รีวิว 3 หนังจีนฟอร์มยักษ์ชนโรง The Eight Hundred - Love You Forever - Vanguard |

ประกาศความเป็นส่วนตัว (Privacy Notice)

รีวิว 3 หนังจีนฟอร์มยักษ์ชนโรง The Eight Hundred - Love You Forever - Vanguard

รีวิว 3 หนังจีนฟอร์มยักษ์ชนโรง  The Eight Hundred - Love You Forever - Vanguard


รีวิว
3 หนังจีนฟอร์มยักษ์ชนโรง

The Eight Hundred – Love You Forever  –  Vanguard

ถ้าเป็นภาวะปกติ ไม่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 เราคงได้เห็นโรงภาพยนตร์ในบ้านเรา อัดแน่นไปด้วยภาพยนตร์จากฮอลลีวู้ดเข้าฉายมากมายหลายเรื่อง แต่เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบัน ทำให้หนัังฟอร์มยักษ์จากฝั่งอเมริกาถูกเลื่อนฉายไปเกือบหมด กลายเป็นว่า ณ ตอนนี้ คอหนังมีโอกาสได้ชมหนังเอเชียในโรงภาพยนตร์มากขึ้น โดยเฉพาะหนังจากประเทศจีน ซึ่งสุดสัปดาห์นี้ มีภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ เรื่องใหม่จากแดนมังกร มาเข้าถึงชนกันถึง 3 เรื่อง ประกอบไปด้วย “Vanguard” ภาพยนตร์แอ็กชันฟอร์มโตของพระเอก เฉินหลง ที่เข้าฉายตั้งแต่สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ต่อด้วย “The Eight Hundred” หนังสงครามฟอร์มยักษ์ที่เข้าฉายในบ้านเราสุดสัปดาห์นี้ รวมไปถึง “Love You Forever"หนังโรแมนติกดราม่าพล็อตน่าสนใจ ที่เข้าฉายสุดสัปดาห์นี้เช่นเดียวกัน 

 

นอกจากนี้ยังมี “A Moment of Romance” หนังคลาสสิกจากจีน ที่คนไทยรู้จักกันดีในชื่อ "ผู้หญิงข้า..ใครอย่าแตะ" กลับเข้ามาฉายใหม่ในเครือเอสเอฟอีกด้วย กลายเป็นสุดสัปดาห์นี้ มีภาพยนตร์จีน เข้าฉายให้เลือกชมในโรงมากถึง 4 เรื่อง คอลัมน์ So Watch ในสัปดาห์นี้ เลยขอพาผู้อ่านไปทำความรู้จักกับภาพยนตร์จีนที่เข้าฉายใหม่ทั้ง 3 เรื่องให้มากกว่าเดิม พร้อมกับรีวิวความรู้สึกที่มีต่อภาพยนตร์กลุ่มนี้ เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจ สำหรับใครอาจจะยังลังเลอยู่ว่าควรเลือกชมเรื่องไหนดี So Watch ในสัปดาห์นี้ ขอเป็นไกด์ในการเลือกดูหนังสำหรับคุณเอง

********************************************

 

The Eight Hundred



 

ภาพยนตร์สงครามสัญชาติจีนเรื่องนี้ เข้าฉายไทยในชื่อว่า "นักรบ 800” กลายเป็นหนังจีนเรื่องแรกในประวัติศาสตร์ ที่อาจจะทำเงินทั่วโลกมากที่สุดของปี ซึ่งโดยปกติแล้วจะเป็นหนังฮอลลีวู้ดที่กวาดรายได้สูงสุด แต่เนื่องด้วยในปีนี้ หนังฟอร์มยักษ์จากฝั่งตะวันตกทั้งหมดถูกเลื่อนฉาย และไม่มีหนังมาร์เวลเข้าฉายแม้แต่เรื่องเดียว เปิดโอกาสให้หนังจากจีนได้กวาดรายได้แซงหน้า ณ ปัจจุบัน The Eight Hundred ทำเงินจากทั่วโลกไปมากกว่า 440 ล้านเหรียญฯ เอาชนะ Bad Boys For Life ที่กวาดรายได้ไป 420 ล้านเหรียญฯ และ Tenet ที่ทำเงินไป 300 ล้านเหรียญฯ ถ้าอีก 3 เดือนหลังจากนี้ ไม่มีเรื่องไหนทำเงินแซงไปได้ ก็หมายถึง The Eight Hundred จะครองตำแหน่งหนังทำเงินสูงสุดของปี 2020 ไปโดยปริยาย 

 

หนังเป็นผลงานล่าสุดของ กวง หู เจ้าของผลงานหนังอาชญากรรมเรื่อง Mr.Six ที่เขาเผยว่าใช้เวลานานเกือบ 10 ปีในการพัฒนาโปรเจกต์หนังเรื่องนี้กว่าจะเป็นจริงขึ้นมา และระดมทุนสร้างจากค่ายต่างๆมากถึง 80 ล้านเหรียญฯ เพื่อเนรมิตเซี่ยงไฮ้ในปี ค..1937 ให้ออกมาสมจริงมากที่สุด มีการสร้างตึกและอาคารมาถึง 68 หลังเพื่อการถ่ายทำและกลายเป็นหนังเอเชียเรื่องแรกที่ถ่ายทำด้วยกล้อง IMAX ตลอดทั้งเรื่อง (แต่น่าเสียดายที่หนังไม่ได้ฉายในไทยด้วยระบบนี้)


 

 

โดย The Eight Hundred สร้างจากเหตุการณ์จริงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากที่กองทัพญี่ปุ่นได้เข้ายึดเมืองเซี่ยงไฮ้แต่ยังไม่สามารถทำได้ทั้งหมด ก็ได้มีกองกำลังของจีนชื่อว่า "กองกำลังปฏิวัติแห่งชาติที่ 88” คอยวางแผน ต่อสู้และปกป้องโกดังร้างริมแม่น้ำแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายขณะที่มีกองกำลังเพียง 400 คน แต่ได้วางแผนหลอกล่อกองทัพญี่ปุ่นว่ามีกองกำลังถึง 800 คน (จนกลายเป็นที่มาของชื่อหนัง) และยังได้รับความช่วยเหลือจากประชาชนชาวจีน ที่อาศัยฟากตรงข้ามของแม่น้ำ ซึ่งเป็นพื้นที่ของชาวต่างชาติอย่างลับๆ อีกด้วย ขณะที่กองทัพญี่ปุ่นก็พยายามทุกวิถีทางแต่ก็ไม่สามารถเข้ายึดโกดังแห่งนี้ได้ กองกำลังปฏิวัติที่ 88 ก็สามารถยืนหยัดต่อสู้อย่างไม่กลัวตาย ในการรบครั้งนี้ได้ทำการรบกันถึง 4 วัน 4 คืน จนได้รับการยกย่องและบันทึกจากประชาชนชาวจีนว่าเป็นวีรกรรมการต่อสู้ที่กล้าหาญยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง

 

ในฐานะหนังทำเงินสูงสุดของโลกในปีนี้ อาจกล่าวได้เต็มปากว่า The Eight Hundred มีคุณสมบัติที่สมศักดิ์ศรีตำแหน่งดังกล่าวเลย สำหรับคอหนังบล็อกบัสเตอร์ที่ช่วงเวลานี้ แทบจะไม่มีหนังฟอร์มใหญ่จากฝั่งฮอลลีวู้ดเข้าฉาย หนังเรื่องนี้เข้ามาเติมเต็มช่องว่างดังกล่าวได้อย่างดีเยี่ยม หนังมาพร้อมกับงานโปรดักชั่นที่ยิ่งใหญ่อลังการ การเนรมิตเซี่ยงไฮ้ที่เหลือแค่ซากปรักหักพัง ทำออกมาได้อย่างชวนตื่นตา นอกจากนี้ฉากต่อสู้รบในสงคราม ก็ทำได้ชวนตื่นเต้น เราไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่่าจะเกิดขึ้นกับตัวละครไหนบ้าง แต่ละฉากก็ทำออกมาได้น่ากลัวสมจริงมาก (แน่นอนว่าความโหดร้ายของหลายๆฉาก อาจจะไม่เหมาะสำหรับเด็ก)



 

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ The Eight Hundred แตกต่างจากหนังสงครามทั่วไป คือการเล่าเรื่องในแบบที่มี "กองเชียร์" ด้วยข้อแม้ของการทำสงครามที่ กองทัพญี่ปุ่นจะไม่รุกรานในพื้นที่ของชาวต่างชาติในเซี่ยงไฮ้ ทำให้มีบริเวณที่ผู้คนอาศัยอย่างเป็นปกติ และบังเอิญว่าสถานที่ดังกล่าวอยู่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำของโกดังร้างที่เป็นสถานที่รบ ทำให้พื้นที่สงครามและพื้นที่สงบ อยู่ห่างกันเพียงแค่แม่น้ำกั้น ดังนั้นเหตุการณ์ปะทะกันระหว่าง กองทัพญีปุ่่น และกองกำลังปฏิวัติของจีน อยู่ในสายตาของประชาชนและชาวต่างชาติตลอดเวลา เราจะได้เห็นรีแอ็กชันจากพื้นที่สงบ จุดนี้เองทำให้การเล่าเรื่องของ The Eight Hundred มีอีกมุมที่ไม่ค่อยได้เห็นในหนังสงครามทั่วไป

 

อีกหนึ่งข้อดีของ The Eight Hundred คือหนังสงครามที่เล่าเรื่องในพื้นที่จำกัด ทำให้ค่อนข้างโฟกัสเรื่องราวได้ง่าย ต่างจากหนังประเภทเดียวกันหลายๆเรื่อง ที่เล่าหลายเหตุการณ์ในหลายพื้นที่ ทำให้อาจจะจับประเด็นไม่ได้ มีความงงระหว่างดูว่าฝ่ายไหนเป็นฝ่ายไหน แต่สำหรับเรื่องนี้ ด้วยโลเคชั่นที่ต่างกันไปของตัวละครทำให้แบ่งฝ่ายชัดเจน นอกจากนี้หนังยังฉายให้เห็นยุทธวิธีการเอาชนะที่น่าสนใจ ด้วยพื้นที่และกำลังคนที่จำกัดกว่าของฝ่ายจีน ทำให้เราลุ้นตามและเอาใจช่วย รวมไปถึงสนุกกับการเห็นขั้นตอนการต่อสู้ในแบบต่างๆ ในมุมหนึ่งก็เป็นหนังสงคราม แต่ในอีกมุมหนึ่งก็เหมือนเราดูหนังประเภทเอาตัวรอดจากพื้นที่อันตรายเช่นกัน

 

 

Love You Forever



 

นี่คือภาพยนตร์โรแมนติกแฟนตาซีที่กวาดรายได้ถล่มทลายในประเทศจีนมาแล้ว โดยเทศกาลแห่งความรักที่ผ่านมา หนังสามารถเปิดตัวอันดับ 1 ในจีน และกวาดรายได้จากการฉายวันแรกวันเดียวสูงถึง 35 ล้านเหรียญฯ เป็นรายได้วันแรกที่สูงกว่า The Eight Hundred เสียอีก แม้จะไม่สามารถทำรายได้ยาวๆเอาชนะก็ตาม โดย Love You Forever กำกับโดย เหยาถิงถิง ที่เคยทำหนังวัยรุ่นเรื่อง Yesterday Once More และอำนวยการสร้างโดย บิล คอง คือหนึ่งในโปรดิวเซอร์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งของเอเชีย ด้วยผลงานการันตีที่เคยร่วมงานกับผู้กำกับชื่อดัง “จางอี้โหมว” เรื่อง Crouching Tiger, Hidden Dragon ในปี 2000 จนทำให้ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเวที Independent Spirit Awards ต่อด้วยผลงานชั้นดีมากมายทั้ง Hero, House of Flying Dagger, Fearless, The Curse of Golden Flowers และ Cold War


 

 

สำหรับ Love You Forever นำแสดงโดย 2 นักแสดงดาวรุ่งของจีน  หลี่หงฉี และ หลี่อี้ถง โดย หลี่หงฉี ซึ่งเคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโกลเด้น ฮอร์ส อวอร์ดส ถึงสามครั้ง และ หลี่อี้ถง ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นนักแสดงสาวรุ่นใหม่ไฟแรงมากความสามารถที่มาแรงจากซีรีส์มังกรหยก 2017 โดยหนังเล่าเรื่องราวของ หลินเก๋อ (ที่รับบทโดบ หลี่หงฉี) ชายหนุ่มที่มีพรสวรรค์พิเศษ เขาย้อนเวลาได้ โดยเขานั้นตกหลุมรัก ชิวเชี่ยน (ซึ่งรับบทโดบ หลี่อี้ถง) เด็กสาวข้างบ้านที่กลับมาสนิทสนมกันอีกครั้งในสมัยเรียนมัธยมปลาย โดยระหว่างที่ความรักของทั้งคู่กำลังจะไปได้ด้วยดี ฝ่ายหญิงดันประสบอุบัติเหตุที่จะทำให้เธอถึงแก่ชีวิต เขาจึงย้อนกลับไปในอดีตเพื่อต่อชีวิตให้กับฝ่ายหญิง แน่นั่นกลับทำให้เธอต้องสูญเสียความทรงจำทุกอย่างเกี่ยวกับเขา และที่ยิ่งไปกว่านั้น เขาจะต้องสูญเสียช่วงเวลาชีวิตบางส่วนไปด้วย

 

ความน่าสนใจของ Love You Forever คือแม้หน้าหนังจะดูเป็นหนังเรียกน้ำตาตามสไตล์หนังรักทั่วไป แต่ด้วยพล็อตกึ่งแฟนตาซีที่หนังใส่เข้ามา ให้ตัวละครนำสามารถย้อนเวลาได้ด้วย แบบเดียวกับ About Time และ The Time Traveller's Wife ทำให้หนังน่าสนใจมากยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยเส้นเรื่องที่ไม่อาจจะคาดเดาได้ นำไปสู่บทสรุปที่ผู้ชมไม่รู้เลยว่าหนังจะพาไปในทิศทางไหน และจะเกิดอะไรกับตัวละครหลักได้บ้าง ส่วนนี้เองทำให้เพิ่มความน่าสนใจให้กับหนังได้พอสมควร แต่สิ่งสำคัญที่สุดในหนังรักส่วนใหญ่ คือเคมีระหว่างสองนักแสดงนำ ซึ่งในเรื่องนี้คือ หลี่หงฉี และ หลี่อี้ถง ทั้งสองคนต่างมีเสน่ห์ และมีเคมีที่เข้ากันมากพอ ที่จะทำให้ผู้ชมเชื่อได้ว่าทั้งสองคนรักกัน และมีความผูกพัน แม้แต่ในฉากที่นางเอกจะจำพระเอกไม่ได้แล้วก็ตาม



 

สิ่งที่ทำให้ Love You Forever แปลกตาไปจากหนังรักทั่วไปของจีน คือการที่หนังมีฉากหลังในช่วงกลางเรื่องที่ยุโรป ซึ่งต้องยอมรับว่าบรรยากาศที่นั่น เสริมให้หนังรักหลายๆเรื่องดูโรแมนติกขึ้นมากๆ เช่นเดียวกับเรื่องนี้ที่เพิ่มความอบอุ่นในฉากรัก และเพิ่มความเหงาในฉากเศร้าๆได้อย่างดีทีเดียว ใครที่กำลังมองหาหนังรักดีๆซักเรื่อง Love You Forever ถือว่ามีทั้งพล็อตและองค์ประกอบต่างๆที่น่าสนใจเลยทีเดียว 

 

Vanguard



 

แม้แต่เฉินหลงก็ยังต้องหลบให้โควิด-19 โดยภาพยนตร์แอ็กชั่นฟอร์มยักษ์ ผลงานล่าสุดของซูเปอร์สตาร์นักบู๊เรื่องนี้ เดิมทีมีโปรแกรมเข้าฉายในวันตรุษจีน แต่เพียงแค่ 3 วันก่อนเข้าฉายกลับต้องยกเลิกโปรแกรมแบบกะทันหัน เพราะโควิด-19 กำลังเริ่มระบาดหนักในจีน ทำให้โปรแกรมเมื่อปลายเดือนมกราคม ต้องถูกยกเลิกไปโดยปริยายทั่วโลก จนกระทั่งสัปดาห์นี้ สถานการณ์ในจีนแทบจะกลับมาเป็นปกติแล้ว Vanguard จึงได้โปรแกรมเข้าฉายเสียที ต้อนรับเทศกาลไหว้พระจันทร์ซะเลย โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นการกลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง ระหว่างเฉินหลงกับผู้กำกับอีกคนที่ร่วมงานบ่อยครั้ง นั่นคือ สแตนลี่ย์ ตง ที่เคยกำกับ Police Story 3-4, The Myth และ Kung Fu Yoga มาแล้ว จึงไม่แปลกหนัก ถ้า Vanguard จะมีรสชาติความสนุกครบรส เช่นเดียวกับหนังเฉินหลงยุคก่อนๆที่แฟนๆต่างชื่นชอบ


หนังเล่าเรื่องราวของหน่วยแวนการ์ด องค์กรคุ้มกันความปลอดภัยสำหรับแขกระดับวีไอพี โดยมีเฉินหลงรับบทเป็นหัวหน้าทีม โดยภารกิจล่าสุดของพวกเขา คือการคุ้มกันชีวิตของนักธุรกิจชาวจีนรุ่นใหญ่ในลอนดอน หลังจากที่เขาถูกหมายหัวจากคนร้าย ที่ทราบว่าชายคนนี้ทราบที่ซ่อนเงินกว่า 20 ล้านเหรียญฯ ซึ่งเป็นสมบัติตกทอดมา โดยปฏิบัติการครั้งนี้เริ่มยืดยาวเมื่อคนร้ายเริ่มพุ่งเป้าไปที่ลูกสาวของนักธุรกิจที่อยู่กลางป่าในแอฟริกา นำไปสู่การผจญภัยแบบข้ามทวีป ตามสไตล์หนังเฉินหลงหลายๆเรื่อง




อย่างที่เกริ่นไป Vanguard ให้อารมณ์คล้ายคลึงกับหนังเฉินหลงระดับท็อป หนังของเขามักจะไม่เน้นพล็อตที่ซับซ้อน แต่เน้นโชว์ฉากแอ็กชั่นเสี่ยงตายแบบเล่นเอง มีความเว่อร์นิดๆ ให้อารมณ์มันส์ปนกับฮากันไป ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเช่นนั้น เป็นหนังแอ็กชั่นแบบไม่โหดจนเกินไป สามารถดูได้ทั้งครอบครัวแบบทุกเพศทุกวัย แต่ที่เพิ่มเข้ามาในหนังเรื่องนี้ คือความไฮเทค ที่บางฉากดูแล้วชวนนึกไปถึง Mission: Impossible บางฉากก็เว่อร์ซะเหลือเกิน จนแอบคิดถึง Fast & Furious แต่ที่จับสังเกตได้แบบชัดเจนคือ แม้หนังจะมีฉากแอ็กชั่นจำนวนมาก แต่ตัวเฉินหลงเองมีส่วนร่วมในฉากบู๊น้อยลง เน้นให้น้องๆนักแสดงรุ่นใหม่โชว์ศักยภาพมากกว่า อาจจะเป็นการเซฟตัวเองที่อายุเริ่มเพิ่มมากขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม แม้แกจะบู๊เองน้อยลง แต่โดยรวมหนังก็ยังมันส์เหมือนเดิม


อีกหนึ่งเสน่ห์ที่เห็นชัดเจนในหนังของเฉินหลงเรื่องนี้ คือโลเคชั่นที่หลากหลาย เราจะได้เห็นภาพเมืองที่คุ้นเคยอย่างลอนดอน มีการไล่ล่ากลางป่าแอฟริกาที่แปลกตาออกไป มีฉากไล่ล่าในเมืองสุดหรูอย่างดูไป ไปจนถึงฉากแอ็กชั่นที่ถ่ายทำในป้อมปราการเก่าแก่ ทำให้ไม่รู้สึกซ้ำทางเท่าไรนัก รวมถึงทีมนักแสดง ที่นอกจากเฉินหลงแล้ว สมาชิกในทีมของเขาล้วนมีเสน่ห์แบบยกทีม โดยเฉพาะหยางหยาง ที่ถ้าใครไม่รู้จักมาก่อน มีสิทธิมาเทใจให้จากการดูเรื่องนี้อย่างแน่นอน


 


อย่างไรก็ตาม Vanguard ก็ยังมีปัญหาที่เห็นชัดเจนหลายจุด โดยเฉพาะการเชื่อมระหว่างฉากที่ผู้สร้างเลือกใช้การเฟดดำตลอดเวลา จนแอบรู้สึกขัดอารมณ์ ทำให้เกิดความไม่ต่อเนื่องในเนื้อหนัง รวมไปถึงการเลือกฉายในเสียงภาษาอังกฤษของค่ายหนังในไทย ทั้งๆที่เป็นหนังสัญชาติจีน ทำให้แอบรู้สึกขัดอารมณ์เบาๆ เวลาชม เพราะตัวละครพูดภาษาอังกฤษ ถูกพากย์ทับแบบไม่เนียนเท่าไหร่นัก และเหมือนจะไม่ได้เข้าฉายแบบเสียงจีนด้วย เลยอยากแนะนำว่าถ้าจะไปดูเรื่องนี้กันในโรง แนะนำว่าดูเสียงไทยอาจจะราบรื่นมากยิ่งกว่า


สรุปแล้ว Vanguard ถือเป็นหนังแอ็กชั่นเบาสมองสไตล์เฉินหลงที่บันเทิงมากๆ และดูเพลินมากๆเรื่องหนึ่ง หนังมาพร้อมกับทีมนักแสดงนำที่มีเสน่ห์มาก ฉากบู๊แต่ละฉากก็สนุกตื่นตาและแอบเว่อร์เบาๆ หนังมีโลเคชั่นที่หลากหลายไม่จำเจ ถ้าใครกำลังหาหนังมันส์ๆแบบดูได้ทั้งบ้านทั้งครอบครัว เรื่องนี้ถือเป็นตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจมากๆเลยทีเดียว

 

 

********************************************

ติดตามคอลัมน์ SO WATCH และ ฟังวิทยุออนไลน์ Chill Online Work hard Chill Hard ได้ที่ 
www.chillfm.fm และที่
Application : Atimeonline โหลดฟรีที่ App Store และ Play Store
Facebook : Chill FM
Instagram : chillfmfanpage
Twitter : chillfmfanpage
 
******************************************
 
SO WATCH

BY GOSSIPGUN