอีกครั้งใน Us ที่เล่าถึงครอบครัวคนผิวดำที่เดินทางไปพักผ่อนที่บ้านตากอากาศริมทะเลสาป แต่แล้วเหตุการณ์สยองก็เกิดขึ้นกับพวกเขา เมื่อสมาชิกในครอบครัวถูกไล่ล่าโดยตัวของพวกเขาเองในเวอร์ชั่นที่เลวสุดขั้ว (หรือที่เรียกว่า ด็อพเพลแกงเงอร์) นี่คืออีกครั้งที่หนังเขย่าขวัญมีตัวเอกเป็นคนผิวดำ ไม่ใช่แค่พระเอกเท่านั้น แต่เป็นครอบครัวเลยทีเดียว แต่ครั้งนี้ไม่ได้จับประเด็นผิวสีเป็นเรื่องหลัก หนังเสียดสีไปถึงเรื่องชนชั้นทางสังคม ที่เป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ทั้งในอเมริกาและทั่วโลก


พีลเผยถึงไอเดียสำหรับ Us ว่า "ความคิดที่ว่าถ้าเราเห็นตัวเองบนถนน คุณจะรู้ได้ทันทีว่าเรามีที่ว่างบนโลกนี้ เพียงแค่สำหรับคนเดียวเท่านั้น ต้องมีใครซักคนต้องจากไป และยิ่งไปกว่านั้นถ้าคุณเห็นตัวเองและยิ้มให้คุณ คุณก็จะรู้ทันทีว่า คนหนึ่งมีไพ่เหนือกว่า (ซึ่งนั่นอาจจะไม่ใช่เรา)" พีลบอกว่า ไอเดียสำหรับหนังเรื่อง Us ค่อนข้างหลากหลาย คำว่า Us ซึ่งแปลว่าพวกเรา บางคนมองว่าพวกเราหมายถึงครอบครัว บางคนก็บอกว่าพวกเราหมายถึงสังคมในเมืองเรา บ้างก็ว่าประเทศของเรา บ้างก็ว่าพวกเราก็คือมนุษย์ คือชาวโลกนี่แหละ และในบางทีพวกเรากันเอง ก็เป็นศัตรู เป็นตัวร้าย เป็นคนที่หันกลับมาทำร้ายกันเองได้ และในอีกมุมหนึ่ง คำว่า Us ก็พ้องกับ US หรือ United State ซึ่งแปลว่า สหรัฐอเมริกาฯ เป็นความหมายแฝงอีกนัยหนึ่งว่า หนังเรื่องนี้เล่าถึงความแตกต่างคนผู้คนในประเทศนั่นเอง


Us กลายเป็นปรากฏการณ์ตั้งแต่สัปดาห์แรกที่เข้าฉาย หนังสามารถเปิดตัวด้วยรายได้สุดสัปดาห์แรกในอเมริกา ที่สูงถึง 71 ล้านเหรียญฯ ขึ้นแท่นหนังที่ไม่ใช่ภาคต่อหรือรีเมก ที่เปิดตัวแรงสุดตลอดกาล เป็นรองเพียงแค่ Avatar เรื่องเดียวเท่านัั้น ที่เปิดตัวด้วยรายได้ 77 ล้านเหรียญฯ ท้ายที่สุดหนังสามารถกวาดรายได้ทั่วโลกไปกว่า 250 ล้านเหรียญฯ (จากทุนสร้างเพียงแค่ 20 ล้านเท่านั้น) และกวาดคะแนนนักวิจารณ์ในแง่บวกจากเว็บไซด์ Rotten Tomatoes สูงถึง 93% ทำให้ Us กลายเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่โดดเด่นไม่แพ้ Get Out เลยทีเดียว จนกระทั่งล่าสุด โปรดิวเซอร์มือทองอย่าง ณอน แมคคินทริก ขอต่อยอดกับหนังเขย่าขวัญด้วยประเด็นคนผิวดำอีกครั้งใน Antebellum ซึ่งเข้าฉายในไทยสุดสัปดาห์นี้ 



ทำความรู้จักกับ Antebellum หนังที่มีมากกว่าฉากระทึกขวัญ



 

นี่คืออีกครั้งที่หนังเขย่าขวัญมาพร้อมกับตัวละครผิวดำ แม้ว่าพล็อตจะออกแฟนตาซี แต่หนังเรื่องนี้มีประเด็นที่จริงและสะท้อนสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอเมริกาเป็นอย่างมาก ตามความต้องการของผู้กำกับ เจอราร์ด บุช และคริสโตเฟอร์ เรนท์ ที่ทั้งคู่ไม่เพียงเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ แต่ทั้งสองยังเป็นนักกิจกรรมทางสังคม ที่ออกมารณรงค์ความเท่าเทียมกันอีกด้วย หนังเรื่องนี้เหมือนเป็นการสะท้อนสังคมในสหรัฐอเมริกา ว่าการเหยียดสีผิวยังคงมีอยู่ มันยังไม่ได้หายไปไหน โดยหนังเล่าถึง เวโรนิก้า หญิงสาวที่ประสบความสำเร็จในชีวิต เป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง แต่กลับหลุดไปยังยุคก่อนสงครามกลางเมืองอย่างเป็นปริศนา อะไรเกิดขึ้นกับเธอกันแน่ ?





อดีตไม่ใช่อดีตอีกต่อไป เรากำลังประสบกับมันในปัจจุบัน" จาแนลล์ โมเน่ต์ นักแสดง-ศิลปินหญิง เชื้อชาติแอฟริกัน-อเมริกัน ที่รับบทนำใน Antebellum กล่าวถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์เรื่องนี้ หนังเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า ผู้หญิงในสังคมปัจจุบัน โดยเฉพาะผู้หญิงผิวดำ ต้องต่อสู้อย่างหนัก กว่าจะได้รับการฟัง กว่าที่คำพูดของเขาจะมีใครสักคนในสังคมได้ยิน และหันมาสนใจอย่างจริงจัง ยิ่งเราเฉลิมฉลองการมีชีวิตของพวกเรา เรามีแคมเปญอย่าง Black Lives Matter มันทำให้คนบางกลุ่มรู้สึกกระทบกระเทือนจิตใจ รู้สึกว่ามันไม่ปลอดภัย พวกเรายังคงเผชิญกับนโยบายทางสังคมมากมายที่กีดกันเรื่องสีผิว และหนังเรื่องนี้ก็เป็นการตอกย้ำและสะท้อนเรื่องเหล่านั้น




แจ็ค ฮุสตัน นักแสดงผิวขาวที่รับบทกัปตันแจสเปอร์ ชายที่เปรียบเสมือนปีศาจในหนัง เขาปรากฏในยุคสมัยก่อนสงครามกลางเมืองและใช้ทาสยิ่งกว่าขี้ข้า เขาย้ำว่าสิ่งที่เกิดขึ้นใน Antebellum สะท้อนให้เห็นว่า ในสังคมปัจจุบัน เรายังคงเผชิญกับปัญหาที่ต่อเนื่องจากยุคก่อนสงครามกลางเมือง และมันยังคงไม่จบสิ้น ยังคงไม่หมดไปในสังคมคนอเมริกันเสียที มันเป็นระยะเวลานานกว่า 400 ปีที่อเมริกายังคงเผชิญกับปัญหาเรื่องการเหยียดสีผิว ในวันที่พวกเราเหมือนก้าวเดินไปข้างหน้าได้ 10 ก้าว แต่เรากลับเดินถอยหลังไป 20 ก้าว มันกำลังเกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยของประธานาธิบดีที่ชื่อว่า "โดนัลด์ ทรัมป์"



ความรู้สึกหลังชม Antebellum หนังที่คาดเดาเส้นเรื่องไม่ได้



 

แน่นอนว่า Antebellum คือหนังที่เต็มไปด้วยปริศนา หนังทิ้งคำใบ้ไว้ตลอดทั้งเรื่อง เพื่อเดินไปสู่จุดเฉลย ดังนั้นเพื่อไม่ให้เสียอรรถรสในการชม รีวิวในคอลัมน์ So Watchนี้จะพยายามไม่สปอยล์ปมสำคัญของหนัง ซึ่งจากการดูจบแล้ว เชื่อว่าน่าจะพอมีทั้งผู้ชมที่เดาเรื่องได้อย่างไม่ยาก และคาดเดาไม่ได้ อันที่จริงในองค์แรกของหนังนั้น ได้มีการเผยคำใบ้อยู่เรื่อยๆ ถ้าแอบจับทางได้ ก็จะคาดเดาเส้นเรื่องจริงๆได้ไม่ยากนัก แต่อยากจะแนะนำว่า ถ้าไม่ได้เดาน่าจะได้อรรถรสในการดูมากที่สุด ภาพรวมหนังมาพร้อมกับประเด็นที่น่าสนใจ เมื่อดูหนังจบแล้ว ถือว่าเป็นหนังที่เสียดสีสังคมขั้นรุนแรงเรื่องนึงเลยก็ว่าได้ (แต่ไม่สามารถบอกได้ในบทความนี้ว่า ประเด็นนั้นคืออะไร อยากให้ไปชมกันเอง)



 


อย่างไรก็ตาม ตัวหนังเองยังคงมีปัญหาในหลายๆส่วน ที่ทำให้ Antebellum ยังไปไม่สุดในแง่ของการเป็นหนังเขย่าขวัญ ผู้ชมจะพบว่า ชั่วโมงแรกของหนังจะเดินเรื่องค่อนข้างนิ่ง หนังมาพร้อมกับฉากที่มีความเรื่อยๆอยู่พอสมควร และถ้าคาดหวังในความสยองแบบ Get Out หรือ Us อาจจะไม่ได้เจอมากนัก ยิ่งในช่วงปูเรื่องอารมณ์ส่วนใหญ่ที่ผู้ชมจะได้จะค่อนไปทางระแคะระคายกับปมเรื่องมากกว่า ไม่ได้เจอกับอยากเขย่าขวัญมากเท่าไหร่นัก จนกระทั่ง 30 นาทีสุดท้าย ถึงจะจัดเต็มในแง่ของความระทึก อีกหนึ่งปัญหาหลักคือ Antebellum มาพร้อมกับโครงเรื่องที่น่าสนใจ แต่วิธีการเล่าเรื่อง อาจจะยังไม่ซับซ้อนมากพอ หนังค่อนข้างจะเล่นง่าย ยิ่งถ้าดูหนังแนวเดียวกันนี้มาเยอะๆ จะพบว่า ผู้กำกับสามารถใส่ความซับซ้อนและแพรวพราวในเส้นเรื่องได้มากกว่านี้


 


ส่วนข้อดีที่ชัดเจนของ Antebellum อย่างที่กล่าวไปว่า หนังมาพร้อมกับประเด็นที่โคตรจะแข็งแรงแล้ว หนังยังทำได้ดีในการสร้างและรักษาบรรยากาศความไม่น่าไว้วางใจตลอดทั้งเรื่อง ผู้ชมจะรู้สึกอึดอัดและกังวลแทนนางเอกพอสมควร ซึ่งนั่นโยงไปถึงการแสดงของ จาเนลล์ โมเน่ต์ ที่เธอทำได้ดีทั้งในโหมดของยุคปัจจุบัน ดูจะเป็นนักเขียนที่ทรงพลังและน่าเชื่อถือ ในทางกลับกันเมื่อเธอหลุดไปอยู่ในฐานะของทาส เธอก็แสดงอารมณ์เหมือนไฟที่กำลังจะปะทุได้อย่างดี ทั้งสีหน้าและแววตา จนทำให้ผู้ชมพร้อมจะให้กำลังใจและลุ้นไปกับเธอ




โดยรวม Antebellum คือหนังเขย่าขวัญที่มาพร้อมกับองค์ประกอบที่น่าสนใจ ทั้งในแง่ประเด็นที่ต้องการการสื่อสาร การสร้างบรรยากาศความอึดอัด และการแสดงของตัวละครนำ แต่สิ่งที่น่าเสียดายคือ หนังกลับเล่นท่าง่ายไปนิดในแง่ของการเล่าเรื่อง ที่ผู้สร้างสามารถยกระดับความซับซ้อนได้มากกว่านี้ เพิ่มฉากชวนระทึกได้มากกว่านี้ และสำหรับคอหนังเขย่าขวัญที่ดูงานประเภทนี้บ่อยๆ อาจจะพอจับทางและคาดเดาบทสรุปได้ไม่ยากนัก


 


 

********************************************

ติดตามคอลัมน์ SO WATCH และ ฟังวิทยุออนไลน์ Chill Online Work hard Chill Hard ได้ที่ 
www.chillfm.fm และที่
Application : Atimeonline โหลดฟรีที่ App Store และ Play Store
Facebook : Chill FM
Instagram : chillfmfanpage
Twitter : chillfmfanpage
 
******************************************
 
SO WATCH

BY GOSSIPGUN