ส่อง 8 หนังภัยพิบัติสุดระทึก ต้อนรับหนังใหม่ชนโรง GREENLAND |

ประกาศความเป็นส่วนตัว (Privacy Notice)

ส่อง 8 หนังภัยพิบัติสุดระทึก ต้อนรับหนังใหม่ชนโรง GREENLAND

ส่อง 8 หนังภัยพิบัติสุดระทึก ต้อนรับหนังใหม่ชนโรง GREENLAND


ส่อง
8 หนังภัยพิบัติสุดระทึก

ต้อนรับหนังใหม่ชนโรง GREENLAND

 

ภาพยนตร์โปรแกรมใหญ่ในไทยสุดสัปดาห์นี้ ต้องยกให้ Greenland ภาพยนตร์ภัยพิบัติที่นำแสดงโดยพระเอก เจอราร์ด บัตเลอร์ ที่ไปๆมาๆเขาเองก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของหนังแนวนี้ไปเสียแล้ว ไม่ว่าเขาจะปรากฏตัวในหนังเรื่องไหน เรื่องร้ายๆก็มักเกิดขึ้นกับโลกหรือเมืองนั้นๆอยู่เสมอ คอลัมน์ So Watch ในสัปดาห์นี้ นอกจากจะหยิบเอา Greenland มาแนะนำแล้ว จึงขอเลือกเอาหนังภัยพิบัติที่น่าสนใจมาบอกต่อ เผื่อสำหรับใครที่ดูแล้วยังไม่เต็มอิ่ม ก็อาจลองเลือกเรื่องอื่นๆมารับชมให้สะใจกันไปเลย

********************************************

 

Armageddon (1998)



 

ขึ้นแท่นหนังที่กวาดรายได้สูงสุดในปี 1998 สำหรับภาพยนตร์แอ็กชั่นไซไฟเรื่องนี้ของผู้กำกับจอมล้างผลาญอย่าง ไมเคิล เบย์ เจ้าของผลงานอย่าง Transformers และ Bad Boys ที่ลงทุนสร้างไปกว่า 140 ล้านเหรียญฯ ซึ่งสูงมากในยุคนั้น เล่าถึงเหตุการณ์อุกกาบาตขนาดยักษ์ กำลังจะพุ่งเข้าชนโลก ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริง อาจจะนำไปสู่การสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตทั่วโลก รวมถึงมนุษย์ องค์การ NASA จึงจัดส่งทีมขุดเจาะน้ำมันมือหนึ่งของสหรัฐฯขึ้นไปบนอุกกาบาต เพื่อขุดลงไปในใจกลางของมัน และหย่อนระเบิดนิวเคลียร์ เพื่อทำลายล้างก่อนที่อุกกาบาตลูกดังกล่าวจะพุ่งชนโลก 

 

ความสำเร็จของ Armageddon เกิดจากงานสร้างที่ลงตัวทั้งมุมแอ็กชั่นที่สนุก ตื่นเต้นสมจริง และมุมดราม่าที่เรียกน้ำตาจากผู้ชมได้อย่างมาก หนังได้ บรู๊ซ วิลลิส มารับบทหัวหน้าแท่นขุดเจาะน้ำมันที่ต้องนำทีมขึ้นไปบนอวกาศ ร่วมด้วย เบน แอฟเฟล็ก และลิฟ ไทเลอร์ ที่รับบทเป็นคู่รักที่มาพร้อมกับซีนโรแมนติกสุดน่ารัก ทำให้หนังสามารถกวาดรายได้จากทั่วโลกไปมากถึง 550 ล้านเหรียญฯ รวมถึงเพลงประกอบหนังอย่าง I Don't Want To Miss a Thing ของวง Aerosmith ก็ขึ้นแท่นเพลงฮิตที่แกะอันดับ 1 บนชาร์ต Billboard ได้สำเร็จด้วย

 

เกร็ดที่น่าสนใจ – หลายคนอาจจะไม่ทราบว่า เจ.เจ.อับรามส์ ผู้กำกับแถวหน้าที่มีผลงานอย่าง Star Wars และ Star Trek รวมถึงอำนวยการสร้างซีรีส์พีคๆอย่าง Lost ได้ร่วมเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย เขาเขียนบทให้หนังดังต้นยุค 90 อย่าง Regarding Henry และ Forever Young ด้วย 

 

 

The Day After Tomorrow (2004)



 

ขึ้นแท่นหนึ่งในภาพยนตร์ภัยพิบัติที่มีแฟนๆชื่นชอบมากที่สุด เป็นผลงานของ โรแลนด์ เอ็มเมอริช ผู้กำกับที่เก่งกาจด้านการทำหนังหายนะ ไม่ว่าจะเป็น Independence Day รวมถึง 2012 (ที่จะแนะนำต่อในคอลัมน์นี้ด้วย) เล่าถึงหายนะที่กำลังจะเกิดขึ้นกับโลกมนุษย์ เมื่อโลกเกิดร้อนขึ้น การเปลี่ยนแปลงด้านภูมิอากาศทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลาย เกิดเป็นคลื่นน้ำขนาดยักษ์ ไหลเข้าท่วมเมืองในซีกบนของโลก กลายเป็นยุคน้ำแข็ง หนังเล่าถึงนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหญ่ ที่รับบทโดย เดนนิส เคว็ด ที่ต้องออกเดินทางฝ่าพายุน้ำแข็ง เพื่อไปช่วยเหลือลูกชาย ซึ่งรับบทโดย เจค จินเลนฮาล ที่ติดอยู่ในมหานครนิวยอร์ก ที่ตอนนี้กลายเป็นเมืองร้างไปแล้ว

 

จากทุนสร้าง 125 ล้านเหรียญฯ หนังประสบความสำเร็จอย่างสูง และกวาดรายได้จากทั่วโลกไปมากกว่า 550 ล้าน ฉากที่แฟนๆจดจำมากที่สุดคือ ฉากที่คลื่นน้ำขนาดยักษ์ไหลเข้าทำลายเมืองนิวยอร์ก กลายเป็นหนึ่งในฉากที่ระทึกผู้ชมระหว่างดูอย่างมาก โดยโรแลนด์ ซึ่งถือว่าเป็นเจ้าพ่อแห่งการทำหนังแนวนี้เผยว่า เดิมทีหลังจากผู้บริหารสตูดิโอ ดูหนังที่เพิ่งตัดต่อเสร็จจบ พวกเขาบอกว่าแย่แล้ว หนังเรื่องนี้ต้องมีปัญหาแน่ๆ เพราะมันไม่จบแบบ Happy Ending ซึ่งทำเอาโรแลนด์แอบเดือดเบาๆ เพราะเขาเชื่อว่า เหตุการณ์เหล่านี้ ไม่มีทางที่หนังจะจบแบบมีความสุขได้หรอก จะมีแค่บางตัวละครเท่านั้นที่จะมีชีวิตรอด และต้องต่อสู้ต่อไป

 

เกร็ดที่น่าสนใจ – มีรายงานว่า ทเว็นตี้ เซ็นจูรี่ ฟ็อกซ์ เชิญเหล่าบรรดานักวิทยาศาสตร์มาชมรอบพิเศษของหนังเรื่องนี้ พวกเขาต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า มันไม่ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ ถ้าคุณจะมาเอาความสมจริง มันคงไม่มีในหนังเรื่องนี้ แต่ต้องยอมรับว่า หนังโคตรสนุกเลยทีเดียว !

 

 

San Andreas (2015)



 

ถ้าพูดถึงหนังแผ่นดินไหวยุคใหม่ คงไม่มีเรื่องไหนระทึกและสมจริงยิ่งกว่าผลงานของผู้กำกับ แบรด เพย์ตัน เรื่องนี้แล้ว ที่เขาได้ร่วมงานกับพระเอกแอ็กชั่นคู่ใจอย่าง ดเวย์น จอห์นสัน ที่นอกจาก San Andreas ทั้งสองยังจับมือกันทำหนังทั้ง Journey 2 The Mysterious Island และ Rampage โดยในเรื่องนี้ เดอะร็อก รับบทเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยดับเพลิงของ แอลเอ กับภารกิจในการช่วยชีวิตลูกสาว ที่พยายามจะเอาตัวรอดจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ที่เกิดขึ้นตามแนวรอยแยก ซาน แอนเดรส นำมาซึ่งความพังพินาศของเมืองใหญ่ รวมถึง ซาน ฟรานซิสโก

 

แม้หนังจะถูกสร้างเพื่อความบันเทิง แต่ผู้กำกับ แบรด เพย์ตัน ตระหนักดีในเรื่องเกี่ยวกับแผ่นดินไหว เพราะเหตุการณ์ดังกล่าวยังคงเกิดขึ้นทั่วโลกและส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนมากมาย ดังนั้นตัวหนังเองจะต้องถูกถ่ายทอดอย่างสมจริง ต้องไม่ทำให้กลายเป็นเรื่องเล่นๆเท่านั้น มันไม่ใช่หนังเอเลี่ยนหรือซูเปอร์ฮีโร่ ดังนั้นเราต้องเคารพกับสิ่งที่เกิดขึ้นบนจอ เพราะอาจมีผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์จริงมาชมหนังก็เป็นอันได้ โดยหนังสามารถทำรายได้จากทั่วโลกเกืิอบ 500 ล้านเหรียญฯ ขึ้นแท่นหนังจากค่ายวอร์เนอร์ที่สามารถทำรายได้สูงสุดในปีดังกล่าว 

 

เกร็ดที่น่าสนใจ – แม้ว่า อเล็กซานดร้า แดดดาริโอ จะรับบทเป็นลูกสาวของ ดเวย์น จอห์นสันในเรื่อง แต่ในชีวิตจริง เธออายุน้อยกว่า เดอะร็อกเพียงแค่ 14 ปีเท่านั้น ในขณะเดียวกัน เธอก็อายุน้อยกว่า คาร์ล่า กูจิโน่ นักแสดงที่รับบทเป็นแม่ของเธอ เพียงแค่ 15 ปีเท่านั้น

 

 

Geostorm (2017)



 

หลังจากนั่งแท่นโปรดิวเซอร์ อำนวยการสร้างหนังแอ็กชั่นมากมาย รวมถึง Independence Day และ Godzilla ดีน เดฟลิน ก็ขอนั่งเก้าอี้ผู้กำกับครั้งแรก ในหนังภัยพิบัติเรื่องนี้ที่เล่าถึง กลุ่มของดาวเทียมที่มนุษย์ส่งไปควบคุมสภาพภูมิอากาศ แต่ข้อขัดข้องและการแทรกแซงของกลุ่มผู้ก่อการร้าย ทำให้พวกมันนำมาซึ่งภัยอันตรายอย่างร้ายแรงต่อโลกมนุษย์ เปลี่ยนให้สภาพอากาศแปรปรวน และอาจส่งผลให้มวลมนุษย์สูญสิ้นก็เป็นอันได้ โดยหนังได้ เจอราร์ด บัตเลอร์ พระเอกจาก 300 มารับบทเป็น เจค นักวิทยาศาตร์ผู้เก่งกาจ ที่ถูกส่งตัวขึ้นไปยังสถานีอวกาศ เพื่อหยุดยั้งแผนการร้ายครั้งนี้

 

เจอราร์ด เผยว่าระหว่างถ่ายทำหนังเรื่องนี้ เขาเองก็ตกอยู่ในภาวะเศร้าบางครั้งเมื่ออ่านบท เพราะทุกครั้งที่เห็นเรื่องราวในหนัง มันเหมือนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ สามารถเกิดขึ้นจริงในชีวิตเราได้ทุกเมื่อ การสูญเสียพันธุ์ของมนุษย์ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เรากำลังเผชิญกับปัญหาสภาวะโลกร้อน อุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆทุกปี ดูเหมือนเราจะเผชิญกับข่าวร้ายขึ้นเรื่อยๆในทุกวัน เขาก็หวังว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้ จะเตือนใจผู้ชมไม่มากก็น้อย โดย Geostorm ลงทุนไปมากถึง 120 ล้านเหรียญฯ และแม้ว่าจะกวาดรายได้จากทั่วโลกไปราว 220 ล้านเหรียญฯ แต่ก็อาจจะยังไม่มากพอที่จะทำกำไร ถึงกระนั้นแฟนๆหนังภัยพิบัติก็ยังยกให้ Geostorm เป็นหนังแอ็กชั่นไซไฟที่ดูสนุกอยู่เรื่องนึง 

 

เกร็ดที่น่าสนใจ – เพื่อให้หนังออกมาสนุกและสมจริงยิ่งขึ้น โปรดิวเซอร์มือทองอย่าง เจอร์รี่ บรัคไฮเมอร์ จาก Armageddon และ Pirates of the Caribbean ถูกผู้สร้างดึงตัวมาช่วยเหลือในขั้นตอนสุดท้ายของหนัง นำไปสู่การถ่ายทำเพิ่มเติม และวอร์เนอร์ควักเงินเพิ่มอีก 15 ล้านเหรียญฯ เพื่อให้ผลลัพภ์สุดท้ายของหนังออกมาอย่างน่าพอใจมากที่สุด

 

 

Deep Impact (1998)



 

ผลงานหนังภัยพิบัติภายใต้การอำนวยการสร้างของ สตีเว่น สปีลเบิร์ก เล่าถึงกลุ่มตัวละครนำที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ดาวหางพุ่งชนโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พวกเขาจึงต้องทำทุกทางเพื่อเอาตัวรอด หรือเผชิญหน้ากับชะตากรรม โดยหนังกระจายเส้นเรื่อง เล่าถึงหลากหลายตัวละคร ไม่ว่าจะเป็นเด็กวัยรุ่นหนุ่มที่เป็นคนค้นพบดาวหางดวงนี้, ผู้ประกาศข่าวสาว ที่ชะตาชีวิตของครอบครัวที่เผชิญหน้ากับข่าวร้าย, กลุ่มนักบินอวกาศที่ถูกส่งตัวขึ้นไปทำภารกิจสำคัญนอกโลก รวมถึงประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาที่ต้องเผชิญกับการตัดสินใจครั้งสำคัญ หนังได้ อีไลจาห์ วู้ด, เทย์ ลิโอนี่, โรเบิร์ต ดูวัลล์ และมอร์แกน ฟรีแมน มารับบทดังกล่าวตามลำดับ

 

โดยภาพรวม Deep Impact มีความน่าสนใจไม่แพ้หนังภัยพิบัติเรื่องอื่น เพราะนอกจากฉากดาวหางทำลายโลกสุดระทึก ฉากคลื่นยักษ์ทำลายเมืองแล้ว หนังยังอัดแน่นด้วยประเด็นดราม่าตัวละคร ที่น่าติดตามมากๆอีกด้วย ทำให้นอกจากที่คอหนังจะสนุกกับฉากแอ็กชั่นแล้ว เหล่าบรรดาเส้นเรื่องยังทำให้หนังมีมิติมากขึ้นอีกด้วย จากทุนสร้างราว 80 ล้านเหรียญฯ หนังสามารถกวาดรายได้จากทั่วโลกไปถึง 350 ล้านเหรียญฯ ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างน่าพอใจเลยทีเดียว

 

เกร็ดที่น่าสนใจ – นักแสดงฝีมือเยี่ยม มอร์แกน ฟรีแมน รับบทเป็นประธานาธิบดีอเมริกาในหนังเรื่องนี้ ในขณะที่นักแสดงรุ่นใหญ่ เจมส์ ครอมเวลล์ (จาก Babe) รับบทเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล ในขณะที่อีก 3 ปีต่อมา ในภาพยนตร์ทริลเลอร์เรื่อง The Sum of All Fears เจมส์ ครอมเวลล์ รับบทเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ส่วนมอร์แกน ฟรีแมน รับบทเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาล (สลับบทบาทกันนั่นเอง)

 

 

2012 (2009)



 

หนังภัยพิบัติต้นทุนมหาศาลถึง 200 ล้านเหรียญฯ จากผู้กำกับ โรแลนด์ เอ็มเมอริช จาก Independence Day และ The Day After Tomorrow เล่าถึงเหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นตามคำทำนายของชนเผ่ามายัน ที่เคยทำนายไว้ว่าโลกมนุษย์จะดับสิ้นในปี ค.. 2012 เมื่อนักธรณีวิทยาค้นพบว่า เปลือกโลกเริ่มไม่เสถียรหลังจากเกิดเปลวสุริยะขนาดใหญ่ที่เกิดจากการเรียงตัวของดาวเคราะห์ นำมาสู่เหตุการณ์ที่ทำให้คนทั้งโลกต้องพยายามหนีตายเพื่อเอาชีวิตรอด โดยหนังโฟกัสที่หลากหลายตัวละครกับความพยายามครั้งสุดท้าย หนังได้ จอห์น คูแซ็ค มารับบทนำในบทนักเขียนหนุ่มที่ต้องทำทุกทางเพื่อพาลูกๆของพวกเขาไปยังหลุมหลบภัย โดยมี วู้ดดี้ ฮาร์เรลสัน, แดนนี่ โกลเวอร์, ชิวาเทล เอจิโอฟอร์ และอแมนด้า พีท ร่วมจอ

 

โรแลนด์เผยว่า ตัวเขาเองเริ่มมองอนาคตของโลกมนุษย์ในแง่ลบมากขึ้นเรื่อยๆ ใน Independence Day เขามองว่าโลกใบนี้ยังควรค่าพอแก่การปกป้อง ส่วนข้อความสำคัญที่เขาสื่อกับผู้ชมใน The Day After Tomorrow คือ พวกเขาจะฉิบหายแน่นอน ถ้ายังไม่หยุดทำในสิ่งที่พวกเราทำร้ายโลกอยู่ ส่วนใน 2012 คือข้อความที่แรงที่สุดว่า พวกเราฉิบหายแน่นอน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น มันอาจจะสายเกินแก้แล้วก็ได้ หลังจากลงทุนไปถึง 200 ล้านเหรียญฯ 2012 ประสบความสำเร็จอย่างมาก ด้วยการกวาดรายได้จากทั่วโลกไปมากถึง 800 ล้านเหรียญฯ แม้หนังจะพลาดเป้าในอเมริกาแต่ต้องยอมรับว่า หนังเป็นขวัญใจคอหนังภัยพิบัติจากทั่วโลกเลยจริงๆ

 

เกร็ดที่น่าสนใจ – ภาพยนตร์เรื่อง 2012 5ถูกแบนในประเทศเกาหลีเหนือ เพราะในหนังฉายภาพด้านลบให้กับประเทศ นอกจากนี้มีรายงานว่าประชาชนบางคนที่แอบลักลอบเอาดีวีดีเถื่อนของหนัง เข้าไปเผยแพร่ในประเทศเกาหลีเหนือยังโดนทางการจับกุมเพื่อดำเนินคดีอีกด้วย

 

 

The Wandering Earth (2019)



 

นอกจากฝั่งฮอลลีวู้ดแล้ว ล่าสุดอุตสาหกรรมบันเทิงในจีน ถือว่าพัฒนาไปไกลมาก พิสูจน์ได้อย่างดีจากภาพยนตร์เรื่อง The Wandering Earth ที่เป็นหนังภัยพิบัติที่งานสร้างอลังการมากที่สุด แซงหน้าภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดบางเรื่องไปเสียอีก กวาดรายได้ในจีนไปสูงลิบถึง 700 ล้านเหรียญฯ ขึ้นแท่นหนังจีนที่ทำเงินสูงสุดตลอดกาลอันดับ 3 เป็นรองเพียง Wolf Warrior 2 และ Ne Zha เพียงสองเรื่องเท่านั้น แต่น่าเสียดายที่คอหนังในไทยไม่ได้ชมเรื่องนี้กันในจอใหญ่ๆ ในโรงภาพยนตร์ เพราะ Netflix คว้าลิขสิทธิ์หนังจีนเรื่องนี้ไว้ในครอบครองตั้งแต่แรก

 

หนังเล่าเรื่องราวของโลกในอนาคตอันใกล้ เมื่อดวงอาทิตย์กำลังจะดับลง ทางเดียวที่มวลมนุษย์จะเอาชีวิตรอดได้ คือการเคลื่อนโลกทั้งดวงไปยังบ้านหลังใหม่ เพื่อตามหาดวงอาทิตย์ดวงใหม่ ที่จะมอบความร้อน มอบพลังงานให้กับโลกได้ แต่การเคลื่อนย้ายดาวครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เหล่าบรรดานักบินอวกาศและนักวิทยาศาสตร์ต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย รวมถึงการที่โลกอาจพุ่งชนเข้ากับดาวพฤหัสฯอีกด้วย

 

เกร็ดที่น่าสนใจ – ผู้กำกับสัญชาติจีน Frant Gwo เผยว่าหนังที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับเขาอย่างมากคือ Terminator 2 : Judgement Day ของผู้กำกับ เจมส์ คาเมรอน เขามีโอกาสได้ชมหนังเรื่องนี้สมัยที่ยังเด็ก ซึ่งมันกลายเป็นสิ่งที่ผลักดันให้เขาอยากสร้างหนัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวแอ็กชั่นไซไฟ

 

 

Greenland (2020)



 

นี่คือภาพยนตร์ภัยพิบัติที่ปล่อยออกมาฉายท่ามกลางเหตุโรคระบาดทั่วโลก ผลงานการร่วมงานล่าสุดระหว่างพระเอก เจอราร์ด บัตเลอร์ และผู้กำกับ ริค โรแมน วอห์น หลังจากเพิ่งร่วมงานกันไปในหนังแอ็กชั่นภาคต่ออย่าง Angel Has Fallen โดยเจอราร์ด รับบทเป็นวิศวกรรุ่นใหญ่ที่ต้องพยายามทำทุกทางเพื่อพาภรรยาและลูกชายเอาชีวิตรอดให้ได้ หลังเกิดเหตุการณ์ดาวหางจะพุ่งชนโลก จากเดิมที่นักวิทยาศาสตร์คำนวนไว้ว่ามันจะเฉียดโลกเท่านั้น แต่พวกเขากลับทำนายผิด จนกระทั่งเศษดาวหางบางส่วนพุ่งเข้าชนโลก ทำให้เกิดโกลาหลในทันที


แม้ว่าหนังจะใช้ทุนสร้างไม่มากนัก และไม่ได้เน้นฉากบ้านเมืองพังทะลายแบบวินาศสันตะโรแบบหนังพวก 2012 แต่ Greenland กลับแทนที่ด้วยปมดรามาตัวละครที่ลุ้นระทึกไม่แพ้กัน เมื่อครอบครัวของพระเอกต้องเผชิญกับอุปสรรคต่างๆนานา ที่ทำให้ผู้ชมชวนลุ้นว่าพวกเขาจะสามารถมีชีวิตรอดจากเหตุการณ์ครั้งนี้ได้หรือไม่ โดยเดิมทีหนังมีโปรแกรมฉายในอเมริกากลางเดือนมิถุนายน แต่ถูกเลื่อนออกไปเพราะโควิด-19 จนกระทั่งถึงตอนนี้ยังก็ยังไม่มีโปรแกรมเข้าฉายในอเมริกา แต่สำหรับในไทยได้ดูกันก่อนแล้วในสุดสัปดาห์นี้ เช่นเดียวกับอีกหลายประเทศทั่วโลกที่หนังทยอยเข้าฉายแล้ว


เกร็ดที่น่าสนใจ – ก่อนจะเป็นพระเอก เจอราร์ด บัตเลอร์ ตัวเลือกแรกของโปรดิวเซอร์ในบทพระเอกของ Greenland คือ คริส อีแวนส์ เจ้าของบทบาทกัปตันอเมริกา ในขณะที่ผู้กำกับที่วางตัวไว้คือ นีล บลอมแคมป์ เจ้าพ่อหนังไซไฟสมจริงอย่าง District 9 และ Chappie แต่ทั้งคู่ต้องถอนตัวไปเพราะคิวงานที่ไม่ลงตัว ก่อนที่จะเป็น เจอราร์ด บัตเลอร์และผู้กำกับ ริค โรแมน วอห์น ในที่สุด

 

 

********************************************

ติดตามคอลัมน์ SO WATCH และ ฟังวิทยุออนไลน์ Chill Online Work hard Chill Hard ได้ที่ 
www.chillfm.fm และที่
Application : Atimeonline โหลดฟรีที่ App Store และ Play Store
Facebook : Chill FM
Instagram : chillfmfanpage
Twitter : chillfmfanpage
 
******************************************
 
SO WATCH

BY GOSSIPGUN